ลูกน้อยไม่ขาดแคลเซียมถึงแม้จะเบื่อนม

แคลเซียมเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย โดยน้ำนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม และเมื่อเราพูดถึงแคลเซียมกัน หลายต่อหลายคนจะมุ่งเน้นไปที่น้ำนม ไม่ว่าจะเป็น นมแพะ นมวัว  หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่ผู้ผลิตบางรายนำนมกระบือ (นมควาย) ออกวางจำหน่ายกัน ดังนั้นเมื่อเวลาคุณแม่หลาย ๆ ท่าน กลัวว่า ลูกจะไม่สูง กังวลว่าลูกจะไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ จึงมักบังคับลูกน้อยให้ทานแต่นม ซึ่งการทำเช่นนั้นแบบเคร่งครัดจนเกินไป บางทีอาจทำให้ลูก ๆ ของคุณขยาดกับนมกันไปเลยทีเดียว  โดยแท้จริงแล้วอาหารที่เป็นแหล่งมีแคลเซียมนั้น มีอาหารอีกหลายชนิดมากมายที่มีแคลเซียมเช่นกัน เราจึงขอนำตัวอย่างอาหารมานำเสนอ รับรองว่าเมื่อได้ทราบปริมาณแคลเซียมแล้ว จะถึงกับอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

แคลเซียมจากผักและผลไม้

บรอกโคลี

                โดยบรอกโคลี เป็นผักที่ไม่มีรสขม การนำมาปรุงอาหารก็สามารถเลือกได้หลากหลายว่าต้องการให้มันนิ่ม กรอบ หรือสุกขนาดไหน จึงเป็นผักที่คุณแม่จะเลือกนำมาทำเมนูให้กับลูกได้ง่ายดาย นอกจากความอร่อยของตัวมันเองแล้ว  บรอกโคลียังอุดมไปด้วยปริมาณแคลเซียม โดยต่อ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียมถึง 114  มิลลิกรัม ( 114 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

ส้ม

                ส้มจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมของวิตามินซีที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมอีกด้วย ส้มเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย  ดังนั้นคุณแม่อาจจะจัดวางมืออาหารใด ๆ ควบคู่ไปกับส้มสัก 1 ผล  หรือ คั้นน้ำส้มสด ๆ วางข้างจานอาหารหลักให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการเสริมแคลเซียมก็ได้ ทั้งนี้ส้มในปริมาณ 1 ถ้วยตวง  ให้ปริมาณแคลเซียม  27 มิลลิกรัม ( 27 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากธัญพืช

ถั่วเหลือง

                ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้  เต้าหู้หลอด เต้าหู้ก้อน เป็นต้น เพราะถั่วเหลืองนอกจากเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีปริมาณไขมันที่ต่ำมาก ๆ ถั่วเหลืองยังเป็นอาหารหลักของผู้ที่ทานอาหารเจ เพื่อแทนโปรตีนอีกด้วย หากคุณแม่ลองสรรหาสูตรอาหารที่ปรุงแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก็จะทำให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่มากพอ ๆ กับนมเลย โดยเฉลี่ยถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง  1 ถ้วยตวงให้ปริมาณแคลเซียมระหว่าง 300 – 500 มิลลิกรัม (300-500 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากปลา

ปลาแซลมอน

                โดยเราเน้นไปที่ปลาแซลมอนกระป๋อง เพราะตัวปลาจะยังมีก้างเล็ก ๆ ติดอยู่ แต่นิ่มและไม่เป็นอันตรายต่อลูก หาซื้อง่าย วิธีนำมารับประทานก็หลากหลายที่คุณแม่จะนำมาจัดสรรให้คุณลูก ไม่ว่าจะทำเป็น แซนวิช เวลาไปปิกนิกต่างจังหวัด หรือนำมาผัดกับข้าวเป็นข้าวผัดปลาแซลมอน ให้ลูกรับประทานได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า ทั้งโอเมกา 3 และก็แคลเซียม ที่มีอยู่ในปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียม 564  มิลลิกรัม (564 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

                รู้แบบนี้แล้ว รีบเตรียมหาเมนูสำหรับเสริมแคลเซียมในบางโอกาสให้กับลูก เพื่อการเติบโตของกระดูกที่แข็งแรง  และพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวน้อยกันเถอะ

 

สอนลูก เรียนรู้ได้จากเรื่องเล่น

หลายคนคงรู้แล้วว่า การเล่นของเด็ก คือ การเรียนรู้ คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่จะทำให้เติบโตไปสู่อีกช่วงวัย แต่บางทีการเล่นของลูก ๆ ก็มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายปวดหัวไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรการเล่นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก  ประสบการณ์จากการเล่นจะนำพาให้เด็กอยู่ร่วมกับในสังคม เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในภายภาคหน้า และที่สำคัญอีกอย่างคือ การเล่นทำให้ อารมณ์ จิตใจ เบิกบาน เพลิดเพลิน เหมือนพวกเค้าได้ปลดปล่อยพลังภายในตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยในการเล่นของลูก ๆ แล้วละก็ จะยิ่งทำให้การเล่นนั้นมีประโยชน์ขึ้นอีกหลายเท่าตัว และยังสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นให้ลูกได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะการเล่นของเด็ก

·        การเล่นตามช่วงวัย เด็กจะเล่นตามลักษณะของพัฒนาการไปในแต่ละช่วง เช่น ระยะแรก การเล่นจะเป็นการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เมื่อมีการเรียนรู้ การเล่นจะซับซ้อนขึ้นเริ่มมีประสบการณ์ มีทักษะที่คุ้นเคย การทำตามแบบอย่าง เป็นต้น

·        การเล่นด้วยการสร้างจินตนาการ การสมมุติเกี่ยวกับตัวละคร เช่น ตนเอง บุคคลในครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่เคยได้พบเห็น มาผสานกับสิ่งที่คิดจินตนาการจนเกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ

·        การเล่นด้วยการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เด็กชอบปลดปล่อยพลังงาน ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อของตนเอง เช่น การกระโดด การเดินทรงตัวบนสิ่งของ การเล่นในสนามเด็กเล่นกับอุปกรณ์การเล่นต่าง ๆ

·        การเล่นแบบคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของ โดยรู้จักการนำข้าวของรอบ ๆ ตัว นำมาสร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์

·        การเล่นเลียนแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นตามคนที่ตนคุ้นเคย โดยบางทีจะยังไม่เข้าใจความหมายในทุกอย่างที่เล่น

เสริมสร้างการเล่นให้ลูก

ในช่วงอายุระหว่าง 5-8 ขวบ ของลูก เป็นช่วงวัยที่พบว่า การเล่นของพวกเค้าใช้จินตนาการมากที่สุด ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ ได้ยินได้เห็นได้สัมผัส แล้วนำมาผสมผสานเป็นของเล่นชิ้นใหม่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้จินตนาการของลูกโลดแล่นไปได้อีกยาวไกลคือการได้ช่วยส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานก่อนนอน การพาไปท่องเที่ยวยังที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ การเล่นไปพร้อมกับลูกพร้อมอธิบายสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมให้

คุณพ่อคุณแม่ ควรหาเวลาในการได้เล่นกับลูก ๆ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดของลูกทุกคนคือพ่อแม่  ซึ่งเวลาที่ได้เล่นอาจเป็นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การรดน้ำต้นไม้ กำหนดกติกา แบ่งพื้นที่ เพื่อแข่งกันรดน้ำต้นไม้ ใครจะเสร็จเร็วกว่ากัน หรือ เมื่อพาลูกไปท่องเที่ยวตากอากาศที่ทะเล สามารถสอนให้เค้ารู้จักเปลือกหอย แล้วช่วยกันเก็บเปลือยหอยมาทำเป็นตัวอักษรบนพื้นทราย เป็นต้น ลูกจะได้รับความสนุกสนานไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัวอบอุ่น พัฒนาการทั้งทางร่างกายและ EQ ของลูกจะโลดแลนอย่างไร้ขอบเขตกันไปเลย แล้วอย่าลืมคอยต่อยอดให้พวกเค้ากลายเป็นบุคคลที่สำคัญของประเทศ ทำประโยชน์ที่ดีในอนาคต