ดูการ์ตูน Soundtrack ยังไม่ทันเข้าเรียน ลูกก็พูดอังกฤษได้แล้ว


เด็กเล็กสมัยนี้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่นั้นบางคนยังพูดได้เป็นประโยค ทั้งที่ยังไม่เข้าเรียนก็สามารถออกเสียงด้วยสำเนียงที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา ไม่ต้องสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ของน้อง ๆ เขาทำอย่างไร เคล็ดลับอย่างหนึ่งก็คือ การให้ลูกดูการ์ตูน Soundtrack

ไม่มีเด็กคนไหนปฏิเสธการ์ตูน แม้แต่เด็กที่โตแล้วก็ตาม เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับการ์ตูนไปจนถึงวัยเรียนชั้นประถม หรืออาจมัธยมต้น ๆ เลยด้วยซ้ำ การให้ลูกดูการ์ตูนจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่เพิ่มคุณภาพการดูการ์ตูนโดยเลือกชุดที่เป็น Soundtrack ให้ลูกดู และการที่จะให้ลูกได้ดูการ์ตูน Soundtrack นั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยทารก หลายคนอาจมองว่าการให้ทารกดูการ์ตูนไม่น่าจะเป็นสันทนาการที่เหมาะกับวัยเพราะถึงแม้จะเปิดไปเด็กก็ไม่ได้ดูหรือดูไม่รู้เรื่อง จริงอยู่ที่ว่าทารกจะนอนยาวรวมแล้ววันละ 16 – 20 ชั่วโมง แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมองของทารกอายุไม่เกิน 1 ขวบครึ่งพบว่า ไม่ว่าทารกจะหลับหรือตื่นอยู่ คลื่นสมองของเด็กตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงเด็กทารกสามารถรับรู้จากประสาทสัมผัสทางการได้ยิน อาจเป็นเสียงการ์ตูนที่เปิดจากทีวีหรือเสียงเพลง เสียงนิทานที่เป็นภาษาอังกฤษ

ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยการ์ตูน Soundtrack รวมทั้งการเปิดนิทานหรือเพลงให้ฟังตั้งแต่วัยทารกเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เด็ก สำหรับการ์ตูนนั้นถึงแม้ว่าทารกยังดูไม่เป็นแต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดเพื่อสร้างความคุ้นเคย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อลูกในเวลาที่เขาโตขึ้น ลูกจะไม่ปฏิเสธการดู Soundtrack และเขาก็พอใจที่จะดูมากกว่าการ์ตูนพากย์ไทย เมื่อถึงช่วงวัยต่อไปที่ลูกเริ่มสนใจภาพยนตร์ เขาก็จะเลือกดูภาพยนตร์ที่เป็น Soundtrack ด้วยเช่นกัน ลูกจะได้รับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ เหมือนเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับชาวต่างชาติและซึมซับสำเนียงภาษาอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความเข้าใจและสามารถพูดตามได้ดียิ่งขึ้น

คุณพ่อคุณแม่บางครอบครัวให้ลูกดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ Soundtrack ตอนโตแต่ลูกกลับไม่ชอบ และปฏิเสธว่าไม่สนุก นั่นเป็นเพราะลูกไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาจึงรู้สึกอยากดูพากย์ไทยมากกว่าเพราะฟังรู้เรื่องและได้ฟีลกว่า ซึ่งก็จะเป็นการยากที่จะบังคับในช่วงเวลานั้น เด็กโตไม่ชอบการบังคับและอาจต่อต้าน การเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนอาจช่วยได้ แต่คงได้ผลไม่เท่ากับการเริ่มต้นเสริมสร้างพัฒนาการมาตั้งแต่วัยทารก เด็กที่เติบโตมากับสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ว่าการ์ตูน ภาพยนตร์ รายการทีวี รายการวิทยุ จะเป็นเด็กที่เก่งภาษาอย่างน่าทึ่ง

ภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตทั้งในยุคนี้และยุคต่อ ๆไปในช่วงวัยที่ลูก ๆ ของเราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน พวกเขาจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เด็กที่เก่งภาษาจะมีความได้เปรียบมากกว่า อยากให้ลูกเก่งภาษา เริ่มต้นง่าย ๆ แบบนี้ได้ตั้งแต่วัยทารก

เริ่มป้อนอาหารลูก เรื่องง่าย ๆ แค่ปอกกล้วย

พัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละ Step เป็นเรื่องที่น่าลุ้นเสมอสำหรับคุณแม่มือใหม่ แม้กระทั่งอาหารก็ยังเป็นเรื่องกังวลใจของคุณแม่ไม่น้อย โดยเฉพาะอาหารมื้อแรกเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะมีหลายข้อสงสัยที่คุณแม่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีกับมื้อนี้ของหนู

ลูกยังไม่หย่านมเลย จะป้อนอาหารได้แล้วหรือ

การเริ่มต้นให้เด็กทารกกินอาหารที่เรียกว่า Solid Food สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการให้นม เพียงแต่คุณแม่ต้องสังเกตดูพัฒนาการทางร่างกายของลูกว่าพร้อมรับอาหารหรือยัง ธรรมชาติของเด็กทารกเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เขาจะมีพฤติกรรมบางอย่างเป็นการบ่งบอกถึงความต้องการอาหาร คุณแม่อาจทดสอบง่าย ๆ ลองเอาช้อนเล็ก ๆ แตะปากลูกเบา ๆ ถ้าเขาอ้าปากก็แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณแล้ว ถ้าลองอีกโดยการเอาช้อนใส่ในปาก หากว่าลูกไม่หันหน้าหนีหรือคายช้อนออกมา แสดงว่าถึงเวลาป้อนอาหาร Solid Food ได้แน่นอน โดยทั่วไปความพร้อมทางร่างกายทั้งระบบย่อยและขับถ่ายจะอยู่ในช่วงที่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 6 เดือน แต่อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

ให้ลูกกินอะไร เคี้ยวอาหารไม่ได้ ฟันยังไม่ขึ้นสักหน่อย

Solid Food ไม่ใช่อาหารแข็งตามความหมายของคำว่า Solid แต่เป็นอาหารทารกที่มีส่วนผสมเป็นผัก ผลไม้ ฯลฯ ที่ย่อยง่ายมีเนื้อเหลวเด็กสามารถกลืนได้ง่าย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารชนิดหนึ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับทารกก็คือกล้วยน้ำว้าสุก อาจเลือกที่สุกมากหน่อยไม่ต้องถึงกับงอม นำมาปอกแล้วขูดใส่ถ้วยแค่ 1-2 ช้อนชา ผสมน้ำลงไปหน่อยเพื่อช่วยละลายเนื้อกล้วยให้เหลวขึ้นอีกนิด ค่อย ๆ ป้อนแค่ปลายช้อนชา ถ้าลูกเปิดรับทำปากขมุบขมิบก็แสดงว่าผ่าน

กินนิดเดียวต้องหิวแน่ ๆ ลูกจะปวดท้องไหมหนอ

การป้อนครั้งแรกไม่ต้องคาดหวังว่ากล้วยจะเข้าปากมากน้อยแค่ไหน กลืนบ้างคายบ้างคุณแม่อย่าเพิ่งซีเรียสไป แค่ให้ลูกได้ลิ้มลองเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรคุณแม่ยังคงต้องให้นมลูกเป็นอาหารหลักอยู่ดี Solid Food ถือว่าเป็นอาหารเสริม เมื่อลูกเริ่มกลืนได้ดีขึ้นและขับถ่ายเป็นปกติ จึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณและเพิ่มชนิดอาหาร เช่น ฟักทองบด แครอท ข้าวตุ๋น ผักโขม เน้นอาหารย่อยง่ายเป็นสำคัญ เรื่องปวดท้องเพราะไม่อิ่มไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ถ้าปวดท้องเพราะไม่ย่อยหรือท้องผูกจะเป็นปัญหามากกว่า และที่ต้องให้ความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาดเพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียได้

อาหารมื้อแรกของลูก ไม่น่าตกใจอย่างที่คุณแม่หลายคนกลัว และไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ทั้งสำหรับคุณแม่และสำหรับลูกน้อย ที่สำคัญก็คือคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกของเราทำไม่ได้เท่ากับคนอื่น ลูกเขากินเก่งลูกเราไม่ยอมกิน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ให้เขาเติบโตและมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ

คุณแม่หลังคลอด หุ่นดีเพราะ “เลือกทาน”

หลังคลอดลูก ไม่ว่าจะคลอดเองแบบธรรมชาติ หรือผ่าคลอดโดยวิธีทางการแพทย์ สิ่งที่หลงเหลือคือหน้าท้องย้อย ๆของคุณแม่นั่นเอง ก่อนที่จะมีลูกหุ่นดีจนผู้ชายเหลียวมองกันเป็นแถบ แต่หลังคลอดสภาพหุ่นตัวเองดูไม่ได้เลย เรื่องการเลือกรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะลดน้ำหนัก หรือคุณแม่ที่อยากจะลดน้ำหนักให้กลับมาเท่าเดิมหรือมากกว่าไม่เกิน 5 กิโลกรัมจากน้ำหนักก่อนท้อง ตามที่คุณหมอสั่ง เราจะหุ่นดีได้ก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ดีในปริมาณที่พอเหมาะ การทานในแต่ละมื้อควรทานให้อิ่ม เพราะถ้าทานจุกจิกจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ควรทานอาหารจำพวกแป้งและข้าวเท่าไหร่ดีนะ?

ควรทานข้าวมื้อละไม่เกิน 2 ทัพพี อาหารจำพวกแป้งหรือข้าวควรทานให้พอดี เน้นเป็นแป้งไม่ขัดสี หากทานมากเกินไปไม่ดีนัก เพราะอาหารประเภทนี้จะกลายเป็นน้ำตาล

แล้วอาหารจำพวกโปรตีนล่ะ ควรทานเท่าไหร่ดี?

โปรตีนคืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ สิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราต้องระวังคือ ไขมันสัตว์ หากทานมากเกินไปไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรูปร่าง ที่สำคัญหากจะปรุงให้สุก หากจำเป็นต้องทำโดยวิธีการทอด ควรใช้กระทะเทฟล่อน ใช้น้ำมันสเปรย์ฉีดเล็กน้อยให้ทั่วกระทะ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่แนะนำคือ อกไก่ลอกหนัง ถึงอกไก่จะแห้งแต่มันมีประโยชน์มาก จำนวนกิโลแคลอรี่ก็น้อยมาก คนที่ชอบออกกำลังกายมักชอบทานอกไก่เป็นโปรตีนหลัก

ทานผักชนิดไหนดีที่สุดในการเร่งลดหุ่น?

ผักทุกชนิดมีดีต่อสุขภาพ แต่ที่ดีสำหรับคนที่กำลังลดหุ่นต้องฟักทองต้มหรือนึ่งเท่านั้น เนื่องจากฟักทองเป็นผักที่มีจำนวนกิโลแคลอรี่ต่ำมาก หากเทียบกับกะเพราไก่ไข่ดาว 1 จาน เราสามารถทานฟังทองหนัก 3 กิโลกรัมได้เลยล่ะ

ส่วนผลไม้เราควรเลือกทานแบบไหนดี?

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำมาก ไว้ทานหลังอาหารหรือไว้ทานเล่นก็ได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นควรเลือกผลไม้ที่มีความหวานน้อย หรือผลไม้รสเปรี้ยว

ทุกคนอาจจะงงว่าทำไมต้องกินอาหารที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำ คำตอบคือผู้หญิงเราควรได้รับพลังงานประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ตัวอย่างเช่น เราทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ400 กิโลแคลอรี่ =1,200 กิโลแคลอรี่ คือ 3 มื้อที่ผ่านมา เราทานจนอิ่มท้องไม่ทานจุกจิก เมื่อเราได้ทานอาหารที่มีกิโลแคลอรี่น้อย ๆ เราสามารถทานของทานเล่นได้อีก 500 กิโลแคลอรี่ การรับประทานแบบนี้ก็เพื่อเป็นการทำให้เราไม่เบื่อในการลดน้ำหนักมากเกินไป

ถ้าอยากลดหุ่นห้ามลดมื้ออาหารเด็ดขาด เพราะตามธรรมชาติ เมื่อคนเราอดอาหารร่างกายจะกักเก็บสารอาหารเหล่านั้นเอาไว้ใช้เมื่อฉุกเฉิน ร่างกายจะเก็บของที่ควรไปใช้เผาผลาญในร่างกายเอาไว้ เหมือนเราเก็บของที่ค้างคืนเอาไว้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร การลดน้ำหนักก็เช่นเดียวกัน ให้คิดว่าการทานคือการเปลี่ยนสารอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอ การลดความอ้วนควรทานให้ครบ 5 หมู่เหมือนเดิมแต่ฉลาดเลือกและทานในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะคะเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในอนาคต

 

รู้เท่าทัน “เชื้อไวรัส RSV” ภัยเงียบที่มาในช่วงหน้าฝน


เด็กอายุ 0 – 3 ปี ภูมิต้านทานของเด็กนั้นจะน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก ทำให้เด็ก ๆ มักติดเชื้อไวรัสได้ง่าย บางรายรักษาไม่นานก็หาย แต่บางรายไม่โชคดีนักทำให้มีอันตรายต่อชีวิต ภัยเงียบในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ก็คือเชื้อไวรัส RSV

เชื้อไวรัส RSVคืออะไร?

ไวรัส RSV (ชื่อเต็ม : Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นในเด็กอายุ 0-3ปี เชื้อไวรัสนี้สามารถติดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเด็ก ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นัก แต่หากเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะทำให้ติดเชื้อสู่ปอด ทำให้ปอดบวมและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรงแต่อย่างใด หากติดเชื้อไวรัส RSV คุณหมอจะดูอาการและจ่ายยาตามอาการเท่านั้น

อาการเบื้องต้นของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส RSV

เด็กเล็กที่มีอายุ 0-3 ปีที่มีอาการไข้หวัด มีไข้สูง หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจครืดคราด หอบ ไอแรง มีเสมหะในลำคอ ทานอาหารได้น้อยลง ปากซีด มีอาการซึม หากคุณแม่วัดไข้แล้วอุณหภูมิสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ใจ เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้หากติดเชื้อที่ปอดแล้วจะทำปอดบวม ทำให้มีความเสี่ยงถึงชีวิตเด็ก ๆ

หากเด็ก ๆ แถวบ้านเป็นเชื้อไวรัสชนิดนี้ คุณแม่ควรให้ลูกหยุดสัมผัสผู้ที่มีเชื้อ เพราะเชื้อชนิดนี้ติดต่อกันทางน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ การไอ การจาม การสัมผัส ระยะการฟักตัวของเชื้อชนิดนี้อยู่ที่ 3-5 วัน การรักษาคนไข้จะฟื้นตัวภายใน 14 วัน  เชื้อไวรัสนี้จะค่อย ๆ แสดงอาการออกทีละนิด เริ่มจากระยะแรกจะเป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ไอ จาม จากนั้นจะไอรุนแรง อ้วก หอบ หายใจครืดคราด ไข้สูงมาก และสุดท้ายก็จะมีอาการร้ายแรงมากขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อร่างกายอ่อนแอมาก ๆ เชื้อไวรัสนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก

ผู้ใหญ่เองก็สามารถแพร่เชื้อให้เด็กได้ ถ้าผู้ใหญ่ไปสัมผัสกับเด็ก ๆ ที่มีเชื้อไวรัส RSV และไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายแล้วไปสัมผัสกับเด็กที่ไม่มีเชื้อ ก็จะทำให้เด็กที่ไม่มีเชื้อติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ฉะนั้นผู้ใหญ่เองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กอยู่ใกล้กับผู้มีเชื้อไวรัสชนิดนี้ และผู้ใหญ่ควรรักษาความสะอาดก่อนสัมผัสตัวเด็ก เพราะเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่านำเชื้อโรคไปสู่เด็ก และระมัดระวังหากลูกหลานของเรามีเชื้อไวรัสชนิดนี้ อย่าให้ไปแพร่เชื้อกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อกันได้ง่ายมาก ฉะนั้นผู้ใหญ่อย่างเราควรเป็นอีกทางช่วยหนึ่งที่จะช่วยเด็ก ๆ ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้น้อยลง

 

สอนให้ลูกเล่นกลางแจ้ง เสริมสร้างพัฒนาการและภูมิคุ้มกันทางร่างกาย (อายุ3-12ปี)


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เด็ก ๆ สามารถสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ได้มองเห็นโลกภายนอกมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีที่รวดเร็วแบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่สื่อบางอย่างเป็นสื่อที่นำพาให้ไปในทางที่ไม่ดี ฉะนั้นเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้งบ่อย ๆ ถือว่าทำกิจกรรมกับคนในครอบครัวไปในตัว อย่าให้ลูกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม เด็กบางรายถึงขั้นตาบอดไปตลอดชีวิต นั่นคือผลกระทบต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสารมากเกินจำเป็น การเล่นกลางแจ้งจึงเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและมีภูมิต้านทาน

ข้อดีของการให้ลูกเล่นกลางแจ้ง

  1. พัฒนาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
  2. ช่วยให้เด็กสามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้
  3. ช่วยให้เด็กได้มีทักษะการเข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ช่วยทำให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  5. การเล่นกลางแจ้งอาจจะทำให้เนื้อตัวเลอะโคลนไปบ้าง แต่การให้ลูกได้สัมผัสดิน เหมือนลูกได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่
  6. การเล่นกีฬาบางอย่างอาจชนะหรือแพ้ ลูกจะรู้จักให้อภัยและมีน้ำใจนักกีฬา
  7. การเล่นกลางแจ้งทำให้ได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน

ข้อควรระวังในการเล่นกลางแจ้ง

  1. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ หากเล่นน้ำพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรอยู่ดูแลอย่าใกล้ชิด
  2. ระวังอย่าให้ลูกตากแดดนานเกินไป เพราะเสี่ยงผิวหนังไหม้และเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง
  3. หากเล่นทรายควรสอนให้ลูกเล่นอย่างระมัดระวัง อย่าเอาทรายเข้าปาก ระวังทรายเข้าตาเพราะในทรายและดินมักมีเชื้อโรคปนอยู่

ตัวอย่างการละเล่นกลางแจ้งและพัฒนาการด้านต่างๆ

  1. การเล่นฟุตบอล – ช่วยพัฒนาด้านการทำงานเป็นทีม ได้วิ่งออกกำลังกาย
  2. การเล่นลูกแก้ว – เด็กได้แข่งขันกัน รู้จักแพ้รู้จักชนะ มีน้ำใจนักกีฬา
  3. ชักกะเย่อ – ได้ออกกำลังแขนขา และความสามัคคีในทีม
  4. หมากเก็บ – ช่วยการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ การนับเลข
  5. กระโดดยาง – ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น
  6. วาดภาพระบายสี,หรือระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น – ช่วยให้เด็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ของเด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ยุคนี้เข้าถึงง่ายมาก พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้เด็ก ๆ อยู่กับอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้นานเกินวันละ 2 ชั่วโมง เพราะการที่เด็ก ๆ อยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งนานมากเกินไป ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและความคิด เพิ่มความใส่ใจลูกสักนิด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตเขาให้ดี เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกในอนาคต

 

วิธีสังเกตสุขภาพลูกในครรภ์ ระหว่างช่วง 24 – 28 สัปดาห์

สุขภาพของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ แถมทารกก็พูดบอกเราไม่ได้ ยิ่งในช่วงใกล้คลอดคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตตนเองให้มาก หากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น เลือดออกจากช่องคลอด ปวดท้องน้อยรุนแรง เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ทำให้หิวน้ำมาก ปวดหัว ครรภ์เป็นพิษทำให้มือเท้าบวมมากผิดปกติ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ในทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันตราย

แต่หากมีอาการต่อไปนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อทารก เพราะอาการสะอึก การดิ้น เป็นการบ่งบอกสุขภาพของทารกในท้องได้

  1. ทารกสะอึก

การสังเกตว่าลูกในครรภ์สะอึกในแต่ละวัน จะไม่มีการกำหนดครั้งเพื่อนับการสะอึกในแต่ละวัน สามารถสังเกตว่าลูกสะอึกได้หรือไม่ด้วยตัวคุณแม่เอง เพราะเมื่อเวลาลูกสะอึกจะเหมือนเวลาที่เราสะอึก ท้องคุณแม่จะกระตุกหรือเกร็งเบา ๆ เพราะการสะอึกคือทารกกำลังฝึกหายใจในน้ำคร่ำ ทารกได้กลืนน้ำคร่ำเข้าปอดและไหลออกอย่างรวดเร็วทำให้กระบังลมหดตัวเร็ว และปอดกำลังพัฒนา ยิ่งสะอึกบ่อยยิ่งดี เพราะถ้าสะอึกบ่อยแสดงว่าปอดกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี

  1. การนับลูกดิ้น

การนับลูกดิ้นในแต่ละวันคุณหมอจะให้นับลูกดิ้นหลังทานอาหารแต่ละมื้อ เพราะเมื่อลูกได้รับสารอาหารลูกจะเริ่มขยับตัว โดยเมื่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้น 1 ครั้ง เท่ากับกับดิ้น 1 ครั้ง แต่ถ้าลูกดิ้นติดกัน 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาไม่ห่างกันมาก แสดงว่า ลูกดิ้น 1 ครั้ง การที่ลูกดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน เป็นสัญญาณที่ดี แต่การดิ้นของทารกอาจทำให้เกิดการพันกันของสายสะดือ อาจทำให้สายสะดือพันคอทารกและเสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติเช่น ลูกดิ้นมาก แต่ระยะห่างในการดิ้นแต่ละชั่วโมงทิ้งห่างเกินไปหรือหายไปเลย ให้คุณแม่ไปอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจดูอย่างละเอียด

  1. การลูบท้องเพื่อกระตุ้นการดิ้นของลูก

การลูบหน้าท้องเพื่อทำให้ทารกดิ้นมากขึ้นเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ทารกดิ้นมากขึ้นและเมื่อลูกได้รับการสัมผัสจากแม่ ลูกจะจำการกระทำนี้ คุณแม่สามารถพูดคุยไปพร้อม ๆ กับลูบท้องได้ หากลูกดิ้นตอบเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้แม่ได้ให้ความรักกับลูกทางหน้าท้อง

สุขภาพของทารกในช่วงใกล้คลอดจะเริ่มมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้น ท้องคุณแม่ก็เริ่มใหญ่ขึ้น ทารกจะเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมท่าในการคลอดธรรมชาติ แต่หากลูกไม่ยอมกลับหัว คุณแม่อาจจะต้องยอมผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก อย่างไรก็ตามสุขภาพของลูกในช่วงปลายการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและระมัดระวังให้มากที่สุด ทั้งการนั่ง การนอน การเดิน และอาหาร

 

น้ำนมที่ดีที่สุดสำหรับลูกมีแบบไหนบ้าง?


“มนุษย์คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม”
นี่คือคำจำกัดความหากเราพูดถึงมนุษย์ ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องมีลูก ฉะนั้นการเลี้ยงลูกให้แข็งแรงและสมบูรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการตามวัย สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งแข็งแรงคือการได้ทานนมแม่จนถึง 6 เดือน ในน้ำนมแม่ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ทำให้มีภูมิคุ้มกันจากโรคต่าง ๆ เปรียบเสมือนได้รับวัคซีนหยดแรกที่ไม่มีขายที่ไหนในโลก หากคุณแม่พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารครบ5หมู่ ยิ่งจะช่วยให้มีน้ำนมมากยิ่งขึ้น

อาหารที่จะช่วยให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น เช่น

  • การทานน้ำอุ่นหรือทานน้ำเปล่าเยอะ ๆ จะช่วยให้มีน้ำนมเยอะขึ้น เพราะในน้ำนมแม่ส่วนใหญ่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
  • การทานไขมันสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม เช่น เมนูหมูสามชั้นต้มใบชะมวงใส่พริกซอย ผัดกะเพราหมู แซลมอนนึ่งมะนาว หมูผัดพริกขิง เมนูเหล่านี้หากทานตอนให้นมลูกรับรองว่าไม่น่าเบื่อและแซ่บถูกใจคุณแม่แน่นอน
  • ทานน้ำหัวปลีต้ม ผักใบเขียว ใบกะเพรา อาหารรสเผ็ดร้อน
  • ทานน้ำผลไม้ที่ไม่หวานมาก

นอกจากนี้คุณแม่จะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด การให้นมแม่จากเต้าหรือการสต๊อกน้ำนมในช่วง1-2 เดือน ต้องปลุกลูกขึ้นมาทานนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง ไม่ควรให้ลูกนอนนานเกินไป หลักจาก  3เดือนสามารถเว้นระยะของมื้อนมให้ค่อย ๆ นานขึ้น และเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นทีละน้อยได้

“ไม่มีน้ำนม น้ำนมไหลน้อย” ทำอย่างไรดี?

สำหรับคุณแม่ที่อยากให้นมลูกแต่ท้อเหลือเกินเมื่อไม่มีน้ำนม หรือน้ำนมไหลน้อย คุณแม่ต้องพยายามเพื่อลูกให้เต็มที่ก่อน ลองทานอาหารเพิ่มน้ำนมด้วยวิธีธรรมชาติ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หากไม่มีน้ำนมจริง ๆ พยายามจนสุดทางแล้วคุณแม่สามารถใช้นมผสมเลี้ยงลูกได้ เนื่องจากนมผสมมีสารอาหารใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่เหมือนนมแม่ 100% นมแม่นั้นมีภูมิต้านทานทางธรรมชาติซึ่งไม่มีสารอาหารชนิดใดมาแทนได้ และปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนี้ได้ วิธีให้ลูกทานนมผสมคุณแม่ต้องทดลองซื้อนมยี่ห้อต่าง ๆ มาทดลองให้ลูกทาน1-2 วัน หากอุจจาระเป็นสีเหลืองมีลักษณะเหมือนครีมนั่นแสดงว่าลูกถูกกับนมยี่ห้อนั้น แต่ถ้าลูกทานนมแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง ร้องงอแง อาจจะเกิดจากนมบางชนิดเมื่อผสมแล้วมีฟองมาก ทำให้ลูกมีลมในท้องทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือหากทานนมยี่ห้อใดแล้วมีอุจจาระออกเป็นเม็ด ๆ คล้ายอึกระต่าย หรือถ่ายเหลว หรือมีสีผิดปกติ อึปนเลือด คุณแม่ควรเปลี่ยนนมและปรึกษาหมอเด็ก เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเพื่อฟังคำแนะนำจากหมอว่านมชนิดใดเหมาะกับลูกของเรา

 

 

เมื่ออายุครรภ์นานถึง 40 สัปดาห์แล้ว ทำไมไม่คลอดสักทีนะ ?

เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 38 – 40 คุณแม่หลายคนคงจะเริ่มกังวลแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไม่ได้เห็นหน้าลูกสักที ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 36- 40 สัปดาห์ โดยปกติคุณแม่จะคลอดกันแล้ว แต่เมื่อเริ่มท้องแก่มากขึ้นก็ไม่มีวี่แววว่าไม่ได้เชยชมลูกสักที วันนี้เรามีวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดไวสมใจ อีกทั้งการคลอดเลยกำหนดการตั้งครรภ์นานเกินไปส่งผลกระทบต่อแม่และลูก เสี่ยงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะ ฉะนั้นเราควรรู้วิธีกระตุ้นการคลอดในแบบต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบวิธีทำธรรมชาติและวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • วิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อช่วย

เมื่อลูกยังไม่คลอดสักทีคุณแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดโดยวิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อเป็นคนช่วยเร่งคลอด นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงท้องแก่นั้น จะทำให้การคลอดมีโอกาสสูงมากขึ้น เพราะการที่อสุจิเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดการกระตุ้นของมดลูก ทำให้มดลูกหดรัดตัว ทำให้ปวดท้องคลอดได้ไวขึ้น และเป็นการช่วยในการเปิดปากมดลูกอีกด้วย แต่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบรุนแรงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้ เมื่อเร่งคลอดและเริ่มปวดท้องถี่ ๆ ทุก 5 นาที หรือมีมูกเลือด(มีมูกใสๆปนเลือด) หรือมีน้ำเดิน(น้ำที่ไหลออกจากช่องคลอด ไม่เหม็น กลั้นไม่ได้ เหมือนปัสสาวะแตกแต่ไม่เจ็บ) ควรไปพบแพทย์ได้เลย

  • วิธีทางการแพทย์ การผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอด

หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะทำวิธีแรก ให้แนะนำวิธีการผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอดได้เลย เพราะหากทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการสำลักขี้เทาที่ปนอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เกิดปัญหาการติดเชื้อ ส่งผลให้ทารกพิการ รกอาจเสื่อมไม่สามารถนำอาหารเข้าสู่ร่างกายทารกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเสียชีวิตจากการอยู่ในครรภ์นานเกินไป อีกทั้งคุณแม่ได้รับอันตรายไปด้วย ถ้าหากเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นมา ยิ่งหากทิ้งไว้จนทารกเสียชีวิตในครรภ์นานแล้ว จะทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไม่แข็งตัว อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ หากคุณหมอตัดสินใจผ่าคลอด แล้วต้องรอฟังอาการของลูกว่าลูกออกมามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ หากมีอาจจะต้องอยู่ในห้อง NICU สักระยะ เพื่อความปลอดภัยและรอดูอาการ

การเร่งคลอดจะกระทำได้ต่อเมื่อคุณหมอแนะนำให้ทำการเร่งคลอดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและลูกน้อย คุณแม่และคุณพ่อควรปรึกษาหมอสูติก่อนทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นควรรีบพบแพทย์ทันที และที่สำคัญคุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ต้องกังวลเกินไป ลูกอาจจะยังไม่อยากออกมาข้างนอกเพราะลูกชอบที่จะอยู่ในครรภ์แม่แค่นั้นเอง

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยต้องเข้าตู้อบ ปัญหาที่พ่อแม่กังวลใจ


เมื่ออายุครรภ์ 36 – 40 สัปดาห์ ร่างกายของคุณแม่จะมีความพร้อมเพื่อคลอดลูกน้อย แต่หากการคลอดมีอาการผิดปกติบางอย่างแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันผิดปกติ ภาวะแท้งคุกคาม ครรภ์เป็นพิษ เด็กสำลักน้ำคร่ำ ตัวเหลือง หรือคุณแม่ที่มีอาการคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากการตั้งครรภ์แฝด ทั้งหมดนี้ทำให้มีผลกระทบต่อลูก ทำให้ร่างกายของลูกพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นัก จำเป็นที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดคุณหมอ เมื่อคลอดก่อนกำหนดนั่นคือความเสี่ยง

ผลกระทบของเด็กคลอดก่อนกำหนด

  • การหายใจผิดปกติ ปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นัก บางรายต้องใส่สายออกซิเจน
  • น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ (เมื่ออยู่ในตู้อบจนน้ำหนักเกิน 2,000 กรัม คุณหมอจะอนุญาตให้พากลับบ้านได้)
  • ทารกอาจติดเชื้อ
  • การควบคุมอุณหภูมิร่างกายของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์
  • ทารกยังไม่สามารถดูดนมได้ ต้องป้อนนมทางสายยาง
  • พัฒนาการการช้ากว่าเด็กปกติ แต่เมื่ออายุได้ 6 เดือน จะเริ่มตามทันเด็กในวัยเดียวกัน

ขณะที่อยู่ในตู้อบแม่ทำอะไรเพื่อลูกได้บ้าง

คุณแม่สามารถอยู่เฝ้าลูกเพื่อที่จะให้นมได้ทุกๆ 3 ชั่วโมง ด้วยการบีบน้ำนมแม่ใส่แก้วเล็ก ๆ แล้วป้อนลูกทางช่องกลม ๆของตู้อบ พยาบาลที่อยู่ในห้อง NICU จะสอนวิธีการอาบน้ำให้กับทารกแรกเกิด สอนการเช็ดสะดือลูก สอนเรื่องการทานอาหารเพิ่มน้ำนม วิธีการบีบน้ำนมที่ถูกต้อง วิธีทำให้ลูกเรอ วิธีป้อนนมจากเต้าของแม่เดี่ยวและแม่แฝด การห่อตัว การทำให้ลูกร่างกายอบอุ่น และเมื่อทารกอาการดีขึ้นพยาบาลจะอนุญาตให้คุณแม่อุ้มลูกมาให้นมจากเต้าได้ เพื่อให้ลูกหัดดูดนมจากเต้าและเพื่อให้ลูกได้รับความอบอุ่น ให้ลูกนอนแนบอกคุณแม่ แบบวิธี kangaroo จะช่วยทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากขึ้น คุณแม่สามารถร้องเพลงหรือพูดคุยกับลูกผ่านตู้อบได้ การที่ลูกได้อยู่ในตู้อบเป็นการเตรียมความพร้อมกับคุณแม่มือใหม่ไปในตัว เพราะพยาบาลจะสอนทุกขั้นตอนในการดูแลลูก

เมื่อกลับบ้านมาแล้วคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง

ของใช้ต้องอ่อนโยนและสะอาดสำหรับลูกน้อย คุณแม่จะต้องเตรียมให้พร้อมล่วงหน้า เพราะหากอาการลูกดีขึ้นคุณหมอจะอนุญาตให้พาลูกกลับบ้านได้ทันที สิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมได้แก่

  • ที่นอนของลูก หมอนใบเล็ก ผ้าห่ม เพื่อเตรียมให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากที่สุด เด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดจะยังไม่สามารถควบคุมและปรับอุณหภูมิร่างกายได้เอง ฉะนั้นคุณแม่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก
  • ห้องนอนต้องสะอาด อากาศในห้องถ่ายเท
  • คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตร่างกายของลูก ควรมีปรอทวัดไข้สักเพื่อวัดอุณหภูมิของลูก
  • อาบน้ำอุ่นและสบู่เหลวสูตรอ่อนโยนพิเศษ หากแพ้ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • ต้องปลุกลูกทานนมทุก ๆ 3ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณนมตามน้ำหนักตัวลูก
  • ห้ามให้ลูกทานอาหารอื่นใดนอกจากนมแม่หรือนมผสม เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดลำไส้จะยังทำงานได้ไม่ดีนัก ต้องระวังเรื่องอาหารให้มากที่สุด หากต้องให้นมผสมต้องล้างและอบขวดนมก่อนชงให้ลูกดื่มทุกครั้ง
  • หากสะดือลูกยังไม่หลุด ห้ามดึงเด็ดขาด
  • เมื่อสะดือหลุดแล้วให้ใช้คัตตอนบัตขนาดเล็กชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเช้า-เย็น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 1 รอบ และเช็ดด้วยคัตตอนบัตแบบแห้งซ้ำ2รอบ เมื่อแอลกอฮอล์ระเหยควรเช็ดน้ำออกให้หมด ไม่เช่นนั้นสะดือลูกอาจจะเน่าได้

เมื่อลูกเข้าตู้อบทำให้คุณแม่เครียดบ้างเล็กน้อย แต่อย่าคิดมากไป ลูกเราอยู่ใกล้มือหมอแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาให้มีตู้อบเหมือนกับลูกได้อยู่ในท้องแม่ เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกสู้ขนาดนี้แล้วคุณแม่ก็ห้ามท้อ ห้ามเครียด ต้องสู้และเข้มแข็งเพื่อลูกรักของเรา

 

คุณแม่วัยใสก็สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้

ปัจจุบันมีคุณแม่วัยใสเป็นจำนวนมาก และมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี บางคนถึงกับต้องหยุดอนาคตตัวเองเพื่อมาเลี้ยงลูก ซึ่งบางครั้งอาจจะเจอทั้งคำดูถูกและสายตาเหยียดหยาม ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้เต็มที่จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อลูกมาก งบประมาณในการเลี้ยงลูกควรจัดสรรให้ดี พยายามทำใจให้สบาย ห้ามเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญห้ามทำแท้งเด็ดขาด เพราะนอกจากผิดศีลธรรมแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย หากมีชีวิตหนึ่งเกิดมาจากเรา เราควรเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด ใช้ประสบการณ์ในวันนี้ให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ไม่ให้เราทำผิดซ้ำอีก ทุกคนผิดพลาดได้แต่ควรยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองแล้วก้าวต่อไป

เราจะจัดการกับชีวิตตนเองอย่างไร?

คุณแม่วัยใสควรศึกษาต่อหากยังเรียนไม่จบ ให้พ่อแม่เลี้ยงดูแทนจนกว่าเราจะเรียนจบ มีงานทำ หรือคุณแม่วัยใสอาจจะต้องออกจากสถานศึกษา มาทำงานหาเงินเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูลูก หากมีเงินเหลือควรเอาไปศึกษาต่อกับสถานศึกษาที่สามารถไม่ต้องเข้าเรียนในห้องเรียนได้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก จะสอนให้เราโตขึ้น เราลำบากตอนนี้ ต่อไปเราก็พร้อมที่จะรับมือในเรื่องอื่น ๆ ทุกอย่าง

งบประมาณในการเลี้ยงดูลูก

คุณแม่วัยใสมักมีงบประมาณในการดูแลลูกที่น้อย ดังนั้นของใช้ที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นควรทำการจดรายการให้ดี บริหารจัดการเงินให้ดี หากให้นมเองได้ควรให้ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุด มีสารอาหารครบถ้วนมากกว่านมผงดัดแปลง การให้นมลูกจนถึง 6 เดือนเป็นสิ่งที่คุณหมอแนะนำ หากไม่ต้องใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้จะประหยัดได้มาก ส่วนสิ่งของที่จำเป็นได้แก่เสื้อผ้า สบู่-ยาสระผมเด็กอ่อน น้ำยาซักผ้าเด็กอ่อน น้ำยาปรับผ้านุ่มเด็กอ่อน ปรอทวัดไข้ อีกอย่างที่สำคัญคือเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลของลูก ส่วนของใช้อื่น ๆ ที่ยังไม่จำเป็นก็ไม่ต้องรีบซื้อมา

เลี้ยงลูกอย่างไรดี?

สิ่งหนึ่งที่คุณแม่วัยใสต้องให้ความสำคัญคือการเลี้ยงดูลูก หากต้องออกจากสถานศึกษาเพื่อมาเลี้ยงลูก ควรใช้เวลาใส่ใจลูกให้เต็มที่ ใส่ใจเรื่องอาหารของลูกหลังจาก 6 เดือน อาหารจะต้องสะอาด สดใหม่ ไม่ควรซื้ออาหารบดสำเร็จรูปให้ลูกทาน เพราะอาจจะมีอันตรายต่อลูก การใส่ใจสุขภาพและพัฒนาการของลูกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หากคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงาน ควรหาคนที่เราไว้ใจให้เลี้ยงลูกได้ เช่น คุณแม่ของเรา เพราะคุณแม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเรามานาน เราควรฟังคำแนะนำของท่าน

หากวันนี้คุณเป็นคุณแม่วัยใสที่เคยผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาแล้ว ต่อไปในภายหน้าควรสอนลูกเรื่องเซ็กส์และเรื่องการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา สอนลูกให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ สามารถเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ลูกฟังเป็นกรณีตัวอย่างได้ และควรสอนลูกให้กล้าที่จะปรึกษาเสมือนแม่คือเพื่อนของลูก เมื่อคุณสามารถเป็นเพื่อนให้ลูกได้ คุยทุกเรื่อง ยอมรับในตัวตนได้ ทำให้วัยรุ่นกล้าที่จะคุยและปรึกษาทุกเรื่อง อย่าอายที่จะพูดเรื่องของเพศศึกษา ถ้าวันหนึ่งเราเคยพลาด วันที่เรามีลูกเราควรบอกเขา อย่าให้เขาพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตแบบเรา ความผิดพลาดจะสอนให้เราโตขึ้น