น้ำคาวปลาหลังคลอดจะหมดเมื่อไหร่ แบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ

หลังคลอดลูก สิ่งที่คุณแม่ทุกคนจะต้องเตรียมรับมือ ก็คือน้ำคาวปลานั่นเอง โดยระยะแรกจะมีสีแดงสดจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ต้องกังวลเพราะเป็นเรื่องปกติ และจะเป็นสีแดงสดแค่ 3-4 วันแรกเท่านั้น จากนั้นน้ำคาวปลาก็จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูตุ่น ๆ และเป็นสีขาวอมเหลืองจนหมดไป โดยวันนี้เราก็จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำคาวปลากัน รวมถึงวิธีสังเกตเมื่อน้ำคาวปลาผิดปกติด้วย

น้ำคาวปลาหลังคลอด หมดเมื่อไหร่

โดยส่วนใหญ่น้ำคาวปลาหลังคลอดจะมีอยู่ประมาณ 20-28 วัน ซึ่งจะหมดเร็วหมดช้าก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องตกใจหากพบว่าน้ำคาวปลาของตนเองหมดช้ากว่าของคนอื่น ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ก็เป็นเรื่องปกติแน่นอน

น้ำคาวปลาแบบไหน ผิดปกติ

เป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องใส่ใจและคอยสังเกตอยู่เสมอ เพราะบางคนอาจมีปัญหาน้ำคาวปลาผิดปกติได้ ซึ่งก็อันตรายเป็นมาก โดยหากพบความผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบไปหาหมอโดยด่วน

1.น้ำคาวปลาเป็นสีแดงสดนานเกินไป

ตามปกติแล้ว น้ำคาวปลาจะเป็นสีแดงสดแค่ 3-4 วันเท่านั้น ซึ่งหากพบว่าน้ำคาวปลาเป็นสีแดงสดนานเกินไป ควรไปหาหมอทันที เพราะอาจมีความผิดปกติในช่องคลอดเกิดขึ้น หรืออาจมีภาวะตกเลือด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

2.มีลิ่มเลือดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟ

น้ำคาวปลา อาจมีลิ่มเลือดออกมาได้บ้าง แต่ถ้ามีขนาดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟ ก็แสดงว่าผิดปกติแล้วล่ะ ซึ่งไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายมาก

3.มีอาการปวดท้องมาก

คุณแม่หลังคลอดอาจมีอาการปวดท้องได้บ้าง แต่หากพบว่ามีอาการปวดอย่างรุนแรง และต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ของน้ำคาวปลาร่วมด้วย ควรไปหาหมอทันที

4.มีอาการหนาวสั่น

หนาวสั่นหลังคลอด เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ เพราะฮอร์โมนในร่างกายยังไม่สมดุล แต่ถ้าอาการหนาวสั่นมาพร้อมกับอาการไข้ หรืออาการผิดปกติของน้ำคาวปลา ก็ไม่ควรชะล่าใจเลยเชียว

5.มีกลิ่นเหม็น

น้ำคาวปลาจะไม่มีกลิ่นเหม็น ดังนั้นหากน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นเน่าผิดแปลกไปจากเดิม รวมถึงมีอาการแสบ คันร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่าคุณมีปัญหาน้ำคาวปลาผิดปกติ ซึ่งก็อาจเป็นอันตรายได้มากทีเดียว

ทำอย่างไรเมื่อน้ำคาวปลา ผิดปกติ

หากพบว่าน้ำคาวปลามีความผิดปกติ หรือสงสัยว่าอาจจะผิดปกติ ให้คุณแม่ไปหาหมอในทันที เพื่อที่หมอจะได้ทำการตรวจให้แน่ชัด ว่าผิดปกติจริงหรือไม่ และเป็นเพราะสาเหตุอะไร ทั้งนี้ก็จะได้รักษาได้ทันและรักษาอย่างถูกวิธีด้วยนั่นเอง

น้ำคาวปลาหลังคลอด เป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นอย่าลืมสังเกตอยู่เสมอ ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับน้ำคาวปลาหรือไม่ หากพบก็ให้ไปหาหมอทันทีอย่าปล่อยไว้นานจนเป็นอันตรายเด็ดขาด นอกจากนี้ก็ควรสังเกตความผิดปกติอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะหลังคลอดเป็นช่วงที่คุณแม่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง จึงต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษนั่นเอง

5 กิจกรรม ช่วยเสริมพัฒนาการลูกน้อยวัย 4 เดือน

พัฒนาการของลูกน้อยจะเป็นไปตามวัยก็จริง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของพวกเขาด้วย โดยเราก็มี 5 กิจกรรมเสริมพัฒนาการลูกน้อยวัย 4 เดือน ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำร่วมกับลูกมาแนะนำกัน ใครที่อยากให้ลูกรักมีพัฒนาการที่ดีและสมวัย ก็ต้องมาลองทำตามกันเลย

1.เล่นจ๊ะเอ๋

วัยนี้ลูกสามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้แล้ว ดังนั้นจึงสามารถเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกได้ ซึ่งการเล่นจ๊ะเอ๋จะช่วยฝึกให้ลูกมีปฏิกิริยาตอบรับมากขึ้น นั่นคือ เมื่อคุณแม่หายไปเขาก็จะมองหา และเมื่อคุณแม่โผล่มาจ๊ะเอ๋ เขาก็จะตกใจเล็กน้อยและหัวเราะดีใจนั่นเอง อีกทั้งการเล่นจ๊ะเอ๋บ่อย ๆ ก็จะช่วยพัฒนาสมองทำให้ลูกฉลาดอีกด้วย เพราะฉะนั้นห้ามพลาด

2.ร้องเพลง

แทนที่จะเปิดเพลงหรือเสียงดนตรีให้ลูกฟัง ลองเปลี่ยนมาร้องเพลงด้วยตัวเองกันดีไหม เพราะลูกจะชอบฟังเสียงของคุณพ่อคุณแม่มากกว่า โดยการร้องเพลงจะกระตุ้นพัฒนาการด้านอารมณ์และด้านการฟังให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกล่อมให้ลูกนอนหลับได้อย่างง่ายดายกว่าเดิมอีกด้วย

3.เล่านิทาน

ไม่ต้องรอให้ลูกพูดได้ถึงจะเล่านิทานให้ฟัง เพราะลูกสามารถรับรู้ได้ตั้งแต่วัย 4 เดือน ดังนั้นคุณแม่จึงควรเริ่มเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ตอนนี้ โดยอาจจะใช้โทนเสียงสูงต่ำในการเล่าเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟัง และทำให้ลูกรู้สึกสนุกสนานมากกว่าเดิม ซึ่งคุณแม่สามารถเล่านิทานให้ลูกฟังได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

4.ฝึกลูกนั่ง

วัย 4 เดือน เป็นวัยที่ลูกเริ่มนั่งแล้ว คุณแม่จึงควรช่วยเสริมพัฒนาการด้านนี้ให้กับลูกอีกที ด้วยการช่วยจับลูกนั่ง หรืออาจนำหมอนนำผ้าห่มมาหนุนหลังลูกไว้ ให้ลูกได้อยู่ในท่านั่งบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้ลูกนั่งด้วยตัวเองได้เร็วมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าลูกจะนั่งได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกันก็ไม่ต้องกังวล เพราะเด็กแต่ละคนอาจมีพัฒนาการที่ต่างกันไปนั่นเอง

5.พูดคุยกับลูก

การพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ จะช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาและการพูดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเด็กวัยนี้จะเริ่มตอบรับด้วยเสียงอ้อแอ้ และเริ่มจดจำคำพูดของพ่อแม่เพื่อเลียนแบบ โดยหากคุณพูดกับลูกเป็นประจำ ก็จะทำให้ลูกพูดได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูกได้อีกด้วย ซึ่งก็ขอแนะนำให้พูดกับลูกด้วยคำสั้น ๆ ก่อน เช่น หม่ำ ๆ แม่ พ่อ เพราะเด็กจะจดจำคำสั้น ๆ เหล่านี้ได้ดีกว่า

พัฒนาการเด็กเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพ่อแม่ก็ควรมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมนำ 5 กิจกรรมเหล่านี้ไปทำกับลูกน้อยของคุณในวัย 4 เดือนบ่อย ๆ แล้วเขาจะมีพัฒนาการที่ดี สมวัยแน่นอน

5 กิจกรรมเพลิน ๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทำคลายความอึดอัดและเพิ่มความสุขให้ตนเอง

ช่วงตั้งครรภ์นับเป็นช่วงเวลาพิเศษของคุณผู้หญิงทั้งหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์มากพอสมควร ส่งผลให้บางทีก็รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวและก็หงุดหงิดง่าย จนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์บางคนไม่ค่อยอยากทำอะไรเพราะกลัวเรื่องสุขภาพตนเองและอารมณ์ของตนเองจะไปส่งผลกระทบกับทารกในครรภ์ แต่คุณรู้ไหมว่าช่วงเวลาตั้งครรภ์จริง ๆ แล้วก็ทำอะไรได้มากมาย ที่สำคัญเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่พร้อมจะทำให้คุณรู้สึกดี เพราะคุณผู้ชายเขาจะยอมตามใจคุณเป็นพิเศษ มาดู 5 กิจกรรมที่คุณทำได้ในช่วงตั้งครรภ์กันดีกว่าว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่จะทำให้คุณหายอึดอัดและมีความสุขมากขึ้น

1.นอนฟังเสียงหัวใจและคอยนับลูกดิ้น

บางครั้งความอึดอัดในช่วงตั้งครรภ์ก็ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ง่ายมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากหงุดหงิดใส่ใครแต่บางทีก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ลองมาสงบจิตใจสงบอารมณ์และคลายความหงุดหงิดแบบง่าย ๆ กับการนอนฟังเสียงหัวใจตนเองและในขณะเดียวกันก็ลองนับการดิ้นของลูกน้อยในครรภ์ไปด้วย ลองทำดูนะ กิจกรรมนี้ง่ายมาก ทำแล้วมีความสุขขึ้นแน่นอน เป็นกิจกรรมที่ทำให้คุณผ่อนคลายและมีความสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ

2.ทำอะไรที่ตื่นเต้นและเพิ่มความท้าทาย

บางครั้งการหากิจกรรมอะไรที่ไม่เคยทำนอกกรอบนอกโซนตัวเองบ้าง ก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดดีขึ้น และทำให้อารมณ์สดใสมากขึ้นอย่างการลุกขึ้นมาเปลี่ยนลุคตัวเองใหม่ อย่างเปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว ใครว่าตอนท้องเราสวยไม่ได้ แต่งตัวเปรี้ยวไม่ได้ อันนี้ไม่จริงเลยเราสามารถปรับลุคในแบบที่ไม่เคยทำให้ชีวิตสดใสขึ้นได้ หรืออย่างการนั่งเชียร์กีฬา การดูกีฬาช่วยทำให้เราตื่นเต้นและเพลินได้ด้วย หรืออย่างกิจกรรมแปลกแต่ก็ช่วยเพิ่มความสนุกตื่นเต้นได้อย่าง การเล่นพนันออนไลน์ เราไม่ได้เล่นหวังเอาร่ำรวย เอาแค่พอขำ ๆ เลือกเว็บไซต์ผู้ให้บริการรับพนันดี ๆ สักรายและก็ลองไปสนุกร่วมลุ้นกับเกมที่น่าสนใจของพวกเขา อย่าง VWIN เว็บผู้ให้บริการรับพนันกีฬาออนไลน์ชื่อดัง ซึ่งคุณอาจจะไปเดิมพันกับกีฬาที่คุณสนใจไว้สักเล็กน้อย แล้วก็มานั่งลุ้นเกมที่หน้าจอแบบนี้ก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน

3. Shopping

อันนี้คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนคงจะ ว้าว กันแน่ ๆ นี่แหละโอกาสดีที่จะชอปปิงให้เต็มที่ คุณผู้ชายเขาจะยอมคุณในช่วงนี้ อยากได้อะไรก็ซื้อเลย หรืออ้อนให้คุณผู้ชายซื้อให้ก็ได้ เพลินมากกิจกรรมนี้

4.เข้ากลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณอาจหาเพื่อนใหม่คลายเหงาและพูดคุยภาษาเดียวกันได้ผ่านกิจกรรมนี้ ปัจจุบันมีการตั้งกลุ่มคุณแม่ไว้เยอะมาก ทั้งโรงพยาบาล หรือตามโซเชียลมีเดียก็มีเช่นกัน ลองเข้าไปสมัครสมาชิกดู คุณจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองอะไรได้มากมาย ทำให้คลายความกังวลต่าง ๆ ลงได้เป็นอย่างดี แถมคุยปรึกษากันเผลออาจได้เพื่อนสนิทคนใหม่ด้วย

5.ฝึกทำงานแฮนด์เมด

ช่วงเวลาตั้งครรภ์แต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ผู้หญิงบางคนยังโฉบเฉี่ยวคล่องตัวไปไหนมาไหนได้ แต่บางคนจะขยับตัวแต่ละทีก็ลำบากหนักท้องปวดหลังไปหมด เวลาแบบนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะลองฝึกทำงานแฮนด์เมด อย่างการทำตุ๊กตาผ้า ถักไหมพรม ถักหมวกหรือรองเท้าผ้าไว้ให้ลูก กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะสร้างสมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่งได้แล้ว ยังสร้างประโยชน์ในอนาคตได้ด้วย เผื่อคลอดแล้วต้องเลี้ยงลูกอาจใช้ทักษะใหม่นี้สร้างอาชีพเสริมง่าย ๆ ได้อีกด้วย

จริง ๆ แล้วช่วงเวลา 9 เดือนแห่งการตั้งครรภ์นี้ คุณแม่สามารถทำอะไรได้มากมายกว่านี้เยอะเลยทีเดียว แต่ 5 ข้อนี้ก็คงจะเป็นแนวทางที่ทำให้คุณคลายความอึดอัดและไม่สบายตัวลงไปได้บ้างแล้ว ก็ลองนำไปใช้กันดูนะ จิตใจคุณผ่อนคลายลูกน้อยคลอดออกมาก็จะเป็นคนสงบและอารมณ์ดี

ผ้าอ้อมเด็ก เลือกแบบไหนดี ให้ลูกน้อยใส่สบายไม่ระคายเคืองผิว

ผ้าอ้อมเด็ก เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยในการเลี้ยงลูก แต่จะเลือกอย่างไรดีล่ะ ให้ลูกน้อยสวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว วันนี้เรามีคำแนะนำในการเลือกผ้าอ้อมสำหรับเด็กมาฝากกัน ไปดูกันเลยว่ามีวิธีการเลือกผ้าอ้อมให้กับลูกน้อยอย่างไร

1.เนื้อผ้าต้องนุ่ม

เพราะผิวของลูกน้อยมีความบอบบาง ดังนั้นผ้าอ้อมที่แม่เลือก จะต้องมีเนื้อผ้าที่นุ่มนิ่ม ให้ความรู้สึกนุ่มสบายทุกครั้งที่สวมใส่ ซึ่งแนะนำให้คุณแม่ลองสัมผัสเนื้อผ้าด้วยตัวเอง โดยอาจเปรียบเทียบจากหลาย ๆ แบบ เพื่อให้ได้ผ้าอ้อมที่มีเนื้อผ้านุ่มละมุนที่สุด

2.ดูดซับน้ำได้ดี

ผ้าอ้อมเด็ก ควรเป็นแบบที่สามารถดูดซับน้ำได้ดี เพื่อให้ลูกน้อยไม่รู้สึกเฉอะแฉะจนเกินไปเมื่อมีการขับถ่าย และหากแห้งไวด้วยก็จะดีมาก เพราะจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายผิว ไม่ร้องงอแงนั่นเอง

3.มีขนาดพอเหมาะ

เนื่องจากผ้าอ้อมมีหลายขนาด ดังนั้นคุณแม่จะต้องเลือกให้เหมาะกับลูกรักด้วย โดยแนะนำให้เลือกผ้าอ้อมที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป เพื่อที่ลูกน้อยจะได้รู้สึกสบายตลอดการสวมใส่ ไม่หลุดง่ายหรือคับแน่นจนทำให้รู้สึกอึดอัด

4.ดูประเภทของผ้าอ้อม

ผ้าอ้อมมีหลายประเภท ดังนั้นคุณแม่อาจจะต้องลองพิจารณาอีกทีว่าจะเลือกผ้าอ้อมประเภทไหนดี ซึ่งที่นิยมก็จะมีผ้าอ้อมสำลี และผ้าอ้อมสาลู ซึ่งเป็นผ้าอ้อมที่มีความนุ่ม และมีคุณภาพมากที่สุด โดย…

  • ผ้าอ้อมสำลี จะมีเนื้อผ้าแข็งกว่าผ้าอ้อมแบบสาลูเล็กน้อย แต่มีความทนทาน ซึมซับได้ดีมาก มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และให้ความอบอุ่นกับลูกน้อยได้ดี
  • ผ้าอ้อมสาลู จะมีเนื้อผ้านุ่ม แห้งเร็ว และซึมซับได้ระดับปานกลาง แต่ก็ถือว่าโอเคมากทีเดียว

5.ราคาสุดคุ้ม

ราคา ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่คุณแม่มักจะใช้เป็นปัจจัยหลักในการเลือกผ้าอ้อมเลยทีเดียว เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากให้เกินงบประมาณมากนัก อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้คุณแม่เลือกจากราคาถูกที่สุด แต่ให้เลือกจากราคาที่คุ้มค่าแทน เพราะส่วนใหญ่ผ้าอ้อมราคาถูก มักจะมีเนื้อผ้าแข็ง ทำให้ลูกน้อยไม่สบายตัว โดยคุณแม่อาจเลือกที่มีราคาเพิ่มมาอีกนิด แต่ได้ผ้าอ้อมที่นุ่มสบายผิว ก็จะคุ้มค่ากว่าเป็นอย่างมาก

6.มีความทนทาน

คงไม่มีคุณแม่ท่านไหน ที่อยากจะสิ้นเปลืองเงิน ซื้อผ้าอ้อมใหม่บ่อย ๆ หรอกจริงไหม ดังนั้นก็ต้องเลือกผ้าอ้อมเด็กที่มีความทนทานกันเลย เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า ยาวนาน โดยดูได้จากคุณสมบัติที่ว่าไม่เป็นขุยง่าย แม้ซักบ่อยก็ไม่ยืดย้วยได้ง่ายนั่นเอง

ไม่ยากเลยใช่ไหมสำหรับวิธีการเลือกซื้อผ้าอ้อมเด็ก เพราะฉะนั้นลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกผ้าอ้อมให้กับลูกน้อยกันดู แล้วจะทำให้ลูกน้อยของคุณรู้สึกสบายผิวตลอดการสวมใส่อย่างแน่นอน แถมยังใช้งานได้อย่างยาวนาน ไม่เกิดการเสื่อมสภาพได้ง่ายอีกด้วย

แท้งคุกคาม อันตราย ที่คนท้องไม่ควรมองข้าม

ขณะตั้งครรภ์ อยู่ดี ๆ ก็มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด คุณแม่รู้ไหมว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากภาวะแท้งคุกคาม ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะอาจตามมาด้วยการแท้งลูกแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว โดยเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแท้งคุกคามมาฝากกันด้วย เพื่อจะได้เตรียมรับมือป้องกันได้อย่างถูกวิธีนั่นเอง

ภาวะแท้งคุกคาม คืออะไร?

แท้งคุกคาม คือความผิดปกติที่มักจะเกิดในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก โดยจะเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการแท้ง ซึ่งหากทำการรักษาไม่ทัน ก็อาจแท้งลูกได้ในที่สุด ดังนั้นเมื่อพบอาการผิดปกติ จึงควรไปหาหมอทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

รู้ได้อย่างไร ว่ากำลังแท้งคุกคาม

จะรู้ได้อย่างไร ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะแท้งคุกคามหรือไม่ สังเกตได้จากอาการดังนี้

  • มีเลือดออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะออกมากน้อยแค่ไหน
  • มีตกขาวเป็นสีน้ำตาล และพบว่ามีเลือดปนมากับตกขาวด้วย
  • มีอาการปวดท้องน้อย อย่างไรก็ตามในบางคนอาจมีเลือดออก แต่ยังไม่มีอาการปวดท้องได้เหมือนกัน

ควรดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อแท้งคุกคาม

เมื่อแท้งคุกคาม คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพราะหากผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจแท้งได้เลย โดยเราก็มีคำแนะนำในการดูแลตัวเองมาฝากกันดังนี้

1.ห้ามยกของหนัก

การยกของหนัก จะทำให้มีโอกาสแท้งลูกได้สูง เพราะจะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวมากกว่าเดิม ดังนั้นห้ามยกของหนักอย่างเด็ดขาด รวมถึงการยกของบางอย่าง ที่ทำให้รู้สึกว่ามีการเกร็งหน้าท้องด้วย

2.อย่าเครียด

ยิ่งเครียด ยิ่งเสี่ยงต่อการแท้ง โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ในภาวะแท้งคุกคามด้วยแล้ว ดังนั้นคุณแม่ควรทำใจให้สบาย ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่าพึ่งคิดเรื่องอะไรที่ทำให้เครียดเด็ดขาด

3.งดมีเพศสัมพันธ์

ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะทำอย่างระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะส่งผลให้มดลูกบีบตัว ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ในช่วงที่มีภาวะแท้งคุกคามแบบนี้ มดลูกบีบรัดตัวเพียงนิดเดียว ก็จะทำให้แท้งได้ทันที เพราะฉะนั้นอย่าเสี่ยงจะดีกว่า

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแท้งลงได้ และทำให้อาการแท้งคุกคามหายเป็นปกติเร็วขึ้น ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มักจะนอนดึก หรือนอนน้อย ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนโดยด่วน

5.อย่ายืน หรือเดินมากเกินไป

การเดินหรือยืนมากเกินไป จะทำให้มีโอกาสแท้งได้สูง ดังนั้นคุณแม่ควรเลี่ยงการยืนหรือเดินให้น้อยที่สุด ทางที่ดีควรนั่งพักหรือนอนพักบ่อย ๆ จะดีกว่า

แท้งคุกคามไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะฉะนั้นมาดูแลตัวเองให้ดี และทำตามคำแนะนำจากหมออย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์กันดีกว่า ที่สำคัญเมื่อมีความผิดปกติใด ๆ ควรไปพบแพทย์ทันที อย่าได้ปล่อยไว้นานจนสายเกินไปเด็ดขาด

ธาตุเหล็ก จำเป็นต่อคนท้องอย่างไร อาหารอะไรบ้างที่มีธาตุเหล็กสูง

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์รู้ไหมว่าธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งคนท้องจะขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยธาตุเหล็กมีความจำเป็นต่อคนท้องอย่างไรและมีอาหารอะไรบ้างที่มีธาตุเหล็กสูง วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบกัน

ความสำคัญของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งคนท้องจำเป็นต้องสร้างเซลล์เม็ดเลือดเยอะมาก เพื่อให้มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์ได้อย่างเพียงพอ และเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางที่อาจจะเกิดกับคนท้องได้ง่าย นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงการตกเลือดหลังคลอด โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องผ่าคลอดอีกด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทานธาตุเหล็กให้มากพอ ซึ่งนอกจากธาตุเหล็กเสริมที่ได้มาจากการฝากครรภ์แล้ว สามารถทานธาตุเหล็กจากอาหารชนิดใดได้อีกบ้าง ก็ต้องมาดูกันเลย

อาหารธาตุเหล็กสูง สำหรับคนท้อง

สำหรับอาหารธาตุเหล็กสูงที่คนท้องควรทาน ก็มีดังนี้

1.ต้มเลือดหมู

เพราะเลือดหมู อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะกับคนท้องเป็นอย่างมาก โดยอาจจะต้มกับตำลึงหรือผักกาดหอมก็ได้ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อคนท้องทั้งสิ้น ที่สำคัญแคลอรีต่ำมาก ไม่ต้องกลัวอ้วนกันเลยทีเดียว

2.ข้าวหอมนิล

เปลี่ยนจากข้าวหอมธรรมดา มาทานข้าวหอมนิลกันดีกว่า เพราะเป็นข้าวที่มีสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แถมยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่จะช่วยป้องกันลูกน้อยในครรภ์พิการได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะทานข้าวหอมนิลเลยเชียว

3.กระเทียม

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นของกระเทียม ก็อาจจะต้องฝืนใจกันสักนิด เพราะกระเทียมมีประโยชน์ต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีธาตุเหล็กสูง และช่วยลดอาการเป็นตะคริวที่มักจะเกิดในคนท้องได้ดี ซึ่งคุณแม่อาจจะทานกระเทียมแบบสด ๆ หรือนำมาประกอบอาหารก็ได้

4.สารพัดเมนูตับ

หากพูดถึงธาตุเหล็ก แน่นอนว่าหลายคนคงจะนึกถึงเมนูตับเป็นอันดับแรก เพราะตับเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก สามารถช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดในร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจางได้เป็นอย่างดี โดยตับก็สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้แนะนำให้นำตับมาจับคู่กับผักที่มีประโยชน์ต่อคนท้อง เช่น คะน้า ถั่วลันเตา และสร้างสรรค์เป็นเมนูสุดอร่อยออกมา ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่ได้รับประโยชน์แบบคูณสองเลยทีเดียว

5.ไข้ต้ม

และที่จะพลาดไม่ได้เลย ก็คือไข่ต้มนั่นเอง โดยในไข่ต้มก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบครัน ทั้งโปรตีนที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ โคลีนที่ช่วยบำรุงสมองเด็ก และธาตุเหล็กที่จำเป็นอย่างมาก โดยให้ทานไข่ต้มวันละฟอง ก็จะได้ประโยชน์ที่ดีสุด ๆ

ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อคนท้อง เพราะฉะนั้นอย่าลืมทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และทานธาตุเหล็กเสริมที่แพทย์ให้มาจนหมด เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดการตั้งครรภ์กันด้วย

ลูกคลอดก่อนกำหนด จะดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูกันเลย

คลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาที่คนท้องมักจะต้องเจอกันบ่อย ๆ โดยส่วนใหญ่มักจะคลอดในช่วงอายุครรภ์ 7 เดือน ซึ่งเด็กยังไม่พร้อมที่จะออกมาเจอกับโรคภายนอกมากนัก ดังนั้นคุณหมอจึงต้องให้เด็กอยู่ในตู้อบจนกว่าจะแข็งแรงดีและมีน้ำหนักตามเกณฑ์ ซึ่งหลังจากพาลูกกลับบ้านได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของคุณแม่แล้วล่ะ ที่จะต้องดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยและเติบโตอย่างสมวัย โดยเราก็มีคำแนะนำในการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดมาบอกกันดังนี้

วิธีดูแล ทารกคลอดก่อนกำหนด

สำหรับการดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดก็ไม่ยากเลย โดยมีสิ่งที่คุณแม่ควรทำและใส่ใจดังนี้

  1. ให้ลูกดูดนมแม่บ่อย ๆ และมากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพของลูก และทำให้ลูกเติบโตอย่างสมวัย โดยควรให้ลูกดูดนมทุก 2 ชั่วโมง และการดูดนมแต่ละครั้งก็ต้องให้ดูดจนเกลี้ยงเต้าจึงสลับไปดูดอีกข้าง ที่สำคัญต้องให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธีด้วยนะ
  2. อย่าให้ใครสัมผัสลูก เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสลูกทุกครั้ง
  3. ห่อตัวลูกอยู่เสมอ เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนด จะยังต้องการความอบอุ่นเหมือนกับอยู่ในท้องแม่ อีกทั้งหากลูกตัวเย็นจะทำให้ลูกป่วยได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องห่อตัวลูกเอาไว้ หรือห่มผ้าให้ลูกทุกครั้งที่นอนหลับนั่นเอง
  4. เล่นกับลูกบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนดมักจะมีปัญหาพัฒนาการช้า พ่อแม่จึงต้องช่วยกระตุ้นอีกทางนั่นเอง

ปัญหาที่มักจะเจอ เมื่อลูกคลอดก่อนกำหนด

มาดูกันว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด มักจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้ถูกวิธีนั่นเอง

  1. ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนดจะมีภูมิคุ้มกันต่ำมาก หรือแทบไม่มีเลย จึงส่งผลให้ติดเชื้อ ป่วยบ่อย ซึ่งคุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
  2. มองเห็นช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน หรือในเด็กบางคนอาจมีปัญหามองไม่เห็นเลยก็ได้ ซึ่งคุณแม่จะต้องสังเกต หากพบว่าลูกมองไม่เห็นควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน
  3. มีความผิดปกติที่หู เช่น ไม่ได้ยินเสียง มีการติดเชื้อในหู เป็นต้น
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยอาจจะพบว่าลูกคอแข็งช้า ไม่สามารถคลานหรือเดินตามวัยได้ โดยคุณแม่ก็ควรช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของลูก หรือหากลองแล้วไม่มีทีท่าว่าจะได้ผล ก็ให้พาไปพบแพทย์จะดีที่สุด

เมื่อลูกคลอดก่อนกำหนด คุณแม่จะต้องใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด และสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยอยู่เสมอ ซึ่งหากพบความผิดปกติใด ๆ ก็ควรรีบพาลูกไปหาหมอในทันที เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง นอกจากนี้อย่าลืมให้ลูกดื่มนมแม่ให้ได้เยอะที่สุดด้วย

หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตคู่เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น

คนเราแต่ละคนนั้นมีลักษณะนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน
มาจากการเลี้ยงดูและพื้นฐานครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน เมื่อคนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว
ความแตกต่างเหล่านั้นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครอบครัวนั้นกลมเกลียวเป็นปึกแผ่นหรือร้าวฉานได้
วันนี้ขอแนะนำ หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตคู่เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
การใช้ชีวิตคู่ สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างความเชื่อใจให้กับคู่ครอง
หากขาดสิ่งนี้ไปแล้วตั้งแต่เริ่มต้น มั่นใจได้เลยว่าคำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน
ต่อมาคือ การรู้จักข่มใจตัวเอง ไม่ให้หลงใหลไปกับกิเลสและอบายมุขต่างๆ ได้ง่าย
ซึ่งถ้าเผลอทำตามใจตัวเองเกินขอบเขต เช่น เพื่อนฝูงชวนไปสังสรร ต้องกลับบ้านดึก
ทำให้คนที่บ้านเป็นห่วง จนบางครั้งต้องโกหกว่ามีโอที แบบนี้ ก็จะขัดกับทั้งหลักข้อที่หนึ่งและข้อนี้ด้วย
ซึ่งการโกหกนั้นนอกจากจะทำให้ตัวเองไม่สบายใจแล้ว เมื่อโดนจับได้ก็จะทำให้คู่ครองขาดความไว้ใจ
และเมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องทำงานล่วงเวลาเข้าจริงๆ คนที่บ้านก็จะไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง
ทำให้เกิดความแตกแยกบานปลายขึ้นอีก
เมื่อรู้จักรักษาใจตัวเองแล้ว ยังต้องรู้จักอดทน อดกลั้น
ทั้งต่อการกระทำและคำพูดของอีกฝ่ายที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อมีเหตุการณ์ที่มากระทบต่ออารมณ์มากๆ จงกลับไปทำตามข้อ 2 คือต้องข่มใจให้เป็นปกติ
ทำใจให้สงบ หาที่ระบายออกทางอื่น เช่น ออกจากสภาพนั้นไปก่อน
ค่อยหาโอกาสมาปรับความเข้าใจกัน หรือเล่นเกมสนุกๆ คลายเครียดก่อน กับ W88 ทั้งนี้ ทั้งนั้น
ทั้งสองฝ่ายต้องรู้จักให้เกียรติซึ่งกันและกันก่อน ปัญหาการใช้อารมณ์และถ้อยคำรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น
สิ่งสำคัญข้อสุดท้าย คือการรู้จักเสียสละ ไม่ว่าจะเสียสละความสุขของตัวเอง
หรือสละความเห็นแก่ตัวออกไป เนื่องจากการใช้ชีวิตคู่ บางครั้งต้องฝืนใจตัวเองทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
ไม่ถนัด เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้รู้สึกดีหรือมีความสุขมากขึ้น เช่น ตัวเองชอบไปเที่ยวภูเขา แต่อีกคนชอบทะเล
หรือตัวเองชอบกินเผ็ดแต่อีกคนกินไม่ได้ เวลาวางแผนจะไปเที่ยวหรือหาร้านอาหาร
ก็ต้องคำนึงถึงอีกฝ่าย ซึ่งการเสียสละนั้นยังรวมถึงการสละเวลาของตัวเอง
เพื่อทำความเข้าใจตัวตนและเหตุผลของอีกฝ่ายด้วย
เมื่อทำได้ตามนี้ทั้งหมด ครอบครัวที่อบอุ่นจะไปไหนได้ล่ะ แถมได้เป็นตัวอย่างที่ดี
ส่งต่อหลักการดำเนินชีวิตที่ดี แก่รุ่นลูกต่อไปอีกทอดหนึ่งด้วย

7 สัญญาณเตือน คุณแม่อาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ

คุณแม่รู้ไหมครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะผิดปกติที่อันตรายต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่จึงควรเฝ้าระวัง สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ และนี่ก็คือ 7 สัญญาณ ที่จะบอกได้ว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษนั่นเอง

1.ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างแรกที่บอกได้ชัดเจนที่สุด ว่าคุณกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยจะมีความดันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแพทย์จะทำการวัดความดัน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง หากพบว่าทั้งสองครั้งความดันสูงเหมือนกัน ก็แสดงว่าคุณอาจกำลังเจอปัญหาครรภ์เป็นพิษแล้วล่ะ

2.ปวดศีรษะรุนแรง

เมื่อครรภ์เป็นพิษจะมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรงมาก แม้กินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่หาย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการปวดบริเวณหน้าผากและท้ายทอยมากที่สุด เพราะฉะนั้นหากคุณแม่ท้องมีอาการปวดศีรษะบ่อยและปวดแบบรุนแรง อย่าชะล่าใจ ควรรีบไปหาหมอทันที เพราะหากครรภ์เป็นพิษ ก็จะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

3.คลื่นไส้ อาเจียน

โดยปกติอาการคลื่นไส้และอาเจียนจะเกิดกับคนท้องในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งหากเกิดในช่วง 6 เดือน ขึ้นไป ก็ให้สงสัยได้เลยว่าคุณอาจกำลังถูกภาวะครรภ์เป็นพิษเล่นงานอยู่ โดยแนะนำให้รีบไปหาหมอทันที เพราะยิ่งตรวจเจอความผิดปกติเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาให้หายได้เร็วเท่านั้น

4.บวมตามร่างกาย

ส่วนใหญ่คนท้องจะมีอาการปวดตามมือตามเท้าได้เป็นธรรมดา แต่ก็ต้องสังเกตสักนิด เพราะบางครั้งอาการบวมที่เกิดขึ้น อาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายก็ได้ โดยเฉพาะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการบวมพร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ และจะบวมตามใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

5.สายตาพร่ามัว

สายตาพร่ามัวก็เป็นสัญญาณของโรคครรภ์เป็นพิษ เพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกว่ามีอาการตาพร่ามัว มองไม่ค่อยชัดบ่อย ๆ และหากเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะ จุกแน่นหน้าอกด้วยแล้ว ก็อย่าได้นิ่งเฉยอย่างเด็ดขาด เพราะหากคุณกำลังเป็นโรคนี้จริง ๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็จะเกิดอันตรายร้ายแรงได้นั่นเอง

6.ปัสสาวะน้อยมาก

การปัสสาวะในคนท้อง ยิ่งอายุครรภ์เยอะ ก็จะยิ่งปัสสาวะบ่อยมาก ดังนั้นหากพบว่าปัสสาวะน้อยจนดูผิดปกติไปจากเดิม ก็ต้องสงสัยแล้วว่าคุณกำลังมีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาการปัสสาวะน้อยอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เหมือนกัน จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจดูว่าคุณกำลังเป็นอะไรกันแน่

7.หายใจลำบาก

อาการหายใจลำบาก หายใจได้ไม่เต็มปอด มักจะพบได้บ่อยมากในคนท้องที่ครรภ์เป็นพิษ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับอาการปวดบริเวณลิ้นปี่ และจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยบางคนอาจถึงขั้นชักได้เลยทีเดียว

เมื่อมีอาการแบบนี้ แม่ท้องอย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด ควรไปหาหมอทันทีก่อนที่จะสายเกินไป เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

5 อาหาร แก้อาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ แถมดีต่อสุขภาพ

ต้องบอกเลยว่าอาการท้องผูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก็สร้างความทรมานให้กับคุณแม่มากทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีการแก้เสมอไป โดยเรามี 5 อาหารแก้ท้องผูกสำหรับคนท้องมาแนะนำกัน ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.มะละกอสุก

มะละกอ เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการแก้อาการท้องผูกในคนท้องได้ดีมาก เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดอาการท้องผูกได้นั่นเอง แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการบำรุงสุขภาพแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

2.น้ำมะเขือเทศ

น้ำมะเขือเทศ ก็สามารถแก้อาการท้องผูกได้ โดยให้ดื่มน้ำมะเขือเทศก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งน้ำมะเขือเทศนอกจากจะทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันปัญหาท้องแตกลาย และบำรุงผิวของลูกน้อยในครรภ์ให้มีผิวสวย ขาวเนียนนุ่มอีกด้วย แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำมะเขือเทศที่คั้นแบบสด ๆ และไม่ใส่น้ำตาลจะดีที่สุด

3.โยเกิร์ต

เมื่อแม่ท้องมีอาการท้องผูกบ่อย ลองกินโยเกิร์ตตอนเช้าวันละถ้วย ก็จะช่วยได้ดีแน่นอน เพราะโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ชนิดดีที่จะช่วยให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายออกมาง่ายขึ้น แถมยังทำให้รู้สึกอิ่มสบายท้องเป็นเวลานาน และลดความอยากกินของจุกจิก โดยเฉพาะของหวาน ที่เป็นตัวการเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามแนะนำให้เลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพราะจะดีต่อแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์มากกว่าโยเกิร์ตรสอื่น ๆ นั่นเอง

4.น้ำเปล่า

ท้องผูกบ่อย น้ำเปล่านี่แหละ ที่จะเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับคุณแม่ท้อง เพราะเมื่อดื่มน้ำเยอะ ๆ จะทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย และยังดีต่อสุขภาพอีกหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงช่วยในการบำรุงครรภ์ ทำให้ลูกน้อยมีความแข็งแรง เติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยในแต่ละวันคุณแม่ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 3 ลิตรขึ้นไปจะดีที่สุด

5.สลัดผัก

สลัดผัก ก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดีมาก เพราะอุดมไปด้วยผักหลากชนิด ซึ่งก็ล้วนแต่มีเส้นใยสูง จึงช่วยลดและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสลัดผักยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากอีกด้วย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อคนท้องสูงมาก แต่ก็ต้องระวังอย่ากินผักสดบางชนิดที่อาจทำให้เกิดแก๊สและเกิดอาการท้องอืดได้ เช่น กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วฝักยาว เป็นต้น

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คนไหน ที่กำลังเจอกับอาการท้องผูก ก็ลองกินอาหารเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ควรพลาดเด็ดขาด นอกจากนี้ก็ควรขับถ่ายให้เป็นเวลา เพื่อกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง