แท้งคุกคาม อันตราย ที่คนท้องไม่ควรมองข้าม

ขณะตั้งครรภ์ อยู่ดี ๆ ก็มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด คุณแม่รู้ไหมว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากภาวะแท้งคุกคาม ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะอาจตามมาด้วยการแท้งลูกแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว โดยเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแท้งคุกคามมาฝากกันด้วย เพื่อจะได้เตรียมรับมือป้องกันได้อย่างถูกวิธีนั่นเอง

ภาวะแท้งคุกคาม คืออะไร?

แท้งคุกคาม คือความผิดปกติที่มักจะเกิดในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก โดยจะเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการแท้ง ซึ่งหากทำการรักษาไม่ทัน ก็อาจแท้งลูกได้ในที่สุด ดังนั้นเมื่อพบอาการผิดปกติ จึงควรไปหาหมอทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

รู้ได้อย่างไร ว่ากำลังแท้งคุกคาม

จะรู้ได้อย่างไร ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะแท้งคุกคามหรือไม่ สังเกตได้จากอาการดังนี้

  • มีเลือดออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะออกมากน้อยแค่ไหน
  • มีตกขาวเป็นสีน้ำตาล และพบว่ามีเลือดปนมากับตกขาวด้วย
  • มีอาการปวดท้องน้อย อย่างไรก็ตามในบางคนอาจมีเลือดออก แต่ยังไม่มีอาการปวดท้องได้เหมือนกัน

ควรดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อแท้งคุกคาม

เมื่อแท้งคุกคาม คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพราะหากผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจแท้งได้เลย โดยเราก็มีคำแนะนำในการดูแลตัวเองมาฝากกันดังนี้

1.ห้ามยกของหนัก

การยกของหนัก จะทำให้มีโอกาสแท้งลูกได้สูง เพราะจะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวมากกว่าเดิม ดังนั้นห้ามยกของหนักอย่างเด็ดขาด รวมถึงการยกของบางอย่าง ที่ทำให้รู้สึกว่ามีการเกร็งหน้าท้องด้วย

2.อย่าเครียด

ยิ่งเครียด ยิ่งเสี่ยงต่อการแท้ง โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ในภาวะแท้งคุกคามด้วยแล้ว ดังนั้นคุณแม่ควรทำใจให้สบาย ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่าพึ่งคิดเรื่องอะไรที่ทำให้เครียดเด็ดขาด

3.งดมีเพศสัมพันธ์

ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะทำอย่างระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะส่งผลให้มดลูกบีบตัว ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ในช่วงที่มีภาวะแท้งคุกคามแบบนี้ มดลูกบีบรัดตัวเพียงนิดเดียว ก็จะทำให้แท้งได้ทันที เพราะฉะนั้นอย่าเสี่ยงจะดีกว่า

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแท้งลงได้ และทำให้อาการแท้งคุกคามหายเป็นปกติเร็วขึ้น ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มักจะนอนดึก หรือนอนน้อย ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนโดยด่วน

5.อย่ายืน หรือเดินมากเกินไป

การเดินหรือยืนมากเกินไป จะทำให้มีโอกาสแท้งได้สูง ดังนั้นคุณแม่ควรเลี่ยงการยืนหรือเดินให้น้อยที่สุด ทางที่ดีควรนั่งพักหรือนอนพักบ่อย ๆ จะดีกว่า

แท้งคุกคามไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะฉะนั้นมาดูแลตัวเองให้ดี และทำตามคำแนะนำจากหมออย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์กันดีกว่า ที่สำคัญเมื่อมีความผิดปกติใด ๆ ควรไปพบแพทย์ทันที อย่าได้ปล่อยไว้นานจนสายเกินไปเด็ดขาด

ธาตุเหล็ก จำเป็นต่อคนท้องอย่างไร อาหารอะไรบ้างที่มีธาตุเหล็กสูง

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์รู้ไหมว่าธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งคนท้องจะขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยธาตุเหล็กมีความจำเป็นต่อคนท้องอย่างไรและมีอาหารอะไรบ้างที่มีธาตุเหล็กสูง วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบกัน

ความสำคัญของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งคนท้องจำเป็นต้องสร้างเซลล์เม็ดเลือดเยอะมาก เพื่อให้มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์ได้อย่างเพียงพอ และเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางที่อาจจะเกิดกับคนท้องได้ง่าย นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงการตกเลือดหลังคลอด โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องผ่าคลอดอีกด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทานธาตุเหล็กให้มากพอ ซึ่งนอกจากธาตุเหล็กเสริมที่ได้มาจากการฝากครรภ์แล้ว สามารถทานธาตุเหล็กจากอาหารชนิดใดได้อีกบ้าง ก็ต้องมาดูกันเลย

อาหารธาตุเหล็กสูง สำหรับคนท้อง

สำหรับอาหารธาตุเหล็กสูงที่คนท้องควรทาน ก็มีดังนี้

1.ต้มเลือดหมู

เพราะเลือดหมู อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะกับคนท้องเป็นอย่างมาก โดยอาจจะต้มกับตำลึงหรือผักกาดหอมก็ได้ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อคนท้องทั้งสิ้น ที่สำคัญแคลอรีต่ำมาก ไม่ต้องกลัวอ้วนกันเลยทีเดียว

2.ข้าวหอมนิล

เปลี่ยนจากข้าวหอมธรรมดา มาทานข้าวหอมนิลกันดีกว่า เพราะเป็นข้าวที่มีสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แถมยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่จะช่วยป้องกันลูกน้อยในครรภ์พิการได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะทานข้าวหอมนิลเลยเชียว

3.กระเทียม

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นของกระเทียม ก็อาจจะต้องฝืนใจกันสักนิด เพราะกระเทียมมีประโยชน์ต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีธาตุเหล็กสูง และช่วยลดอาการเป็นตะคริวที่มักจะเกิดในคนท้องได้ดี ซึ่งคุณแม่อาจจะทานกระเทียมแบบสด ๆ หรือนำมาประกอบอาหารก็ได้

4.สารพัดเมนูตับ

หากพูดถึงธาตุเหล็ก แน่นอนว่าหลายคนคงจะนึกถึงเมนูตับเป็นอันดับแรก เพราะตับเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก สามารถช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดในร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจางได้เป็นอย่างดี โดยตับก็สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้แนะนำให้นำตับมาจับคู่กับผักที่มีประโยชน์ต่อคนท้อง เช่น คะน้า ถั่วลันเตา และสร้างสรรค์เป็นเมนูสุดอร่อยออกมา ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่ได้รับประโยชน์แบบคูณสองเลยทีเดียว

5.ไข้ต้ม

และที่จะพลาดไม่ได้เลย ก็คือไข่ต้มนั่นเอง โดยในไข่ต้มก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบครัน ทั้งโปรตีนที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ โคลีนที่ช่วยบำรุงสมองเด็ก และธาตุเหล็กที่จำเป็นอย่างมาก โดยให้ทานไข่ต้มวันละฟอง ก็จะได้ประโยชน์ที่ดีสุด ๆ

ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อคนท้อง เพราะฉะนั้นอย่าลืมทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และทานธาตุเหล็กเสริมที่แพทย์ให้มาจนหมด เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดการตั้งครรภ์กันด้วย

ลูกคลอดก่อนกำหนด จะดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูกันเลย

คลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาที่คนท้องมักจะต้องเจอกันบ่อย ๆ โดยส่วนใหญ่มักจะคลอดในช่วงอายุครรภ์ 7 เดือน ซึ่งเด็กยังไม่พร้อมที่จะออกมาเจอกับโรคภายนอกมากนัก ดังนั้นคุณหมอจึงต้องให้เด็กอยู่ในตู้อบจนกว่าจะแข็งแรงดีและมีน้ำหนักตามเกณฑ์ ซึ่งหลังจากพาลูกกลับบ้านได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของคุณแม่แล้วล่ะ ที่จะต้องดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยและเติบโตอย่างสมวัย โดยเราก็มีคำแนะนำในการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดมาบอกกันดังนี้

วิธีดูแล ทารกคลอดก่อนกำหนด

สำหรับการดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดก็ไม่ยากเลย โดยมีสิ่งที่คุณแม่ควรทำและใส่ใจดังนี้

  1. ให้ลูกดูดนมแม่บ่อย ๆ และมากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพของลูก และทำให้ลูกเติบโตอย่างสมวัย โดยควรให้ลูกดูดนมทุก 2 ชั่วโมง และการดูดนมแต่ละครั้งก็ต้องให้ดูดจนเกลี้ยงเต้าจึงสลับไปดูดอีกข้าง ที่สำคัญต้องให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธีด้วยนะ
  2. อย่าให้ใครสัมผัสลูก เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสลูกทุกครั้ง
  3. ห่อตัวลูกอยู่เสมอ เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนด จะยังต้องการความอบอุ่นเหมือนกับอยู่ในท้องแม่ อีกทั้งหากลูกตัวเย็นจะทำให้ลูกป่วยได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องห่อตัวลูกเอาไว้ หรือห่มผ้าให้ลูกทุกครั้งที่นอนหลับนั่นเอง
  4. เล่นกับลูกบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนดมักจะมีปัญหาพัฒนาการช้า พ่อแม่จึงต้องช่วยกระตุ้นอีกทางนั่นเอง

ปัญหาที่มักจะเจอ เมื่อลูกคลอดก่อนกำหนด

มาดูกันว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด มักจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้ถูกวิธีนั่นเอง

  1. ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนดจะมีภูมิคุ้มกันต่ำมาก หรือแทบไม่มีเลย จึงส่งผลให้ติดเชื้อ ป่วยบ่อย ซึ่งคุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
  2. มองเห็นช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน หรือในเด็กบางคนอาจมีปัญหามองไม่เห็นเลยก็ได้ ซึ่งคุณแม่จะต้องสังเกต หากพบว่าลูกมองไม่เห็นควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน
  3. มีความผิดปกติที่หู เช่น ไม่ได้ยินเสียง มีการติดเชื้อในหู เป็นต้น
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยอาจจะพบว่าลูกคอแข็งช้า ไม่สามารถคลานหรือเดินตามวัยได้ โดยคุณแม่ก็ควรช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของลูก หรือหากลองแล้วไม่มีทีท่าว่าจะได้ผล ก็ให้พาไปพบแพทย์จะดีที่สุด

เมื่อลูกคลอดก่อนกำหนด คุณแม่จะต้องใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด และสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยอยู่เสมอ ซึ่งหากพบความผิดปกติใด ๆ ก็ควรรีบพาลูกไปหาหมอในทันที เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง นอกจากนี้อย่าลืมให้ลูกดื่มนมแม่ให้ได้เยอะที่สุดด้วย

หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตคู่เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น

คนเราแต่ละคนนั้นมีลักษณะนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน
มาจากการเลี้ยงดูและพื้นฐานครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน เมื่อคนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว
ความแตกต่างเหล่านั้นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครอบครัวนั้นกลมเกลียวเป็นปึกแผ่นหรือร้าวฉานได้
วันนี้ขอแนะนำ หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตคู่เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
การใช้ชีวิตคู่ สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างความเชื่อใจให้กับคู่ครอง
หากขาดสิ่งนี้ไปแล้วตั้งแต่เริ่มต้น มั่นใจได้เลยว่าคำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน
ต่อมาคือ การรู้จักข่มใจตัวเอง ไม่ให้หลงใหลไปกับกิเลสและอบายมุขต่างๆ ได้ง่าย
ซึ่งถ้าเผลอทำตามใจตัวเองเกินขอบเขต เช่น เพื่อนฝูงชวนไปสังสรร ต้องกลับบ้านดึก
ทำให้คนที่บ้านเป็นห่วง จนบางครั้งต้องโกหกว่ามีโอที แบบนี้ ก็จะขัดกับทั้งหลักข้อที่หนึ่งและข้อนี้ด้วย
ซึ่งการโกหกนั้นนอกจากจะทำให้ตัวเองไม่สบายใจแล้ว เมื่อโดนจับได้ก็จะทำให้คู่ครองขาดความไว้ใจ
และเมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องทำงานล่วงเวลาเข้าจริงๆ คนที่บ้านก็จะไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง
ทำให้เกิดความแตกแยกบานปลายขึ้นอีก
เมื่อรู้จักรักษาใจตัวเองแล้ว ยังต้องรู้จักอดทน อดกลั้น
ทั้งต่อการกระทำและคำพูดของอีกฝ่ายที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อมีเหตุการณ์ที่มากระทบต่ออารมณ์มากๆ จงกลับไปทำตามข้อ 2 คือต้องข่มใจให้เป็นปกติ
ทำใจให้สงบ หาที่ระบายออกทางอื่น เช่น ออกจากสภาพนั้นไปก่อน
ค่อยหาโอกาสมาปรับความเข้าใจกัน หรือเล่นเกมสนุกๆ คลายเครียดก่อน กับ W88 ทั้งนี้ ทั้งนั้น
ทั้งสองฝ่ายต้องรู้จักให้เกียรติซึ่งกันและกันก่อน ปัญหาการใช้อารมณ์และถ้อยคำรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น
สิ่งสำคัญข้อสุดท้าย คือการรู้จักเสียสละ ไม่ว่าจะเสียสละความสุขของตัวเอง
หรือสละความเห็นแก่ตัวออกไป เนื่องจากการใช้ชีวิตคู่ บางครั้งต้องฝืนใจตัวเองทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
ไม่ถนัด เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้รู้สึกดีหรือมีความสุขมากขึ้น เช่น ตัวเองชอบไปเที่ยวภูเขา แต่อีกคนชอบทะเล
หรือตัวเองชอบกินเผ็ดแต่อีกคนกินไม่ได้ เวลาวางแผนจะไปเที่ยวหรือหาร้านอาหาร
ก็ต้องคำนึงถึงอีกฝ่าย ซึ่งการเสียสละนั้นยังรวมถึงการสละเวลาของตัวเอง
เพื่อทำความเข้าใจตัวตนและเหตุผลของอีกฝ่ายด้วย
เมื่อทำได้ตามนี้ทั้งหมด ครอบครัวที่อบอุ่นจะไปไหนได้ล่ะ แถมได้เป็นตัวอย่างที่ดี
ส่งต่อหลักการดำเนินชีวิตที่ดี แก่รุ่นลูกต่อไปอีกทอดหนึ่งด้วย

7 สัญญาณเตือน คุณแม่อาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ

คุณแม่รู้ไหมครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะผิดปกติที่อันตรายต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่จึงควรเฝ้าระวัง สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ และนี่ก็คือ 7 สัญญาณ ที่จะบอกได้ว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษนั่นเอง

1.ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างแรกที่บอกได้ชัดเจนที่สุด ว่าคุณกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยจะมีความดันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแพทย์จะทำการวัดความดัน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง หากพบว่าทั้งสองครั้งความดันสูงเหมือนกัน ก็แสดงว่าคุณอาจกำลังเจอปัญหาครรภ์เป็นพิษแล้วล่ะ

2.ปวดศีรษะรุนแรง

เมื่อครรภ์เป็นพิษจะมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรงมาก แม้กินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่หาย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการปวดบริเวณหน้าผากและท้ายทอยมากที่สุด เพราะฉะนั้นหากคุณแม่ท้องมีอาการปวดศีรษะบ่อยและปวดแบบรุนแรง อย่าชะล่าใจ ควรรีบไปหาหมอทันที เพราะหากครรภ์เป็นพิษ ก็จะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

3.คลื่นไส้ อาเจียน

โดยปกติอาการคลื่นไส้และอาเจียนจะเกิดกับคนท้องในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งหากเกิดในช่วง 6 เดือน ขึ้นไป ก็ให้สงสัยได้เลยว่าคุณอาจกำลังถูกภาวะครรภ์เป็นพิษเล่นงานอยู่ โดยแนะนำให้รีบไปหาหมอทันที เพราะยิ่งตรวจเจอความผิดปกติเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาให้หายได้เร็วเท่านั้น

4.บวมตามร่างกาย

ส่วนใหญ่คนท้องจะมีอาการปวดตามมือตามเท้าได้เป็นธรรมดา แต่ก็ต้องสังเกตสักนิด เพราะบางครั้งอาการบวมที่เกิดขึ้น อาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายก็ได้ โดยเฉพาะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการบวมพร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ และจะบวมตามใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

5.สายตาพร่ามัว

สายตาพร่ามัวก็เป็นสัญญาณของโรคครรภ์เป็นพิษ เพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกว่ามีอาการตาพร่ามัว มองไม่ค่อยชัดบ่อย ๆ และหากเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะ จุกแน่นหน้าอกด้วยแล้ว ก็อย่าได้นิ่งเฉยอย่างเด็ดขาด เพราะหากคุณกำลังเป็นโรคนี้จริง ๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็จะเกิดอันตรายร้ายแรงได้นั่นเอง

6.ปัสสาวะน้อยมาก

การปัสสาวะในคนท้อง ยิ่งอายุครรภ์เยอะ ก็จะยิ่งปัสสาวะบ่อยมาก ดังนั้นหากพบว่าปัสสาวะน้อยจนดูผิดปกติไปจากเดิม ก็ต้องสงสัยแล้วว่าคุณกำลังมีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาการปัสสาวะน้อยอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เหมือนกัน จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจดูว่าคุณกำลังเป็นอะไรกันแน่

7.หายใจลำบาก

อาการหายใจลำบาก หายใจได้ไม่เต็มปอด มักจะพบได้บ่อยมากในคนท้องที่ครรภ์เป็นพิษ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับอาการปวดบริเวณลิ้นปี่ และจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยบางคนอาจถึงขั้นชักได้เลยทีเดียว

เมื่อมีอาการแบบนี้ แม่ท้องอย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด ควรไปหาหมอทันทีก่อนที่จะสายเกินไป เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

5 อาหาร แก้อาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ แถมดีต่อสุขภาพ

ต้องบอกเลยว่าอาการท้องผูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก็สร้างความทรมานให้กับคุณแม่มากทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีการแก้เสมอไป โดยเรามี 5 อาหารแก้ท้องผูกสำหรับคนท้องมาแนะนำกัน ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.มะละกอสุก

มะละกอ เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการแก้อาการท้องผูกในคนท้องได้ดีมาก เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดอาการท้องผูกได้นั่นเอง แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการบำรุงสุขภาพแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

2.น้ำมะเขือเทศ

น้ำมะเขือเทศ ก็สามารถแก้อาการท้องผูกได้ โดยให้ดื่มน้ำมะเขือเทศก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งน้ำมะเขือเทศนอกจากจะทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันปัญหาท้องแตกลาย และบำรุงผิวของลูกน้อยในครรภ์ให้มีผิวสวย ขาวเนียนนุ่มอีกด้วย แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำมะเขือเทศที่คั้นแบบสด ๆ และไม่ใส่น้ำตาลจะดีที่สุด

3.โยเกิร์ต

เมื่อแม่ท้องมีอาการท้องผูกบ่อย ลองกินโยเกิร์ตตอนเช้าวันละถ้วย ก็จะช่วยได้ดีแน่นอน เพราะโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ชนิดดีที่จะช่วยให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายออกมาง่ายขึ้น แถมยังทำให้รู้สึกอิ่มสบายท้องเป็นเวลานาน และลดความอยากกินของจุกจิก โดยเฉพาะของหวาน ที่เป็นตัวการเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามแนะนำให้เลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพราะจะดีต่อแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์มากกว่าโยเกิร์ตรสอื่น ๆ นั่นเอง

4.น้ำเปล่า

ท้องผูกบ่อย น้ำเปล่านี่แหละ ที่จะเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับคุณแม่ท้อง เพราะเมื่อดื่มน้ำเยอะ ๆ จะทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย และยังดีต่อสุขภาพอีกหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงช่วยในการบำรุงครรภ์ ทำให้ลูกน้อยมีความแข็งแรง เติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยในแต่ละวันคุณแม่ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 3 ลิตรขึ้นไปจะดีที่สุด

5.สลัดผัก

สลัดผัก ก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดีมาก เพราะอุดมไปด้วยผักหลากชนิด ซึ่งก็ล้วนแต่มีเส้นใยสูง จึงช่วยลดและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสลัดผักยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากอีกด้วย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อคนท้องสูงมาก แต่ก็ต้องระวังอย่ากินผักสดบางชนิดที่อาจทำให้เกิดแก๊สและเกิดอาการท้องอืดได้ เช่น กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วฝักยาว เป็นต้น

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คนไหน ที่กำลังเจอกับอาการท้องผูก ก็ลองกินอาหารเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ควรพลาดเด็ดขาด นอกจากนี้ก็ควรขับถ่ายให้เป็นเวลา เพื่อกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

แก้ปัญหาลูกนอนหลับยากกับ 6 เคล็ดลับ ที่ทำแล้วได้ผลจริง

คุณแม่หลายท่านคงจะกังวลกับปัญหาลูกนอนหลับยากอยู่ใช่ไหม ซึ่งกว่าจะนอนก็ทำเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว วันนี้เราจึงนำ 6 เคล็ดลับช่วยให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้นมาฝากกัน โดยรับรองเลยว่าทำแล้วได้ผลจริงอย่างแน่นอน ไปดูกันเลยดีกว่าว่า มีเคล็ดลับอะไรบ้าง

1.พาอาบน้ำให้สบายตัว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนใหญ่ เมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ก็จะทำให้นอนหลับยากทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น ก็ต้องพาไปอาบน้ำให้สบายตัวกันก่อนเลย โดยแนะนำให้อาบน้ำอุ่นให้ลูก เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย จึงทำให้ลูกง่วงนอนเร็วและหลับง่ายกว่าปกตินั่นเอง

2.ร้องเพลงกล่อมเด็ก

ต้องบอกเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน การร้องเพลงกล่อมเด็ก ก็ยังคงได้ผลเสมอ เพราะเสียงเพลงจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเพลิดเพลิน และนอนหลับไปอย่างง่ายดาย แถมยังมีงานวิจัยพบว่าเสียงเพลงจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมองให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะร้องเพลงกล่อมลูกน้อยกันเลยเชียว

3.ปิดไฟและทำให้ห้องนอนเงียบที่สุด

หากมีแสงไฟหรือเสียงดังรบกวนจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรปิดไฟให้หมด และสร้างบรรยากาศภายในห้องนอนให้เงียบที่สุด จากนั้นกล่อมลูกนอนสักพัก เจ้าตัวน้อยก็จะค่อย ๆ เคลิ้มและนอนหลับไปอย่างรวดเร็ว คุณแม่ท่านไหนที่เจอกับปัญหาลูกนอนหลับยาก ก็ลองทำตามวิธีนี้กันดู รับรองว่าได้ผล

4.นอนกอดลูก

บางครั้งคุณแม่ก็ไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพียงแค่นอนกอดลูกเท่านั้น เพราะสัมผัสของแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และนอนหลับไปอย่างมีความสุข แต่ถ้าลูกยังเล็กเกินไป และกลัวลูกจะรู้สึกอึดอัด ก็อาจใช้วิธีเอามือไปสัมผัสกับตัวของลูกแทน ก็จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายกว่าเดิมเช่นกัน

5.ให้ลูกดื่มนมจนอิ่ม

การที่ลูกนอนหลับยาก บางครั้งอาจเป็นเพราะเขายังดื่มนมไม่อิ่มก็ได้ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกได้ดื่มนมจนอิ่มแล้วจึงให้ลูกเข้านอน ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกนอนหลับง่ายแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาวนานมากขึ้น ไม่ตื่นขึ้นมากวนตอนดึกบ่อย ๆ อีกด้วย

6.เลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ซึมซับได้ดี

ระหว่างลูกนอนหลับ คุณแม่ส่วนใหญ่ก็คงจะให้ลูกสวมใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันใช่ไหม ซึ่งการเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ซึมซับได้ดี แห้งเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัวตลอดการนอนหลับนั่นเอง

หากลูกน้อยของคุณนอนหลับยาก มาลองทำตาม 6 เคล็ดลับเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยให้เจ้าตัวน้อยของคุณ นอนหลับง่ายกว่าเดิม และนอนหลับสนิทมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้จะได้ผลดีมากแค่ไหน ก็ต้องมาลองทำกันดู

น้ำนมน้อย ทำอย่างไรดี? เรามีเคล็ดลับมาฝาก

น้ำนมน้อย เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดให้มีน้ำนมเยอะเพียงพอต่อความต้องการของลูก วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเด็ด ๆ ในการกระตุ้นน้ำนมแม่มาฝากกัน ซึ่งจะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ก็ต้องไปดูกันเลย

1.ดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำอุ่น จะทำให้เกิดการผลิตน้ำนมออกมามากขึ้น โดยให้ดื่มน้ำอุ่นสลับกับการดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติตลอดทั้งวัน และดื่มให้ได้วันละ 2 ลิตรขึ้นไป ก็จะทำให้คุณแม่มีน้ำนมมากพอให้ลูกน้อยดื่มอย่างแน่นอน และหากสามารถงดการดื่มน้ำเย็นไปก่อนได้ก็จะดีมาก

2.ปั๊มนมบ่อย ๆ

นอกจากให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้ว คุณแม่ก็ควรปั๊มนมเก็บไว้ด้วย ซึ่งการปั๊มนมจะช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมเยอะขึ้น และยังทำให้คุณแม่มีน้ำนมสำรองไว้ให้ลูกดื่มในยามที่คุณแม่ไม่อยู่บ้านหรือไม่สะดวกให้นมลูก นอกจากนี้การปั๊มนมออกบ้างก็จะช่วยป้องกันอาการเต้านมคัดได้เช่นกัน

3.นวดเต้านม

เพียงแค่นวดเต้านมเบา ๆ ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำนมน้อยได้ดี เพราะการนวดจะกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น และทำให้นมแม่ไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ใครที่มีปัญหานมน้อย ก็ลองทำตามกันดู แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่โดนใจที่สุด

4.ทานอาหารกระตุ้นนมแม่

อาหารบางชนิดสามารถเพิ่มน้ำนมได้ โดยจะทำให้คุณแม่มีน้ำนมเยอะขึ้น ยกตัวอย่างอาหารเพิ่มน้ำนม เช่น หัวปลี น้ำขิง มะละกอสุก ยี่หร่า ใบกระเพรา และน้ำเต้า เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณน้ำนมได้แล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มคุณค่าสารอาหารให้กับนมแม่อีกด้วย โดยล้วนมีประโยชน์ต่อลูกน้อยทั้งสิ้น

5.ฟังเพลงที่ชอบ

การฟังเพลงที่ชอบ จะช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่ได้ทางอ้อม เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีความเครียด ซึ่งความเครียดนี่เองที่เป็นตัวการทำให้นมแม่มีน้อย โดยการฟังเพลงเบา ๆ จังหวะสบาย ๆ จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย และจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี จึงส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่สามารถผลิตน้ำนมออกมาได้เยอะกว่าเดิมนั่นเอง

6.ให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นมแม่น้อย ก็เพราะการดูดนมที่ผิดวิธีของลูกน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้าอยากให้น้ำนมเยอะขึ้น คุณแม่จะต้องให้ลูกดูดนมแม่อย่างถูกวิธีที่สุด ด้วยการให้ลูกอมหัวนมแม่ลึกไปจนถึงลานนม ซึ่งการให้ลูกดูดนมแบบนี้จะทำให้นมไหลได้ดีกว่าเดิม และยังป้องกันปัญหาหัวนมแตกได้อีกด้วย

ไม่ยากเลยสำหรับเคล็ดลับการเพิ่มนมแม่ ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มีปัญหาน้ำนมน้อย ก็ลองทำตามวิธีเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อให้เกิดการผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั่นเอง

ก่อนเข้าห้องคลอด ทำใจอย่างไรดี เมื่อวินาทีที่พีคที่สุดมาถึง 

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงคือการคลอดลูก เมื่อเวลาคลอดใกล้มาถึง เชื่อว่าจิตใจของคนท้องจะต้องไม่เป็นปกติเหมือนกันทุกคน ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก จะรับมือกับความน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อย่างไร แม้ว่าอาการหวาดกลัวจะเป็นความรู้สึกที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ เรามีวิธีบรรเทาความกลัวให้ลดน้อยลงสำหรับคนใกล้คลอด

คลอดลูกคราวนี้ต้องเจ็บมากแน่ ๆ

คนใกล้คลอดมักคิดแบบนี้และจินตนาการไปต่าง ๆ นานา แต่หากจะปลอบใจว่า คลอดลูกไม่เจ็บเลยก็คงไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะการคลอดแบบธรรมชาติเจ็บจริงอะไรจริง ทั้งตอนก่อนคลอดและระหว่างคลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจ็บนานแค่ไหน บางคนร้องเจ็บปวดเป็นวัน ๆ บางคนเจ็บประเดี๋ยวเดียวก็คลอดออกมาได้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบที่สอง ผู้ใหญ่มักจะพูดว่ามีบุญจริง ๆ ที่คลอดง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีคลายความเจ็บสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนคลอด โดยการทำสมาธิ คุณอาจต้องใช้เวลาฝึกสมาธิล่วงหน้าก่อนสักสองสามเดือนหรือฝึกไว้ตั้งแต่เริ่มท้องเลยก็ได้ ถ้าสามารถทำสมาธิได้ดี ความกลัวและความเจ็บจะคลายลง การคลอดธรรมชาติจะเจ็บแค่ช่วงระหว่างคลอดเท่านั้น แล้วความเจ็บปวดทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นหน้าลูก

ผ่าคลอดไปให้สิ้นเรื่องเลยดีไหม

คนที่กลัวคลอดธรรมชาติมาก ๆ อาจเลือกคลอดด้วยวิธีผ่าออก แต่ต้องปรึกษาหมอก่อนและอยู่ในดุลยพินิจของหมอเท่านั้น รวมทั้งคนที่หมอวินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ก็จะใช้วิธีนี้เช่นกัน การผ่าคลอดเป็นวิธีที่สบายกว่าคลอดธรรมชาติ เพราะหมอจะกำหนดเวลาผ่าและให้ยาก่อน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างที่กำลังผ่าคลอด แต่จะรู้สึกอีกทีก็ตอนพักฟื้น ซึ่งอาจมีอาการเจ็บแผลบ้างเท่านั้น ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

ลูกจะปลอดภัยไหม ถ้าออกมาผิดปกติจะทำอย่างไร

ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกกลัวเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งถ้าหากว่าได้มีการฝากครรภ์กับหมอไว้ตั้งแต่เดือนแรก และเข้ารับการตรวจสุขภาพทั้งตัวแม่และลูกในท้องเป็นระยะ หมอคอยติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่องและไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีกทั้งตัวคุณเองก็ได้มีการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ไม่ทานอาหารแปลกปลอม ไม่ทำกิจกรรมโลดโผนตลอดช่วงเวลาที่อุ้มท้อง ก็สามารถที่จะมั่นใจได้ว่าลูกของคุณปลอดภัยดี เมื่อคลอดออกมาทุกอย่างย่อมเป็นปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในความดูแลของหมอที่รับฝากครรภ์อย่างใกล้ชิดและดูแลตัวเองดี ควรทำใจให้สบายและตัดความกลัวข้อนี้ออกไปได้เลย

ให้คุณพ่อเป็นกำลังใจอีกแรงหนึ่งเพื่อบรรเทาความกลัว คุณพ่อจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ก็ตอนนี้นี่เอง ฉะนั้น เคลียร์งานรอไว้ได้เลย เมื่อไรที่ถึงเวลาคลอดให้จับมือกันตั้งแต่เตรียมตัวออกจากบ้าน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วให้คุณพ่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้าห้องคลอด เพราะทางโรงพยาบาลจะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปได้ด้วย คุณพ่อคือขวัญและกำลังใจที่แข็งแกร่งของครอบครัว ดังนั้น คนเป็นพ่อจะต้องไม่ปล่อยมือแม่ของลูกเพราะการคลอดคือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

รอยขีดเขียนบนฝาผนัง เมื่อจินตนาการลูกอยู่เหนือเหตุผล คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไร


บ้านไหนมีเด็กเล็ก บ้านนั้นต้องมีจิตรกรรมบนฝาผนังไม่ว่าจะเป็นรูปวาด ระบายสี คน สัตว์ สิ่งของ ตัวอักษรตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ตัว A B C แม้แต่รอยขีดเขียนที่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง งานฝีมือทั้งหลายของเจ้าตัวเล็ก แม้จะสร้างความยุ่งยากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่สำคัญอันเปี่ยมด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของลูกที่ไม่ควรถูกจำกัด

ศิลปินตัวน้อยมักจะละเลงจินตนาการของเขาบนฝาผนังบ้านได้ตลอดเวลา แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะจัดเตรียมกระดาษ ดินสอ – สีทุกชนิดตั้งแต่สีเทียน สีเครยอน สีไม้ไว้ให้บนโต๊ะของเขาอย่างพร้อมเพรียงแล้วก็ตาม อีกทั้งพยายามจับลูกให้นั่งวาดรูปอยู่กับที่ แรก ๆ ก็ยอมนั่งนิ่ง ๆ แต่พอผ่านไปสักพักเริ่มขีดเขียนออกนอกกระดาษ เปลี่ยนไปเป็นบนพื้นโต๊ะก่อน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ขยับไปเรื่อย ๆ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ไปจนถึงการขีดเขียนบนฝาผนังทั่วบ้านไปหมด

เรื่องของผลงานที่ปรากฏคงไม่ต้องพูดถึง คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังประสบเหตุการณ์แบบนี้อยู่หรือเคยผ่านมาแล้วจะทราบกันดี ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกกำลังจะเข้าสู่วัยจินตนาการก็ต้องเตรียมรับมือไว้ได้เลย วิธีการคือ ตั้งกฎขึ้นมาเล็กน้อยแต่ไม่ต้องเคร่งครัดมาก ทำความเข้าใจกับลูกก่อนว่าถ้าจะขีดเขียนหรือระบายสี ต้องทำที่ไหน อย่างไร ถ้าไม่ทำตามจะถูกทำโทษอย่างไร เด็กบางคนก็เชื่อฟังดี แต่บางคนก็จะเป็นอย่างที่บอกคือเผลอไม่ได้ ทำโทษก็ไม่กลัว ดังนั้นให้คุณพ่อคุณแม่จัดแผนสำรองไว้อีกทางหนึ่งโดยการเตรียมกระดาษแผ่นใหญ่ ๆ มาปิดทับผนังบ้านไว้รอบด้าน เผื่อว่าลูกแหกกฎ…ต้องมีแน่นอน แต่อย่าซีเรียส ค่อยเป็นค่อยไป

ถ้าลูกออกนอกกฎจริง ๆ ก็ต้องลงโทษนิดหน่อยไม่ต้องถึงกับเกรี้ยวกราด ให้ว่ากันไปตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ สอนเขาด้วยเหตุผล แต่ไม่ต้องคาดหวังมาก เพราะเด็กเล็กยังมีความสามารถในการใช้เหตุผลได้น้อย แต่จะใช้จินตนาการมากกว่า สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด ณ เวลานั้นก็คือการเคลื่อนไหว การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การไม่อยู่ติดที่ เราไม่อาจสะกดให้เขานั่งวาดรูปบนโต๊ะได้นานอย่างที่ต้องการ ดังนั้นถ้าลูกจะเผลอไผลไปขีดผนังอีก คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ดุรุนแรง ไม่ตำหนิรอยขีดเขียนที่เขาละเลงไว้อย่างเลอะเทอะ เพราะนั่นคือผลงานสุดมหัศจรรย์ที่เขาภูมิใจว่าเขาทำได้ การระเบิดอารมณ์ใส่ลูกจะทำให้เขาขาดความมั่นใจ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่เต็มที่

ปัญหาการขีดเขียนเลอะเทอะไม่เป็นที่เป็นทางของเด็กจะหมดไปเองเมื่อเขาโตขึ้น แต่ในช่วงที่เขากำลังพัฒนาสมองซีกขวาซึ่งเป็นด้านจินตนาการนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยเขาโลดแล่นไปก่อน อาจพาเขาไปทำกิจกรรมศิลปะอย่างอื่นบ้างแทนที่จะวาดรูปบนฝาบ้านอย่างเดียว เราสามารถตามหางานศิลปะแบบต่าง ๆ ให้กับลูกได้ทุกที่ที่อยู่รอบตัว ส่วนเรื่องจิตรกรรมฝาผนังก็ไม่ต้องกังวลใจ อย่างดีก็แค่เสียเงินทาสีบ้านใหม่เท่านั้นเอง เพื่อลูก…เรื่องเล็ก