คุณแม่มือใหม่เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้หลังคลอดลูก

หลังจากที่คุณแม่รอคอยลูกน้อยมาเป็นระยะเวลาอย่างยาวนานถึง 9 เดือน ก็ได้เวลาที่คุณแม่จะเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและบททดสอบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอ เพราะการเลี้ยงลูกไม่ง่ายนัก ซึ่งโดยส่วนใหญ่คุณแม่หลาย ๆ ท่านจะมีอาการอ่อนเพลียจากกการคลอด และการอดหลับอดนอนทันที เพราะต้องคอยดูแลเจ้าตัวเล็กตลอดทั้งวัน ทั้งคืน ทำให้คุณแม่ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ใบหน้าดูโทรม หมองคล้ำไม่สดใสเหมือนเคย และหงุดหงิดง่าย นอกจากนี้หากคุณแม่ท่านไหนที่ต้องทำงานบ้านไปด้วยแล้ว ไม่ง่ายเลยที่จะมีเวลาพักผ่อน ดังนั้นคุณแม่มือใหม่จะเจออะไรบ้าง และต้องรับมืออย่างไร มาดูวิธีจัดการง่าย ๆ ดังนี้กัน

สิ่งที่คุณแม่มือใหม่จะเจอหลังคลอด

  1. อาการอ่อนเพลียจากการคลอดลูก ในช่วงนี้แนะนำให้คุณแม่มือใหม่มีคนมาช่วยเฝ้าและช่วยดูแล ซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อก็ได้ ที่ลางานมาดูแลภรรยาและลูกรัก เพราะคุณแม่นั้นจะยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอดด้วยแล้ว จะมีอาการเจ็บแผลมากกว่าการคลอดธรรมชาติ ฉะนั้นการมีคนมาช่วยดูแลจะเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด
  2. ลูกน้อยยังหลับนอนไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ลูกน้อยจะยังไม่สามารถแยกกลางวันและกลางคืนได้ทำให้ลูกน้องยังคงนอนไม่เป็นเวลา และยิ่งเพิ่มความอ่อยเพลียให้กับคุณแม่ เนื่องจากต้องดูแลตลอดวันนั่นเอง ทางออกที่ดีคือ เมื่อลูกน้อยของคุณแม่หลับ เราก็ควรงีบหลับเพื่อพักผ่อนเช่นกัน
  3. การเช็ดอึลูกน้อย ถือเป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความที่ไม่เคยทำมาก่อนจึงทำให้รู้สึกเก้ ๆ กัง ๆไม่น้อย และมักเป็นเรื่องถกเถียงกันว่าใครจะเป็นคนทำ ระหว่างแม่หรือพ่อ
  4. การใส่เสื้อผ้าให้เจ้าตัวเล็ก ด้วยความที่แรกเกิด ลูกน้อยของคุณจะมีขนาดตัวที่เล็กมาก ทำให้การเสื้อผ้านั้นยากไปหมด เพราะคุณแม่มือใหม่จะรู้สึกกลัวว่าลูกน้อยของคุณจะเจ็บ หรือกระดูกจะหักหรือไม่
  5. การอาบน้ำ การจัดท่าในการอาบน้ำให้ลูกน้อย จึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ควรเรียนรู้มาจากคุณหมอ หรือพยาบาลตั้งแต่คลอด เพราะการที่ลูกน้อยตัวเล็ก จึงเป็นอุปสรรคในการอาบน้ำ ซึ่งการวัดอุณหภูมิน้ำในการอาบ ก็เป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องศึกษาไว้
  6. ทำงานบ้านไปด้วยระหว่างวัน เป็นเรื่องเหนื่อยสำหรับวัน เพราะคุณแม่จะสามารถทำได้ตอนลูกหลับเท่านั้น และต้องรีบทำ ไม่อย่างนั้นถ้าลูกของคุณตื่นขึ้นมา งานอาจจะยังทำไม่เสร็จได้
  7. ลูกร้องไม่ทราบสาเหตุ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักไม่ทราบสาเหตุการร้องงอแงของลูกอย่างแน่นอน แต่จริงไม่แล้วไม่ยากอย่างที่คิด ซึ่งสาเหตุหลักของการร้องของลูกนั้นก็คือ การหิวนม ง่วงนอน อึ หรือรู้สึกไม่สบายตัว

ดังนั้นการเตรียมความพร้อม และการศึกษาข้อมูลในระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่สามารถรับมือกับภาวะหลังคลอดได้อย่างแน่นอน

 

ภาวะตัวเหลืองของลูก ความผิดปกติที่สร้างความกังวลใจได้มาก

ภาวะตัวเหลืองเกิดจากการที่ สารเหลืองบิลิรูบิน (Bilirubin) สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งมาจากการสลายของเม็ดเลือดแดง สารสีเหลืองมากกว่าปกติ การติดเชื้อ ได้รับยาบางชนิด หรือท่อร้ำดีอุดตัน โดยปกติแล้วภาวะตัวเหลืองของทารกจะมีขึ้นและหายไปภายใน 3-4 วัน ซึ่งร้อยละ 65 ของทารกที่ครบกำหนดคลอดจะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งสารสีเหลืองนี้เกิดจากการที่ตับยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ในการเปลี่ยนแปลงให้สารกลายเป็นน้ำ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปแบบของปัสสาวะและอุจจาระ ส่งผลให้สารสีเหลืองยังคงอยู่ในกระแสเลือด และถ้าหากมีปริมาณที่มาก ก็มีฤทธิ์ที่จะไปทำลายสมอง ก่อให้เกิดความพิการได้ ดังนั้นแพทย์จึงต้องเฝ้าระวังวัดระดับความเหลืองจากเครื่องมือแพทย์ที่ตรวจทางผิวหนัง หรือการเจาะเลือดนำไปวัดระดับในห้องปฏิบัติการ ถ้ามีในระดับ 12-15 ทารกน้อยจะต้องได้รับการส่องไฟเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตัวเหลืองลง

การแก้ภาวะตัวเหลืองของลูกนั้นก็สุดแสนง่าย คือการที่คุณแม่ให้นมทารกในปริมาณที่มาก และเพียงพอต่อทารก    โดยสังเกตจากการที่ทารกขับถ่ายออกมา 3-5 ครั้งต่อวัน ซึ่งการขับถ่ายจะช่วยให้สารสีเหลืองออกมาด้วย แต่ถ้าอาการตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น ให้คุณแม่รีบนำทารกมาพบแพทย์ เพื่อตรวจดูอีกครั้งว่าทารกต้องรับการส่องไฟหรือไม่ ซึ่งการส่องไฟก็ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่คิด อีกทั้งยังช่วยขับสารออกมาได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้หากลูกน้อยมีภาวะตัวเหลืองที่เข้าขั้นวิกฤติ อาจต้องได้รับการถ่ายเลือด ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยเจ็บตัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่อย่าตกใจไป เพราะการที่เรารู้เท่าทันการรักษา เพียงแค่สามวิธีง่าย ๆ นี้ ก็จะทำให้ภาวะตัวเหลืองของลูกหายได้ไวขึ้นนั่นเอง

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ลูกน้อยมีภาวะตัวเหลือง

  1. คุณแม่ควรให้นมลูกน้อยบ่อย ๆ ทุก ๆ 2 ชม. ให้นานครั้งละ 15-30 นาที และหมั่นสังเกตการขับถ่ายว่า กี่ครั้งต่อวัน
  2. ไม่นำลูกน้อยมาตากแดด เพราะจริง ๆ แล้ว การตากแดดไม่สามารถทำให้ลูกน้อยหายตัวเหลืองได้
  3. ไม่จำเป็นต้องป้อนน้ำแก่ทารก เพราะทารกสามารถกินนมแม่ได้อย่างเดียว จนถึงช่วง 6เดือนแรก การที่ให้ทารกกินน้ำ จะเป็นการแย่งพื้นที่กระเพาะอาหาร ทำให้ลูกน้อยอิ่มเร็ว และไม่สามารถกินนมได้ปริมาณที่เพียงพอ
  4. คุณแม่ไม่กินยาสมุนไพร หรือยาที่ซื้อเอง เพราะสามารถส่งผ่านไปยังน้ำนมได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่สร้างอันตรายให้ลูกน้อยได้
  5. หากภาวะตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น หรือเหลืองมากกว่าเดิม คุณแม่ควรรีบนำลูกไปพบแพทย์

ภาวะตัวเหลืองไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากคุณแม่ทราบข้อมูลและวิธีการรักษา แค่นี้ลูกน้องของคุณก็จะมีสุขภาพที่ดี และพัฒนาการที่ดีพร้อมของทุกย่างก้าวในชีวิต

 

สีของอุจจาระ เสียงพูดแทนลูกน้อยว่าตอนนี้สุขภาพเป็นอย่างไร


ในช่วงแรกตั้งแต่ลูกน้อยของคุณลืมตาดูโลก ก็จะมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ร่วมถึงสีของอุจจาระที่มีสีเปลี่ยนตลอดระยะเวลาของช่วง 2 สัปดาห์แรก ซึ่งในช่วง 4-7 วันแรกนั้น ลูกน้อยจะยังมีสีของอุจจาระที่เป็นสีเทา ดำ เนื่องมาจากในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั้น ทารกน้อยได้กลืนเอาน้ำดี และสารที่หลั่งในลำไส้เข้าไป แต่เมื่อได้กินนมแม่เข้าไป จะทำให้สีของอุจจาระนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยจะมีลักษณะที่เป็นน้ำปนเนื้อผสมเป็นเนื้อเดียวกัน อีกทั้งในช่วงแรกทารกจะยังมีการขับถ่ายอุจจาระออกมาบ่อยถึง 10 กว่าครั้งต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นปกติ เพราะในน้ำนมแม่มีคอลอสตรัม ที่เต็มไปด้วย โปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน น้ำ น้ำตาล และภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ที่จะทำให้ลูกน้อยแข็งแรง และมีภูมิต้านทานตั้งแต่แรกเกิด

แต่ถ้าหากพบว่าลูกน้อยของคุณเกิดมีอาการป่วยไข้ สีของอุจจาระจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่า ลูกน้อยของคุณอาจมีโรคต่าง ๆ ตามมาดังนี้

  1. อึสีเขียวเข้ม สีดำ หรือขี้เทา ลักษณะเหนียวเหมือนน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นปกติของทารกแรกเกิด สีจะเปลี่ยนไปเมื่อลูกน้อยกินนมแม่ ซึ่งจะยังช่วยลดอาการตัวเหลืองด้วย
  2. อึสึเขียวปนเหลือง เป็นสีปกติของลูกน้อยเมื่อขี้เทาของลูกเริ่มหมด แต่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง
  3. อึสีเหลืองคล้ายฟักทอง จะมีลักษณะเหลวเนียนนุ่ม ซึ่งบ่งบอกถึงการดื่มนมแม่ที่เพียงพอ ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี และขับถ่าย 3-4 ครั้งต่อวัน แต่ถ้าหากลูกได้ดื่มนมผสมหรือนมวัวจะมีอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนปนออกมาด้วย
  4. อึสีเขียว อาจเกิดจากช่วงที่คุณแม่รับประทานผักมากเกินไป หรือ การที่ลูกน้อยได้กินนมผสมเข้าไปด้วย
  5. อึสีเหลืองปนเขียว สามารถบอกได้ถึงการที่ลูกน้อยของคุณมีอาการท้องอืด จากการกินนมในท่าที่ไม่เหมาะสมหรือกินนมผสมเข้าไป จึงทำให้อึมีสีนี้ได้
  6. อึสีเหลืองอมส้ม เกิดจากการที่ลูกกินนมบ่อยแต่ไม่อิ่ม เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรสังเกตลูกน้อยของคุณให้ดี
  7. อึสีดำ เป็นอาการท้องผูกของลูกน้อย คุณแม่จึงต้องหมั่นดูอาการ และให้ลูกน้อยกินนมแม่หรือน้ำมาก ๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้
  8. อึมีสีแดงปน เกิดจากแผลฉีกขาดบริเวณทวารหนัก หรืออาจเกิดจากลำไส้ ซึ่งลักษณะนี้ให้คุณแม่สังเกตดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  9. อึสีขาวซีด เกิดจากการทำงานผิดปกติของท่อน้ำดี ให้คุณแม่รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วน

ดังนั้นสุขภาพของลูกน้อยจะดีได้ คุณแม่ต้องหมั่นเอาใจใส่และคอยสังเกตสิ่งรอบตัวของลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอุจจาระก็มีส่วนช่วยในการบ่งชี้ว่าลูกน้อยของคุณมีโรคหรือไม่ รวมไปถึงการสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยในทุก ๆ ด้าน จึงเหมือนการดูแลสุขภาพลูกน้อย ซึ่งการที่คุณแม่มีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจสามารถช่วยชีวิตลูกน้อยได้ ผ่อนจากหนักเป็นเบาเมื่อยามมีวิกฤติ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคุณแม่เอง หรือกับคนใกล้ตัว

 

บุหรี่ควันร้ายจากพ่อแม่ ต้นเหตุวายร้ายทำลายชีวิตลูก


หลายครอบครัวคงทราบกันดีว่า อันตรายและโทษจากการสูบบุหรี่มีอะไรบ้าง แต่หลายคนนักก็ไม่สามารถเลิกขาดจากมันได้ ยิ่งครอบครัวไหนมีลูกหลานที่ยังเล็ก ทราบหรือไม่ว่า บุหรี่คือวายร้ายที่ทำลายเด็ก ๆ อย่างคาดไม่ถึง

บุหรี่ที่เกิดจากการสูบ ดม เข้าไป ล้วนเป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดโรค และอันตรายเป็นอย่างมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก แม้จะเป็นแค่ควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจายก็ส่งผลต่อชีวิตได้ เพราะแม้คนในครอบครัวจะไม่ได้สูบเอง แต่ควันบุหรี่มือสองนั้นเกิดจากการที่คนใกล้เคียง หรือสภาพแวดล้อมรอบข้าง ๆ ที่มีการคลุกคลีอยู่ตลอดเวลา ทำให้กลิ่นและควันนั้นสามารถติดเข้ามาในรถ ในบ้าน หรือตามเสื้อผ้าของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง และเมื่อท่านกลับบ้านมาก็จะนำสิ่งเหล่านั้นมาสู่คนในครอบครัวได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า จึงเสี่ยงที่จะได้รับโลหะหนัก สารกัมมันตรังสี และสารก่อมะเร็ง ที่จะเข้าไปสะสมที่ละเล็กละน้อย และอาจส่งผลให้เด็กเป็นภูมิแพ้ได้

มาทำความรู้จักของสารพิษในบุหรี่ที่มาทำลายชีวิตกัน

  1. นิโคติน เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดและทำให้เกิดโรคหัวใจ
  2. ทาร์ คือสารมะเร็งหลายชนิดที่รวมกัน
  3. คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นสารไอเสียตัวเดียวกับที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียของรถยนต์ และเป็นตัวการขัดขวางการทำงานของเม็ดเลือดแดง
  4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลง ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบ
  5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลม ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง
  6. แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ
  7. ไซยาไนด์ เป็นสารพิษที่ใช้เป็นยาเบื่อหนู
  8. สารกัมมันตภาพรังสีโพโลเนียม – 210 เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง
  9. ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ เป็นสารที่ใช้ในการดองศพ

ดังนั้นเมื่อหลายท่านที่มีเด็กเล็กในครอบครัว แต่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ก็ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะส่งผลร้ายต่อเด็ก คือ ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านที่มีเด็กอยู่ ไม่สูบบุหรี่ภายในรถ เพราะนอกจากกลิ่นบุหรี่จะติดเสื้อผ้าแล้ว ยังมีกลิ่นติดในรถที่มีพื้นที่ไม่ถ่ายเทอีกด้วย ส่วนพื้นที่นอกบ้าน ก็ให้หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในพื้นที่สาธารณะที่มีการสูบบุหรี่จัด หรือพาเด็กออกมาจากบริเวณนั้นทันที ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับสารพิษหรือควันจากบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยินอีกด้วย นอกจากนี้อาจทำให้เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด และสำหรับในระยะยาวจะทำให้พัฒนาการของปอดช้าลงกว่าปกติ หากรู้อย่างนี้แล้ว การลด ละ เลิก บุหรี่ในวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับคุณและคนในครอบครัว

 

อันตรายใกล้ตัว เมื่อลูกสำลักอาหาร ช่วยวิธีผิด ลูกถึงตาย !!

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการสำลักอาหาร หรืออาหารติดคอ บางรายอาจพิการเพราะมีอาหารเข้าไปขวางหลอดลม ทำให้ขาดอากาศหายใจ บางรายถึงขั้นเสียชีวิตก็มี เหตุการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านรู้สึกเป็นห่วง เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้น อาจทำให้ตกใจและไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น อาจคร่าชีวิตลูกน้อยของคุณไปตลอดกาล ดังนั้นการที่เรารู้จักกระบวนการช่วยชีวิตเบื้องต้นที่ถูกวิธีนั้น จึงเป็นพื้นฐานที่ทุกครอบครัวที่มีลูกน้อย ต้องเอาใจใส่และหมั่นฝึกฝนให้เป็น

โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป เป็นช่วงวัยที่ลูกน้อยสามารถเริ่มกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนมแม่ และเป็นช่วงที่หัดอม บดเคี๊ยว และกลืน โดยใช้เหงือกซึ่งลูกน้อยบางคนอาจมีอาการสำลักอาหาร เนื่องจากเป็นช่วงที่กำลังมีพัฒนาการไปอีกขั้น และยังไม่เข้าใจกระบวนการบดเคี๊ยวอาหารสักเท่าไรนัก ฉะนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ จึงจำเป็นมาก

กรณีช่วยชีวิตลูกน้อยเมื่อมีอาหารติดคอหรือสำลักอาหาร

ให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตดูลูกน้อยของคุณว่ายังรู้สึกตัว และหายใจได้เองหรือไม่ หากยังทำได้อยู่ ให้ลูกพยายามไอเอาสิ่งของที่ติดคอนั้นออกมาเองให้ได้ก่อน โดยห้ามล้วงมือลงไปในคอ เพราะอาจเป็นการดันให้สิ่งของเข้าไปลึกและขวางหลอดลมได้ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่ถ้าสังเกตดูแล้วว่าลูกเริ่มมีอาการชักเกร็ง ไม่สามารถหายใจได้เอง ตาเหลือก ให้คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติตามวิธีดังนี้

  • สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 1 ขวบปี ให้จัดท่าและจับเด็กนอนคว่ำและให้ศรีษะลงต่ำเล็กน้อย จัดลำตัวและขาให้สูงกว่าจากนั้นให้ใช้สันมือตบลงไปที่กลางสะบักหลังแรง ๆ 5 ครั้ง แล้วจึงจับเด็กนอนหงาย ใช่สองนิ้วมือกดนวดหัวใจตรงบริเวณระหว่างราวนมแรง ๆ 5 ครั้ง ทำสลับไปมาจนกว่าเด็กจะส่งเสียงร้องหรือมีสิ่งของหลุดออกจากลำคอและสามารถหายใจได้เอง
  • สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบปีขึ้นไป ให้เข้าไปที่ด้านหลังเด็กแล้วโอบแขนมาใต้ราวนม ใช้มือข้างนึงกำกำปั้นไว้เหนือสะดือแต่ใต้ลิ้นปี่ ส่วนมืออีกข้างจับกำปั้นอีกข้างให้แน่น จากนั้นให้ออกแรงกดเข้าไปที่ท้องแล้วกระตุกขึ้นแรงๆ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าสิ่งของจะหลุดหรือมีเสียงของเด็กเล็ดลอดออกมา ในกรณีที่เด็กมีอาการหมดสติให้รีบทำการช่วยเหลือโดย CPR ระหว่างการนำส่งโรงพยาบาลทันที

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามทำเลยคือการจับลูกห้อยหัวลงและกระแทก ๆ เพราะเป็นวิธีการปฐมพยาบาลที่ผิด และจะยิ่งทำให้ลูกมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

ความเจ็บปวดที่แสนงดงาม คลอดธรรมชาติ และการผ่าคลอด ความต่างที่ต้องเลือก

คุณแม่หลายท่านมักวิตกกังวลเกี่ยวกับการคลอดลูก ระหว่างการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอด แบบไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุด เจ็บตัวน้อยที่สุด และการรักษาตัวหายไวที่สุด คงมีคุณแม่ไม่น้อยที่หาข้อมูลจากช่องทางต่าง ๆ ทั้งถามผู้ใกล้ชิด พยาบาล คุณหมอ หรือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่คุณแม่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าตัวเลือกไหนเป็นคำตอบที่คุณแม่จะสามารถเชื่อมั่นได้ และสามารถวางแผนก่อนที่กำหนดการคลอดลูกน้อยจะมาถึง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำตัวช่วยในการคลอดสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังวิตกกังวลอยู่

อย่างที่คุณแม่ทราบกันดี การคลอดลูกนั้น มีสองวิธีหลัก ๆ นั่นก็คือ การผ่าคลอด และ การคลอดแบบธรรมชาติ แล้วมันต่างกันแบบไหนกัน

การผ่าคลอด  กระบวนของการผ่าตัดนั้นเริ่มแรกจะมีวิธีการวางยาอยู่สองวิธี คือการให้ยาสลบหรือจะเป็นการบล็อกหลัง ซึ่งคุณแม่สามารถคุยและตกลงกับคุณหมอได้ว่าจะเลือกแบบไหน การวางยาสลบนั้นจะมีข้อดีตรงที่คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างไรและไม่รู้สึกตัวตลอดที่ทำการผ่าตัด ส่วนการบล็อกหลังคุณแม่อาจจะมีอาการเจ็บตอนคุณหมอฉีดยาเข้าไปในกระดูกสันหลัง แต่ข้อดีของการบล็อกหลังนั้นในระหว่างที่ทำการผ่าตัด เราจะรับรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเห็นลูกน้อยขณะที่เขาลืมตาดูโลกได้แบบเรียลไทม์ แต่ข้อเสียของการผ่าคลอดนั้นอาจเป็นที่น่ากังวล เพราะระหว่างนั้นอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น การเสียเลือดมาก ภาวะความดันต่ำจากการบล็อกหลัง แผลติดเชื้อ หรือผังพืดที่เกิดจากการผ่าตัดซึ่งส่งผลในอนาคตสำหรับการผ่าตัดครั้งต่อไป และที่สำคัญการผ่าคลอดนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงมากกว่าการคลอดธรรมชาติหลายเท่านัก แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องการกำหนดวันคลอดของลูก หรือดูฤกษ์การคลอดลูกน้อยเป็นอันดับแรก การผ่าคลอดจึงถือว่าตอบโจทย์ที่สุด

การคลอดธรรมชาติ กระบวนการผ่าตัดคุณหมอจะทำการตัดฝีเย็บของขนาดช่องคลอดให้มีขนาดกว้างขึ้น หลังจากคลอดเสร็จก็จะเย็บเก็บแผลเข้าตามเดิม แต่ในช่วงระหว่างการผ่าตัดจะมีความเจ็บปวดมาก ซึ่งเกิดจากการที่มดลูกบีบรัดตัวแต่หลังจากคลอดเสร็จก็จะหายเจ็บทันที เหลือแต่การรักษาตัวที่เกิดจากฝีเย็บภายในไม่กี่วัน และอาการอ่อนเพลียจากการเบ่งคลอด การเสียเลือด เสียน้ำเท่านั้น แต่การคลอดธรรมชาตินั้นอาจเกิดฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น นั่นก็คือ การที่ปากมดลูกของคุณแม่ไม่เปิด รกเกาะต่ำ เด็กไม่กลับหัว หรืออุ้งเชิงกรานของคุณแม่เล็กนั่นเอง แต่ข้อดีของการคลอดธรรมชาติคือ แผลฝีเย็บจะหายไวกว่าแผลผ่าคลอดและค่ารักษาพยาบาลยังถูกกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการวางแผนการตั้งครรภ์ รวมถึงการคลอดบุตร คุณแม่ต้องดูปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายของคุณแม่ด้วย เพราะเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงต้องมีสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์เสมอ

 

กระตุ้นพัฒนาการสมอง ของทารกในครรภ์ด้วยเพลงโมสาร์ท


ในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ รู้หรือไม่ว่า สมองของทารกน้อยเริ่มมีการพัฒนา และทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การที่คุณแม่เปิดเพลงให้ลูกน้อยฟังระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยทำให้ระบบประสาทของทารกมีกระบวนการคิดแบบมีเหตุมีผล โดยเฉพาะเพลงโมสาร์ทหรือบทเพลงที่มีท่วงทำนองที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ทารกมีการจัดลำดับความคิดแบบมีลำดับขั้น และยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบนิ่งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสมาธิในการจดจำได้ดี

เพลงโมสาร์ท ถือเป็นบทเพลงอมตะที่ทั่วทุกประเทศ และทุกวัฒนธรรมยอมรับ เป็นเพลงที่มีทำนอง ช้า สลับ เร็ว และมีการสื่อสารทางอารมณ์ และสติปัญญาค่อนข้างเข้มข้น และละเอียดอ่อน ซึ่งบทเพลงแต่ละบทก็มีความแตกต่างกันไปมีทั้ง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ปลดปล่อย เติมพลัง และยังเป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่เปิดให้ทารกน้องฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์จึงช่วยให้ทารกสามารถรับรู้ได้

แล้วเพลงโมสาร์ทกระตุ้นพัฒนาการของทารกใน ครรภ์ได้อย่างไร ทำให้ลูกฉลาดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ความฉลาดของลูกน้อยไม่ได้เกิดจากการฟังเพลงโมสาร์ทเพียงอย่างเดียว แต่การฟังเพลงเป็นเพียงการกระตุ้นให้ลูกได้มีการรับรู้เมื่อ และได้ยินเสียง เมื่อลูกน้อยเกิดมาก็จะมีพัฒนาการที่พร้อมในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นพัฒนาการของทารกน้อยได้ นั่นก็คือ การพูดคุย การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม กิจกรรมเสริมการเรียนรู้เมื่อลูกน้อยเกิดมา และที่สำคัญการเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นอันดับแรกที่จะต้องคำนึงถึง

ทำนองเพลงที่เหมาะกับช่วงวัยของทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบปี

  • ช่วงอายุ 1-3 เดือน คุณแม่ควรเลือกเปิดเพลงที่มีทำนองที่อ่อนโยน ผ่อนคลาย ฟังสบาย ๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณรู้สึกอบอุ่นใจขึ้น
  • ช่วงอายุ 4-6 เดือน ในช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถรับรู้ได้มากขึ้น ทำนองเพลงที่เหมาะสม จะเป็นเพลงประเภทที่มีเสียงทุ้มนุ่มนวล
  • ช่วงอายุ 7-9 เดือน สำหรับช่วงนี้ลูกน้อยของคุณจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่เพิ่มขึ้น คุณแม่สามารถเลือกเพลงที่มีจังหวะตั้งแต่ช้า ไปจนถึงจังหวะที่เริ่มเร็วขึ้น ซึ่งสามารถดูได้จากการโต้ตอบของลูกน้อยนั่นเอง
  • ช่วงอายุ 10-12 เดือน คุณแม่สามารถร้องเพลงที่มีทำนองที่คล้องจอง เนื้อหาที่สั้น เข้าใจง่าย ให้ลูกฟังได้ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อสามารถช่วยคุณแม่เลี้ยงดูลูกน้อยแทนได้อีกด้วย

การฟังเพลงโมสาร์ทไม่เพียงแต่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี แต่ยังช่วยให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ยังรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรการกระตุ้นพัฒนาการยังสามารถทำได้หลายวิธี การพูดคุยระหว่างคุณแม่และลูกน้อยก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และยังทำให้ลูกน้อยรู้สึกคุ้นชินกับเสียงของคุณแม่ และยังรู้สึกอบอุ่นได้อีกด้วย

 

ระหว่างท้อง ทำไมคุณหมอต้องระวังเรื่องเบาหวานของคุณแม่เป็นพิเศษ

คุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะทราบดีว่า ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ จะต้องมีการตรวจโรคต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งความดัน เบาหวาน เอดส์ (HIV) หรือ โรคแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เป็นเพราะในช่วงระหว่างนี้ คุณแม่จะมีร่างกายที่อ่อนแอ และมีฮอร์โมนที่สูงมากกว่าปกติของคนทั่วไป ที่ส่งผลให้ทางร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเส้นผมที่แห้ง ดวงตาไม่สดใส ริมฝีปากแตกเป็นขุย เท้าบวม คุณแม่บางท่านอาจมีโรคเครียดตามมาด้วย แต่ทำไม ? คุณหมอถึงต้องระวังเบาหวานเป็นพิเศษด้วย

เบาหวาน โดยที่ทราบกันทั่วไป คือ เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่นกัน คือ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย การทานอาหาร หรือ บุคคลที่มีไขมันในเลือดที่ค่อนข้างสูง

แล้ว “ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร”

เนื่องจากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่นั้น รกจะสร้างฮอร์โมนบางชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยได้ โดนวิธีการตรวจหาโรคนั้น คุณหมอจะให้คุณแม่ดื่มน้ำตาลกลูโคสเข้าไป 50 กรัม หลังจากนั้น 1 ชม.จะเจาะเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าหากพบว่าระดับน้ำตาลเท่ากับหรือมากกว่า 140 มก./ดล. อาจบอกได้ว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งจะส่งผลต่อครรภ์และเด็กทารก และจะทำให้ คุณแม่มีโอกาสครรภ์เป็นพิษ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ แผลหายช้า เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญคุณแม่อาจมีอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูง ส่วนทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการตั้งแต่กำเนิด น้ำหนักและตัวใหญ่กว่าปกติ หรืออาจเสียชีวิตได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ตอนคลอด และภายหลังการคลอดใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็จะส่งผลเสียในระยะยาวแก่ทารกด้วย ซึ่งอาจทำให้ทารกมีพัฒนาการช้า และยังเกิดโรคแทรกแซงตามมา เช่น ภาวะหัวใจโต ภาวะตัวเหลือง ภาวะเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เป็นต้น

วิธีป้องกันหากคุณแม่ไม่อยากเป็นเบาหวาน

  1. ใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ข้าวเหนียว น้ำผลไม้ และหันมารับประทานผัก และผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีการต้ม นึ่ง หรือผัด ซึ่งอาจแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อได้ และที่สำคัญคุณแม่อย่าละเลยอาหารหลักมื้อเช้าเป็นอันขาด
  2. การออกกำลังกาย แม้ว่าในช่วงนี้การออกกำลังกายจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่ แต่การบริการร่างกายที่สม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  3. การพบแพทย์ตามนัด มีส่วนสำคัญอย่างมากในช่วงระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะนอกจากคุณหมอจะช่วยแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณแม่แล้ว ยังสามารถช่วยคุณแม่ป้องกันละลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน เพื่อที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงต่อไป

                แม้ในขณะที่ตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องพบเจออุปสรรคมากมาย แต่การดูแลตัวเองและลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้นการห่างไกลโรค ไม่ว่าจะเบาหวานหรือโรคอื่น ๆ จึงล้วนส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ทั้งสิ้น

 

เนอสเซอรี่แบบไหนที่คุณแม่จะวางใจฝากลูกรักไว้ได้


เมื่อกำหนดการของการลาคลอดครบแล้ว คุณแม่ส่วนใหญ่มักกังวลกับปัญหาการเลี้ยงดูลูก ที่จะต้องหาคนที่ไว้วางใจได้มาดูแลลูกรักแทน แต่กระนั้นหากคนในครอบครัวของท่านไม่สามารถที่จะมาเลี้ยงดูบุตรแทนได้ ตัวเลือกถัดมาคงหนีไม้พ้น “เนอสเซอรี่ หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก” แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เนอสเซอรี่จะมีความไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน และความปลอดภัยจะได้มาตรฐานหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่คุณแม่หลาย ๆ ท่านคิดไม่ตก อยู่นั่นเอง

การเลือกเนอสเซอรี่ จึงถือว่าเป็นโจทย์ยากและท้าทายสำหรับคุณแม่ ที่จะลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย ที่จะสามารถฝากลูกรักจากมือคุณไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกนั้น คือ แก้วตาดวงใจ ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาในการเลือกเนอสเซอรรี่ที่ดี จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

6 สิ่งสำคัญในการเลือกเนอสเซอรี่

  1. ใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อหรือคุณแม่

การเลือกเนอเซอรี่ที่ใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่แล้ว นอกจากจะได้ใกล้ชิดลูกรัก ยังเป็นการช่วยประหยัดเวลาในการรับส่ง และสะดวกต่อการเดินทางอีกด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ท่านจะต้องคำนึงถึง ก็ให้นึกถึงความสะดวกสบายเป็นอันดับแรกก่อน

  1. ใบอนุญาตของสถานรับเลี้ยง

ใบอนุญาตในการประกอบการสถานรับเลี้ยง ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงที่รับเด็กอายุไม่เกิด 6 ปีบริบูรณ์ คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

  1. ความปลอดภัยในระดับที่ได้มาตรฐาน

มาตรฐานความปลอดภัยของสถานรับเลี้ยง คุณพ่อคุณแม่จะสามารถตรวจสอบได้จากอะไร กล่าวคือ ให้สังเกตดูว่ามีการรับ-ส่ง เด็กอย่างรัดกุมหรือไม่ มีกล้องวงจรภายในและภายนอกอาคารหรือไม่ และสอบถามมาตรการของทางสถานรับเลี้ยงว่า การจัดการความปลอดภัยอย่างไร

  1. ความสะอาดและสุขอนามัย

สุขอนามัยด้านความสะอาดก็จำเป็นต่อลูกน้อยเช่นกัน  เพราะนอกจากสถานรับเลี้ยงจะเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับลูกแล้ว  สิ่งที่ตามมาสำหรับจำนวนเด็กที่มาก ก็จะมีโรคภัยในเด็กตามมาด้วย ซึ่งเด็กนั้นสามารถติดโรคได้ง่าย อีกทั้งของเล่นก็ควรจะสะอาดเช่นเดียวกัน อย่างน้อยทางสถานรับเลี้ยงก็ต้องมีการทำความสะอาดของเล่นทุกวัน หรือทุกสัปดาห์

  1. ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนวณถึงค่าใช้จ่ายในการฝากลูกไว้กับทางสถานรับเลี้ยง ว่าเหมาะสมหรือไม่ กับมาตรการ หรือหลักสูตรที่ต้องเสียไป รวมถึงรายได้ในครัวเรือนของคุณด้วย

  1. จำนวนพี่เลี้ยง

จำนวนพี่เลี้ยงนั้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะพี่เลี้ยงต้องมีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงเด็ก ๆ หรือต้องมีปริมาณที่เหมาะสมที่จะสามารถควบคุมเด็กที่มีจำนวนมากในสถานรับเลี้ยง เพราะถ้าหากพี่เลี้ยงเด็กที่มีจำนวนน้อย อาจทำให้การดูแลเด็กไม่ทั่วถึงนั่นเอง

ทั้งนี้การเลี้ยงลูกเอง ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ดี แต่หากการเลือกเนอสเซอรี่ยังคงจำเป็นต่อคุณพ่อและคุณแม่ ด้วยภาระต่าง ๆ การคำนึงถึงตัวเลือกที่ได้กล่าวไปข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไว้ เพื่อที่การเลี้ยงลูกน้อยของคุณจะได้ไม่มีปัญหาอีกต่อไป

 

 “คาร์ซีท” อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย อุ่นใจทุกการเดินทาง


อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้  เพราะฉะนั้นการใช้คาร์ซีทหรือเบาะนิรภัย จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะตระหนักถึง นอกจากจะเพื่อความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลูกน้อยของท่านได้อีกด้วย แต่จะเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสม และได้มาตรฐานผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย ซึ่งสังเกตง่าย ๆ ก็คือ คาร์ซีทจะต็องมีป้ายเครื่องหมาย E นั่นหมายความว่าได้ผ่านมาจรฐานของสหประชาชาติ, ECE Regulation 04 หรือ R 44.03 ดังนั้นเราจึงได้นำความรู้เบื้องต้น มาเป็นตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีทอยู่

ลักษณะของคาร์ซีทในแบบต่าง ๆ

  1. คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าไปด้านหลังรถ หรือ Rearward-facing baby seat

คาร์ซีทลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 15 เดือน เนื่องจากเด็กช่วงวัยนี้ยังมีกระดูกต้นคอและกระดูกสันหลังที่อ่อน จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกคาร์ซีทที่หันหน้าไปทางด้านหลังรถ เผื่อในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุจะได้ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการกระชากหรือการเบรคที่รุนแรงซึ่งมีอันตรายต่อตัวทารกได้

  1. คาร์ซีทแบบผสมนั่งหันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ หรือ Combination seat

คาร์ซีทลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบปี ซึ่งคาร์ซีทแบบนี้ถือว่าคุ้มมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะ   สามารถใช้ได้ในระยะยาว และปรับได้ทั้งสองระดับ แต่ราคาอาจค่อนข้างสูงเล็กน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกซื้อก็ขึ้นอยู่              กับปัจจัยด้านอื่นด้วย ทั้งการคำนวณน้ำหนักและความสูงของตัวลูกน้อย ก็มีส่วนสำคัญในการเลือกซื้อ

  1. คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าไปด้านหน้ารถ Forward-facing child seat

คาร์ซีทลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 9 เดือน -11 ขวบปี ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่อาจพบเห็นไม่บ่อยนักในประเทศไทย ตัวคาร์ซีทจะมาพร้อมชุดสายรัดและเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะที่นั่งเด็ก โดยเฉลี่ยจะกับเด็กที่มีน้ำหนัก 10-25 กิโลกรัม

  1. คาร์ซีทแบบมีพนักพิงด้านหลัง หรือ High-backed Booster

คาร์ซีทลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4-12 ขวบปี  เนื่องจากเด็กที่เริ่มโตขึ้น คาร์ซีทที่มีพนักพิงจะช่วยให้เด็กรู้สึกนั่งสบาย และเป็นช่วงวัยสุดท้ายก่อนที่เด็ก ๆ จะเปลี่ยนไปนั่งแบบใช้เข็มขัดนิรภัยบนรถยนต์แทน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับลูกน้อย ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึง ทั้งเรื่องของน้ำหนักตัว ความเหมาะสมกับตัวรถยนต์ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่กระทบต่อคุณพ่อคุณแม่มากเท่าไรนักนั่นเอง และที่สำคัญ ต้องมีการเรียนรู้การติดตั้งให้ถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยอย่างสูงสุดของลูกน้อยของท่านนั่นเอง