คุณแม่หลังคลอด หุ่นดีเพราะ “เลือกทาน”

หลังคลอดลูก ไม่ว่าจะคลอดเองแบบธรรมชาติ หรือผ่าคลอดโดยวิธีทางการแพทย์ สิ่งที่หลงเหลือคือหน้าท้องย้อย ๆของคุณแม่นั่นเอง ก่อนที่จะมีลูกหุ่นดีจนผู้ชายเหลียวมองกันเป็นแถบ แต่หลังคลอดสภาพหุ่นตัวเองดูไม่ได้เลย เรื่องการเลือกรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะลดน้ำหนัก หรือคุณแม่ที่อยากจะลดน้ำหนักให้กลับมาเท่าเดิมหรือมากกว่าไม่เกิน 5 กิโลกรัมจากน้ำหนักก่อนท้อง ตามที่คุณหมอสั่ง เราจะหุ่นดีได้ก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ดีในปริมาณที่พอเหมาะ การทานในแต่ละมื้อควรทานให้อิ่ม เพราะถ้าทานจุกจิกจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ควรทานอาหารจำพวกแป้งและข้าวเท่าไหร่ดีนะ?

ควรทานข้าวมื้อละไม่เกิน 2 ทัพพี อาหารจำพวกแป้งหรือข้าวควรทานให้พอดี เน้นเป็นแป้งไม่ขัดสี หากทานมากเกินไปไม่ดีนัก เพราะอาหารประเภทนี้จะกลายเป็นน้ำตาล

แล้วอาหารจำพวกโปรตีนล่ะ ควรทานเท่าไหร่ดี?

โปรตีนคืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ สิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราต้องระวังคือ ไขมันสัตว์ หากทานมากเกินไปไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรูปร่าง ที่สำคัญหากจะปรุงให้สุก หากจำเป็นต้องทำโดยวิธีการทอด ควรใช้กระทะเทฟล่อน ใช้น้ำมันสเปรย์ฉีดเล็กน้อยให้ทั่วกระทะ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่แนะนำคือ อกไก่ลอกหนัง ถึงอกไก่จะแห้งแต่มันมีประโยชน์มาก จำนวนกิโลแคลอรี่ก็น้อยมาก คนที่ชอบออกกำลังกายมักชอบทานอกไก่เป็นโปรตีนหลัก

ทานผักชนิดไหนดีที่สุดในการเร่งลดหุ่น?

ผักทุกชนิดมีดีต่อสุขภาพ แต่ที่ดีสำหรับคนที่กำลังลดหุ่นต้องฟักทองต้มหรือนึ่งเท่านั้น เนื่องจากฟักทองเป็นผักที่มีจำนวนกิโลแคลอรี่ต่ำมาก หากเทียบกับกะเพราไก่ไข่ดาว 1 จาน เราสามารถทานฟังทองหนัก 3 กิโลกรัมได้เลยล่ะ

ส่วนผลไม้เราควรเลือกทานแบบไหนดี?

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำมาก ไว้ทานหลังอาหารหรือไว้ทานเล่นก็ได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นควรเลือกผลไม้ที่มีความหวานน้อย หรือผลไม้รสเปรี้ยว

ทุกคนอาจจะงงว่าทำไมต้องกินอาหารที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำ คำตอบคือผู้หญิงเราควรได้รับพลังงานประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ตัวอย่างเช่น เราทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ400 กิโลแคลอรี่ =1,200 กิโลแคลอรี่ คือ 3 มื้อที่ผ่านมา เราทานจนอิ่มท้องไม่ทานจุกจิก เมื่อเราได้ทานอาหารที่มีกิโลแคลอรี่น้อย ๆ เราสามารถทานของทานเล่นได้อีก 500 กิโลแคลอรี่ การรับประทานแบบนี้ก็เพื่อเป็นการทำให้เราไม่เบื่อในการลดน้ำหนักมากเกินไป

ถ้าอยากลดหุ่นห้ามลดมื้ออาหารเด็ดขาด เพราะตามธรรมชาติ เมื่อคนเราอดอาหารร่างกายจะกักเก็บสารอาหารเหล่านั้นเอาไว้ใช้เมื่อฉุกเฉิน ร่างกายจะเก็บของที่ควรไปใช้เผาผลาญในร่างกายเอาไว้ เหมือนเราเก็บของที่ค้างคืนเอาไว้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร การลดน้ำหนักก็เช่นเดียวกัน ให้คิดว่าการทานคือการเปลี่ยนสารอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอ การลดความอ้วนควรทานให้ครบ 5 หมู่เหมือนเดิมแต่ฉลาดเลือกและทานในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะคะเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในอนาคต

 

รู้เท่าทัน “เชื้อไวรัส RSV” ภัยเงียบที่มาในช่วงหน้าฝน


เด็กอายุ 0 – 3 ปี ภูมิต้านทานของเด็กนั้นจะน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก ทำให้เด็ก ๆ มักติดเชื้อไวรัสได้ง่าย บางรายรักษาไม่นานก็หาย แต่บางรายไม่โชคดีนักทำให้มีอันตรายต่อชีวิต ภัยเงียบในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ก็คือเชื้อไวรัส RSV

เชื้อไวรัส RSVคืออะไร?

ไวรัส RSV (ชื่อเต็ม : Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นในเด็กอายุ 0-3ปี เชื้อไวรัสนี้สามารถติดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเด็ก ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นัก แต่หากเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะทำให้ติดเชื้อสู่ปอด ทำให้ปอดบวมและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรงแต่อย่างใด หากติดเชื้อไวรัส RSV คุณหมอจะดูอาการและจ่ายยาตามอาการเท่านั้น

อาการเบื้องต้นของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส RSV

เด็กเล็กที่มีอายุ 0-3 ปีที่มีอาการไข้หวัด มีไข้สูง หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจครืดคราด หอบ ไอแรง มีเสมหะในลำคอ ทานอาหารได้น้อยลง ปากซีด มีอาการซึม หากคุณแม่วัดไข้แล้วอุณหภูมิสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ใจ เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้หากติดเชื้อที่ปอดแล้วจะทำปอดบวม ทำให้มีความเสี่ยงถึงชีวิตเด็ก ๆ

หากเด็ก ๆ แถวบ้านเป็นเชื้อไวรัสชนิดนี้ คุณแม่ควรให้ลูกหยุดสัมผัสผู้ที่มีเชื้อ เพราะเชื้อชนิดนี้ติดต่อกันทางน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ การไอ การจาม การสัมผัส ระยะการฟักตัวของเชื้อชนิดนี้อยู่ที่ 3-5 วัน การรักษาคนไข้จะฟื้นตัวภายใน 14 วัน  เชื้อไวรัสนี้จะค่อย ๆ แสดงอาการออกทีละนิด เริ่มจากระยะแรกจะเป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ไอ จาม จากนั้นจะไอรุนแรง อ้วก หอบ หายใจครืดคราด ไข้สูงมาก และสุดท้ายก็จะมีอาการร้ายแรงมากขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อร่างกายอ่อนแอมาก ๆ เชื้อไวรัสนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก

ผู้ใหญ่เองก็สามารถแพร่เชื้อให้เด็กได้ ถ้าผู้ใหญ่ไปสัมผัสกับเด็ก ๆ ที่มีเชื้อไวรัส RSV และไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายแล้วไปสัมผัสกับเด็กที่ไม่มีเชื้อ ก็จะทำให้เด็กที่ไม่มีเชื้อติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ฉะนั้นผู้ใหญ่เองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กอยู่ใกล้กับผู้มีเชื้อไวรัสชนิดนี้ และผู้ใหญ่ควรรักษาความสะอาดก่อนสัมผัสตัวเด็ก เพราะเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่านำเชื้อโรคไปสู่เด็ก และระมัดระวังหากลูกหลานของเรามีเชื้อไวรัสชนิดนี้ อย่าให้ไปแพร่เชื้อกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อกันได้ง่ายมาก ฉะนั้นผู้ใหญ่อย่างเราควรเป็นอีกทางช่วยหนึ่งที่จะช่วยเด็ก ๆ ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้น้อยลง

 

สอนให้ลูกเล่นกลางแจ้ง เสริมสร้างพัฒนาการและภูมิคุ้มกันทางร่างกาย (อายุ3-12ปี)


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เด็ก ๆ สามารถสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ได้มองเห็นโลกภายนอกมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีที่รวดเร็วแบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่สื่อบางอย่างเป็นสื่อที่นำพาให้ไปในทางที่ไม่ดี ฉะนั้นเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้งบ่อย ๆ ถือว่าทำกิจกรรมกับคนในครอบครัวไปในตัว อย่าให้ลูกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม เด็กบางรายถึงขั้นตาบอดไปตลอดชีวิต นั่นคือผลกระทบต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสารมากเกินจำเป็น การเล่นกลางแจ้งจึงเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและมีภูมิต้านทาน

ข้อดีของการให้ลูกเล่นกลางแจ้ง

  1. พัฒนาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
  2. ช่วยให้เด็กสามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้
  3. ช่วยให้เด็กได้มีทักษะการเข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ช่วยทำให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  5. การเล่นกลางแจ้งอาจจะทำให้เนื้อตัวเลอะโคลนไปบ้าง แต่การให้ลูกได้สัมผัสดิน เหมือนลูกได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่
  6. การเล่นกีฬาบางอย่างอาจชนะหรือแพ้ ลูกจะรู้จักให้อภัยและมีน้ำใจนักกีฬา
  7. การเล่นกลางแจ้งทำให้ได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน

ข้อควรระวังในการเล่นกลางแจ้ง

  1. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ หากเล่นน้ำพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรอยู่ดูแลอย่าใกล้ชิด
  2. ระวังอย่าให้ลูกตากแดดนานเกินไป เพราะเสี่ยงผิวหนังไหม้และเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง
  3. หากเล่นทรายควรสอนให้ลูกเล่นอย่างระมัดระวัง อย่าเอาทรายเข้าปาก ระวังทรายเข้าตาเพราะในทรายและดินมักมีเชื้อโรคปนอยู่

ตัวอย่างการละเล่นกลางแจ้งและพัฒนาการด้านต่างๆ

  1. การเล่นฟุตบอล – ช่วยพัฒนาด้านการทำงานเป็นทีม ได้วิ่งออกกำลังกาย
  2. การเล่นลูกแก้ว – เด็กได้แข่งขันกัน รู้จักแพ้รู้จักชนะ มีน้ำใจนักกีฬา
  3. ชักกะเย่อ – ได้ออกกำลังแขนขา และความสามัคคีในทีม
  4. หมากเก็บ – ช่วยการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ การนับเลข
  5. กระโดดยาง – ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น
  6. วาดภาพระบายสี,หรือระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น – ช่วยให้เด็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ของเด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ยุคนี้เข้าถึงง่ายมาก พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้เด็ก ๆ อยู่กับอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้นานเกินวันละ 2 ชั่วโมง เพราะการที่เด็ก ๆ อยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งนานมากเกินไป ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและความคิด เพิ่มความใส่ใจลูกสักนิด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตเขาให้ดี เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกในอนาคต

 

วิธีสังเกตสุขภาพลูกในครรภ์ ระหว่างช่วง 24 – 28 สัปดาห์

สุขภาพของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ แถมทารกก็พูดบอกเราไม่ได้ ยิ่งในช่วงใกล้คลอดคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตตนเองให้มาก หากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น เลือดออกจากช่องคลอด ปวดท้องน้อยรุนแรง เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ทำให้หิวน้ำมาก ปวดหัว ครรภ์เป็นพิษทำให้มือเท้าบวมมากผิดปกติ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ในทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันตราย

แต่หากมีอาการต่อไปนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อทารก เพราะอาการสะอึก การดิ้น เป็นการบ่งบอกสุขภาพของทารกในท้องได้

  1. ทารกสะอึก

การสังเกตว่าลูกในครรภ์สะอึกในแต่ละวัน จะไม่มีการกำหนดครั้งเพื่อนับการสะอึกในแต่ละวัน สามารถสังเกตว่าลูกสะอึกได้หรือไม่ด้วยตัวคุณแม่เอง เพราะเมื่อเวลาลูกสะอึกจะเหมือนเวลาที่เราสะอึก ท้องคุณแม่จะกระตุกหรือเกร็งเบา ๆ เพราะการสะอึกคือทารกกำลังฝึกหายใจในน้ำคร่ำ ทารกได้กลืนน้ำคร่ำเข้าปอดและไหลออกอย่างรวดเร็วทำให้กระบังลมหดตัวเร็ว และปอดกำลังพัฒนา ยิ่งสะอึกบ่อยยิ่งดี เพราะถ้าสะอึกบ่อยแสดงว่าปอดกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี

  1. การนับลูกดิ้น

การนับลูกดิ้นในแต่ละวันคุณหมอจะให้นับลูกดิ้นหลังทานอาหารแต่ละมื้อ เพราะเมื่อลูกได้รับสารอาหารลูกจะเริ่มขยับตัว โดยเมื่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้น 1 ครั้ง เท่ากับกับดิ้น 1 ครั้ง แต่ถ้าลูกดิ้นติดกัน 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาไม่ห่างกันมาก แสดงว่า ลูกดิ้น 1 ครั้ง การที่ลูกดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน เป็นสัญญาณที่ดี แต่การดิ้นของทารกอาจทำให้เกิดการพันกันของสายสะดือ อาจทำให้สายสะดือพันคอทารกและเสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติเช่น ลูกดิ้นมาก แต่ระยะห่างในการดิ้นแต่ละชั่วโมงทิ้งห่างเกินไปหรือหายไปเลย ให้คุณแม่ไปอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจดูอย่างละเอียด

  1. การลูบท้องเพื่อกระตุ้นการดิ้นของลูก

การลูบหน้าท้องเพื่อทำให้ทารกดิ้นมากขึ้นเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ทารกดิ้นมากขึ้นและเมื่อลูกได้รับการสัมผัสจากแม่ ลูกจะจำการกระทำนี้ คุณแม่สามารถพูดคุยไปพร้อม ๆ กับลูบท้องได้ หากลูกดิ้นตอบเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้แม่ได้ให้ความรักกับลูกทางหน้าท้อง

สุขภาพของทารกในช่วงใกล้คลอดจะเริ่มมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้น ท้องคุณแม่ก็เริ่มใหญ่ขึ้น ทารกจะเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมท่าในการคลอดธรรมชาติ แต่หากลูกไม่ยอมกลับหัว คุณแม่อาจจะต้องยอมผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก อย่างไรก็ตามสุขภาพของลูกในช่วงปลายการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและระมัดระวังให้มากที่สุด ทั้งการนั่ง การนอน การเดิน และอาหาร

 

น้ำนมที่ดีที่สุดสำหรับลูกมีแบบไหนบ้าง?


“มนุษย์คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม”
นี่คือคำจำกัดความหากเราพูดถึงมนุษย์ ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องมีลูก ฉะนั้นการเลี้ยงลูกให้แข็งแรงและสมบูรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการตามวัย สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งแข็งแรงคือการได้ทานนมแม่จนถึง 6 เดือน ในน้ำนมแม่ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ทำให้มีภูมิคุ้มกันจากโรคต่าง ๆ เปรียบเสมือนได้รับวัคซีนหยดแรกที่ไม่มีขายที่ไหนในโลก หากคุณแม่พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารครบ5หมู่ ยิ่งจะช่วยให้มีน้ำนมมากยิ่งขึ้น

อาหารที่จะช่วยให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น เช่น

  • การทานน้ำอุ่นหรือทานน้ำเปล่าเยอะ ๆ จะช่วยให้มีน้ำนมเยอะขึ้น เพราะในน้ำนมแม่ส่วนใหญ่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
  • การทานไขมันสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม เช่น เมนูหมูสามชั้นต้มใบชะมวงใส่พริกซอย ผัดกะเพราหมู แซลมอนนึ่งมะนาว หมูผัดพริกขิง เมนูเหล่านี้หากทานตอนให้นมลูกรับรองว่าไม่น่าเบื่อและแซ่บถูกใจคุณแม่แน่นอน
  • ทานน้ำหัวปลีต้ม ผักใบเขียว ใบกะเพรา อาหารรสเผ็ดร้อน
  • ทานน้ำผลไม้ที่ไม่หวานมาก

นอกจากนี้คุณแม่จะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด การให้นมแม่จากเต้าหรือการสต๊อกน้ำนมในช่วง1-2 เดือน ต้องปลุกลูกขึ้นมาทานนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง ไม่ควรให้ลูกนอนนานเกินไป หลักจาก  3เดือนสามารถเว้นระยะของมื้อนมให้ค่อย ๆ นานขึ้น และเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นทีละน้อยได้

“ไม่มีน้ำนม น้ำนมไหลน้อย” ทำอย่างไรดี?

สำหรับคุณแม่ที่อยากให้นมลูกแต่ท้อเหลือเกินเมื่อไม่มีน้ำนม หรือน้ำนมไหลน้อย คุณแม่ต้องพยายามเพื่อลูกให้เต็มที่ก่อน ลองทานอาหารเพิ่มน้ำนมด้วยวิธีธรรมชาติ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หากไม่มีน้ำนมจริง ๆ พยายามจนสุดทางแล้วคุณแม่สามารถใช้นมผสมเลี้ยงลูกได้ เนื่องจากนมผสมมีสารอาหารใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่เหมือนนมแม่ 100% นมแม่นั้นมีภูมิต้านทานทางธรรมชาติซึ่งไม่มีสารอาหารชนิดใดมาแทนได้ และปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนี้ได้ วิธีให้ลูกทานนมผสมคุณแม่ต้องทดลองซื้อนมยี่ห้อต่าง ๆ มาทดลองให้ลูกทาน1-2 วัน หากอุจจาระเป็นสีเหลืองมีลักษณะเหมือนครีมนั่นแสดงว่าลูกถูกกับนมยี่ห้อนั้น แต่ถ้าลูกทานนมแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง ร้องงอแง อาจจะเกิดจากนมบางชนิดเมื่อผสมแล้วมีฟองมาก ทำให้ลูกมีลมในท้องทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือหากทานนมยี่ห้อใดแล้วมีอุจจาระออกเป็นเม็ด ๆ คล้ายอึกระต่าย หรือถ่ายเหลว หรือมีสีผิดปกติ อึปนเลือด คุณแม่ควรเปลี่ยนนมและปรึกษาหมอเด็ก เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเพื่อฟังคำแนะนำจากหมอว่านมชนิดใดเหมาะกับลูกของเรา

 

 

เมื่ออายุครรภ์นานถึง 40 สัปดาห์แล้ว ทำไมไม่คลอดสักทีนะ ?

เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 38 – 40 คุณแม่หลายคนคงจะเริ่มกังวลแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไม่ได้เห็นหน้าลูกสักที ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 36- 40 สัปดาห์ โดยปกติคุณแม่จะคลอดกันแล้ว แต่เมื่อเริ่มท้องแก่มากขึ้นก็ไม่มีวี่แววว่าไม่ได้เชยชมลูกสักที วันนี้เรามีวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดไวสมใจ อีกทั้งการคลอดเลยกำหนดการตั้งครรภ์นานเกินไปส่งผลกระทบต่อแม่และลูก เสี่ยงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะ ฉะนั้นเราควรรู้วิธีกระตุ้นการคลอดในแบบต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบวิธีทำธรรมชาติและวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • วิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อช่วย

เมื่อลูกยังไม่คลอดสักทีคุณแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดโดยวิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อเป็นคนช่วยเร่งคลอด นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงท้องแก่นั้น จะทำให้การคลอดมีโอกาสสูงมากขึ้น เพราะการที่อสุจิเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดการกระตุ้นของมดลูก ทำให้มดลูกหดรัดตัว ทำให้ปวดท้องคลอดได้ไวขึ้น และเป็นการช่วยในการเปิดปากมดลูกอีกด้วย แต่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบรุนแรงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้ เมื่อเร่งคลอดและเริ่มปวดท้องถี่ ๆ ทุก 5 นาที หรือมีมูกเลือด(มีมูกใสๆปนเลือด) หรือมีน้ำเดิน(น้ำที่ไหลออกจากช่องคลอด ไม่เหม็น กลั้นไม่ได้ เหมือนปัสสาวะแตกแต่ไม่เจ็บ) ควรไปพบแพทย์ได้เลย

  • วิธีทางการแพทย์ การผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอด

หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะทำวิธีแรก ให้แนะนำวิธีการผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอดได้เลย เพราะหากทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการสำลักขี้เทาที่ปนอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เกิดปัญหาการติดเชื้อ ส่งผลให้ทารกพิการ รกอาจเสื่อมไม่สามารถนำอาหารเข้าสู่ร่างกายทารกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเสียชีวิตจากการอยู่ในครรภ์นานเกินไป อีกทั้งคุณแม่ได้รับอันตรายไปด้วย ถ้าหากเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นมา ยิ่งหากทิ้งไว้จนทารกเสียชีวิตในครรภ์นานแล้ว จะทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไม่แข็งตัว อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ หากคุณหมอตัดสินใจผ่าคลอด แล้วต้องรอฟังอาการของลูกว่าลูกออกมามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ หากมีอาจจะต้องอยู่ในห้อง NICU สักระยะ เพื่อความปลอดภัยและรอดูอาการ

การเร่งคลอดจะกระทำได้ต่อเมื่อคุณหมอแนะนำให้ทำการเร่งคลอดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและลูกน้อย คุณแม่และคุณพ่อควรปรึกษาหมอสูติก่อนทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นควรรีบพบแพทย์ทันที และที่สำคัญคุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ต้องกังวลเกินไป ลูกอาจจะยังไม่อยากออกมาข้างนอกเพราะลูกชอบที่จะอยู่ในครรภ์แม่แค่นั้นเอง

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยต้องเข้าตู้อบ ปัญหาที่พ่อแม่กังวลใจ


เมื่ออายุครรภ์ 36 – 40 สัปดาห์ ร่างกายของคุณแม่จะมีความพร้อมเพื่อคลอดลูกน้อย แต่หากการคลอดมีอาการผิดปกติบางอย่างแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันผิดปกติ ภาวะแท้งคุกคาม ครรภ์เป็นพิษ เด็กสำลักน้ำคร่ำ ตัวเหลือง หรือคุณแม่ที่มีอาการคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากการตั้งครรภ์แฝด ทั้งหมดนี้ทำให้มีผลกระทบต่อลูก ทำให้ร่างกายของลูกพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นัก จำเป็นที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดคุณหมอ เมื่อคลอดก่อนกำหนดนั่นคือความเสี่ยง

ผลกระทบของเด็กคลอดก่อนกำหนด

  • การหายใจผิดปกติ ปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นัก บางรายต้องใส่สายออกซิเจน
  • น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ (เมื่ออยู่ในตู้อบจนน้ำหนักเกิน 2,000 กรัม คุณหมอจะอนุญาตให้พากลับบ้านได้)
  • ทารกอาจติดเชื้อ
  • การควบคุมอุณหภูมิร่างกายของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์
  • ทารกยังไม่สามารถดูดนมได้ ต้องป้อนนมทางสายยาง
  • พัฒนาการการช้ากว่าเด็กปกติ แต่เมื่ออายุได้ 6 เดือน จะเริ่มตามทันเด็กในวัยเดียวกัน

ขณะที่อยู่ในตู้อบแม่ทำอะไรเพื่อลูกได้บ้าง

คุณแม่สามารถอยู่เฝ้าลูกเพื่อที่จะให้นมได้ทุกๆ 3 ชั่วโมง ด้วยการบีบน้ำนมแม่ใส่แก้วเล็ก ๆ แล้วป้อนลูกทางช่องกลม ๆของตู้อบ พยาบาลที่อยู่ในห้อง NICU จะสอนวิธีการอาบน้ำให้กับทารกแรกเกิด สอนการเช็ดสะดือลูก สอนเรื่องการทานอาหารเพิ่มน้ำนม วิธีการบีบน้ำนมที่ถูกต้อง วิธีทำให้ลูกเรอ วิธีป้อนนมจากเต้าของแม่เดี่ยวและแม่แฝด การห่อตัว การทำให้ลูกร่างกายอบอุ่น และเมื่อทารกอาการดีขึ้นพยาบาลจะอนุญาตให้คุณแม่อุ้มลูกมาให้นมจากเต้าได้ เพื่อให้ลูกหัดดูดนมจากเต้าและเพื่อให้ลูกได้รับความอบอุ่น ให้ลูกนอนแนบอกคุณแม่ แบบวิธี kangaroo จะช่วยทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากขึ้น คุณแม่สามารถร้องเพลงหรือพูดคุยกับลูกผ่านตู้อบได้ การที่ลูกได้อยู่ในตู้อบเป็นการเตรียมความพร้อมกับคุณแม่มือใหม่ไปในตัว เพราะพยาบาลจะสอนทุกขั้นตอนในการดูแลลูก

เมื่อกลับบ้านมาแล้วคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง

ของใช้ต้องอ่อนโยนและสะอาดสำหรับลูกน้อย คุณแม่จะต้องเตรียมให้พร้อมล่วงหน้า เพราะหากอาการลูกดีขึ้นคุณหมอจะอนุญาตให้พาลูกกลับบ้านได้ทันที สิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมได้แก่

  • ที่นอนของลูก หมอนใบเล็ก ผ้าห่ม เพื่อเตรียมให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากที่สุด เด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดจะยังไม่สามารถควบคุมและปรับอุณหภูมิร่างกายได้เอง ฉะนั้นคุณแม่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก
  • ห้องนอนต้องสะอาด อากาศในห้องถ่ายเท
  • คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตร่างกายของลูก ควรมีปรอทวัดไข้สักเพื่อวัดอุณหภูมิของลูก
  • อาบน้ำอุ่นและสบู่เหลวสูตรอ่อนโยนพิเศษ หากแพ้ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • ต้องปลุกลูกทานนมทุก ๆ 3ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณนมตามน้ำหนักตัวลูก
  • ห้ามให้ลูกทานอาหารอื่นใดนอกจากนมแม่หรือนมผสม เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดลำไส้จะยังทำงานได้ไม่ดีนัก ต้องระวังเรื่องอาหารให้มากที่สุด หากต้องให้นมผสมต้องล้างและอบขวดนมก่อนชงให้ลูกดื่มทุกครั้ง
  • หากสะดือลูกยังไม่หลุด ห้ามดึงเด็ดขาด
  • เมื่อสะดือหลุดแล้วให้ใช้คัตตอนบัตขนาดเล็กชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเช้า-เย็น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 1 รอบ และเช็ดด้วยคัตตอนบัตแบบแห้งซ้ำ2รอบ เมื่อแอลกอฮอล์ระเหยควรเช็ดน้ำออกให้หมด ไม่เช่นนั้นสะดือลูกอาจจะเน่าได้

เมื่อลูกเข้าตู้อบทำให้คุณแม่เครียดบ้างเล็กน้อย แต่อย่าคิดมากไป ลูกเราอยู่ใกล้มือหมอแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาให้มีตู้อบเหมือนกับลูกได้อยู่ในท้องแม่ เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกสู้ขนาดนี้แล้วคุณแม่ก็ห้ามท้อ ห้ามเครียด ต้องสู้และเข้มแข็งเพื่อลูกรักของเรา

 

คุณแม่วัยใสก็สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้

ปัจจุบันมีคุณแม่วัยใสเป็นจำนวนมาก และมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี บางคนถึงกับต้องหยุดอนาคตตัวเองเพื่อมาเลี้ยงลูก ซึ่งบางครั้งอาจจะเจอทั้งคำดูถูกและสายตาเหยียดหยาม ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้เต็มที่จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อลูกมาก งบประมาณในการเลี้ยงลูกควรจัดสรรให้ดี พยายามทำใจให้สบาย ห้ามเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญห้ามทำแท้งเด็ดขาด เพราะนอกจากผิดศีลธรรมแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย หากมีชีวิตหนึ่งเกิดมาจากเรา เราควรเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด ใช้ประสบการณ์ในวันนี้ให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ไม่ให้เราทำผิดซ้ำอีก ทุกคนผิดพลาดได้แต่ควรยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองแล้วก้าวต่อไป

เราจะจัดการกับชีวิตตนเองอย่างไร?

คุณแม่วัยใสควรศึกษาต่อหากยังเรียนไม่จบ ให้พ่อแม่เลี้ยงดูแทนจนกว่าเราจะเรียนจบ มีงานทำ หรือคุณแม่วัยใสอาจจะต้องออกจากสถานศึกษา มาทำงานหาเงินเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูลูก หากมีเงินเหลือควรเอาไปศึกษาต่อกับสถานศึกษาที่สามารถไม่ต้องเข้าเรียนในห้องเรียนได้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก จะสอนให้เราโตขึ้น เราลำบากตอนนี้ ต่อไปเราก็พร้อมที่จะรับมือในเรื่องอื่น ๆ ทุกอย่าง

งบประมาณในการเลี้ยงดูลูก

คุณแม่วัยใสมักมีงบประมาณในการดูแลลูกที่น้อย ดังนั้นของใช้ที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นควรทำการจดรายการให้ดี บริหารจัดการเงินให้ดี หากให้นมเองได้ควรให้ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุด มีสารอาหารครบถ้วนมากกว่านมผงดัดแปลง การให้นมลูกจนถึง 6 เดือนเป็นสิ่งที่คุณหมอแนะนำ หากไม่ต้องใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้จะประหยัดได้มาก ส่วนสิ่งของที่จำเป็นได้แก่เสื้อผ้า สบู่-ยาสระผมเด็กอ่อน น้ำยาซักผ้าเด็กอ่อน น้ำยาปรับผ้านุ่มเด็กอ่อน ปรอทวัดไข้ อีกอย่างที่สำคัญคือเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลของลูก ส่วนของใช้อื่น ๆ ที่ยังไม่จำเป็นก็ไม่ต้องรีบซื้อมา

เลี้ยงลูกอย่างไรดี?

สิ่งหนึ่งที่คุณแม่วัยใสต้องให้ความสำคัญคือการเลี้ยงดูลูก หากต้องออกจากสถานศึกษาเพื่อมาเลี้ยงลูก ควรใช้เวลาใส่ใจลูกให้เต็มที่ ใส่ใจเรื่องอาหารของลูกหลังจาก 6 เดือน อาหารจะต้องสะอาด สดใหม่ ไม่ควรซื้ออาหารบดสำเร็จรูปให้ลูกทาน เพราะอาจจะมีอันตรายต่อลูก การใส่ใจสุขภาพและพัฒนาการของลูกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หากคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงาน ควรหาคนที่เราไว้ใจให้เลี้ยงลูกได้ เช่น คุณแม่ของเรา เพราะคุณแม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเรามานาน เราควรฟังคำแนะนำของท่าน

หากวันนี้คุณเป็นคุณแม่วัยใสที่เคยผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาแล้ว ต่อไปในภายหน้าควรสอนลูกเรื่องเซ็กส์และเรื่องการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา สอนลูกให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ สามารถเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ลูกฟังเป็นกรณีตัวอย่างได้ และควรสอนลูกให้กล้าที่จะปรึกษาเสมือนแม่คือเพื่อนของลูก เมื่อคุณสามารถเป็นเพื่อนให้ลูกได้ คุยทุกเรื่อง ยอมรับในตัวตนได้ ทำให้วัยรุ่นกล้าที่จะคุยและปรึกษาทุกเรื่อง อย่าอายที่จะพูดเรื่องของเพศศึกษา ถ้าวันหนึ่งเราเคยพลาด วันที่เรามีลูกเราควรบอกเขา อย่าให้เขาพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตแบบเรา ความผิดพลาดจะสอนให้เราโตขึ้น

 

วิธีการรับมือของคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ และเคล็ด(ไม่)ลับในการเลี้ยงดูเด็กแฝด

สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ที่ได้ลูกแฝด ต้องดูแลเรื่องของสุขภาพและอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 – 3 เท่าตั้งแต่การตั้งครรภ์ เนื่องจากการตั้งครรภ์แฝดนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ ยิ่งมีแฝดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่าตัว หากเป็นแฝดที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำถุงเดียวกัน คุณแม่ต้องหมั่นระวังตัวและต้องนับว่าลูกดิ้นเกินวันละ 10 ครั้งหรือไม่ หากลูกไม่ค่อยดิ้น ควรไปพบหมอ เพราะว่าเมื่อเด็กอยู่ในถุงน้ำคร่ำถุงเดียวกัน โอกาสที่จะทำให้สายสะดือรัดคอกันมีสูงมาก จะมีแฝดหนึ่งคนตัวใหญ่และอีกคนตัวเล็ก เพศอาจจะต่างกันหรือเหมือนกันได้ และแฝดที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำคนละถุง คุณแม่ก็ต้องคอยนับลูกดิ้นด้วยเช่นกัน หากดิ้นต่ำกว่า 10 ครั้งถือว่าผิดปกติ ควรไปพบหมอ ยิ่งหากมีอาการท้องแข็งร่วมด้วย คุณแม่จะต้องรีบไปทันที

  • ช่วงตั้งครรภ์

ในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้ 20-28 สัปดาห์ ควรควบคุมน้ำหนักของตนเองไม่ให้น้ำหนักขึ้นมากเกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ควรทานอาหารเสริมจำพวกแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูก และควรทานโฟเลตเพื่อเสริมสร้างเซลล์ในสมอง พัฒนาระบบประสาท ตามปริมาณที่คุณหมอกำหนดให้ เพื่อบำรุงลูกฝาแฝดให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งสองคน หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดมีอาการท้องแข็งถี่ ๆ ทุก 5 นาที มีมูกเลือด มีน้ำเดิน ปวดท้องรุนแรง ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่ากำลังจะคลอด ครรภ์แฝดสองจะมีกำหนดคลอดในสัปดาห์ที่ 34-36 หากเป็นครรภ์แฝดสามจะคลอดในสัปดาห์ที่ 32 – 34 หากคลอดก่อนกำหนดจะทำให้ร่างกายของลูก ๆ ไม่แข็งแรง อาจจะต้องเข้าตู้อบสัก 1 – 2 อาทิตย์ เพื่อเฝ้าระวังอาการตัวเหลืองหรืออาการอื่น ๆที่แทรกซ้อน

  • เคล็ด(ไม่)ลับในการเลี้ยงเด็กฝาแฝด

การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนว่ายากแล้ว การเลี้ยงเด็กสองคนขึ้นไปในเวลาเดียวกันยิ่งยากขึ้น ฉะนั้นคุณแม่ต้องหาผู้ช่วยสัก 1 – 2  คน มาช่วยเลี้ยงและสลับเวรยามเฝ้าลูก ๆ เพราะทารกในช่วง 1 – 3 เดือนแรก จะตื่นขึ้นมาทานนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง การมีน้ำนมอย่างเพียงพอในสต๊อกนั้นสำคัญมาก นั่นหมายถึง ลูก ๆ จะได้รับสารอาหารจากนมของคุณแม่ได้อย่างเต็มที่ เพราะน้ำนมของคุณแม่คือสารอาหารที่ดีที่สุด แต่หากคุณแม่ท่านใดน้ำนมไม่พอ สามารถเลี้ยงลูกแฝดด้วยนมผสมได้คะ การเลี้ยงลูกแฝดนั้นห้ามเครียด ทำใจให้สบายในการเลี้ยงลูก เพราะการเลี้ยงดูและการอบรมด้วยความรักตั้งแต่เด็ก มีส่วนสำคัญต่ออารมณ์ของลูก ๆ ในตอนโต ที่สำคัญคุณแม่ต้องคอยสังเกตพัฒนาการของลูก ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเด็กฝาแฝดมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดมากถึง 80% นั่นหมายถึงเด็กฝาแฝดจะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะหากลูก ๆ พ้นช่วง 6 เดือนไปแล้ว พวกเขาจะเริ่มมีพัฒนาการตามทันเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน และที่สำคัญ เด็กฝาแฝดมีพัฒนาการทางอารมณ์เร็วมาก ๆ การติดตามพัฒนาการโดยรวม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อและคุณแม่ควรใส่ใจมากเป็นพิเศษ

ครอบครัวไหนที่อยากได้ลูกแฝด ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัยมากขึ้น หากคุณแม่ท่านใดอยากได้ลูกฝาแฝดลองปรึกษาคุณหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องการมีบุตรยากดูได้ เพราะครอบครัวที่ได้ฝาแฝดส่วนใหญ่ได้จะมาจากการทำ IVF ทั้งนี้จะติดแฝดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยโดยรวมของคุณแม่ ความสมบูรณ์ของไข่และการฝังตัวของตัวอ่อนด้วย ไม่ว่าจะได้ลูกคนเดียวหรือลูกฝาแฝดอย่าลืมใส่ใจตั้งแต่ระหว่างการตั้งครรภ์ และระหว่างที่พวกเขาเจริญเติบโตด้วย ควรเลี้ยงดูเขาด้วยความรักและความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยล่ะ

 

การเปลี่ยนแปลงที่ควรรู้ กับเหตุการณ์ครั้งสำคัญของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ ควรใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โภชนาการ อาหารเสริม วิตามินต่าง ๆ และระมัดระวังตัวเสมอ ยิ่งอายุครรภ์เพิ่มขึ้นมากเท่าใด ความเสี่ยงก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นเราควรดูแลตนเองให้ดีตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ในแต่ละสัปดาห์ร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวของแม่มีความสำคัญต่อลูก การทราบข้อมูลต่าง ๆ จะทำให้คุณแม่ตัดสินใจได้ดีขึ้น เราจึงจะขออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของทารกตั้งแต่สัปดาห์แรก จนถึง 12 สัปดาห์ เพื่อให้คุณแม่มีความพร้อมทั้งทางร่ายกายและจิตใจ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

  • ช่วงสัปดาห์แรก – 4 สัปดาห์

ในช่วงสัปดาห์แรกถึง4สัปดาห์ คุณแม่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่หากประจำเดือนขาดควรซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ หากไม่มั่นใจว่าท้องหรือไม่ สามารถไปโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อขอเจาะเลือดตรวจดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ ให้คุณแม่ฝากท้องทันที จากนั้นคุณหมอจะให้ยาเสริมมากินควบคู่กับยาเสริมบำรุงต่าง ๆ เช่น แคลเซียม โฟเลตและวิตามินต่าง ๆ หลังจากนั้นคุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายแบบเบา ๆ ได้ ในช่วง 4 สัปดาห์แรก การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ยังมีไม่มาก เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายในมากกว่า การพัฒนาตัวอ่อนจะเร็วมาก คุณแม่จะต้องนอนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ทารกพัฒนาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 5 – 8

ตัวอ่อนเริ่มมีการเจริญเติบโตมากขึ้น เริ่มมีตา จมูก ปาก แขน ขา เริ่มเริ่มมีการสร้างนิ้วมือ มีขนาดเท่ากับลูกเชอรี่ การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ อาจจะมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย อยากนอน อยากของเปรี้ยว อ้วก เหม็นอาหารที่เคยทาน ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หากคุณแม่มีน้ำหนักลดลงไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากการทานได้น้อยลง จะทำให้น้ำหนักตัวลด วิธีที่จะทำให้กินได้ปกติคือ ต้องหมั่นกินทีละน้อย ๆ แต่บ่อยขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยถือว่าโชคดีมาก และควรทานอาหารจำพวกโปรตีน ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่ควรทานของหมักของดองหรืออาหารสำเร็จรูป เพราะอาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อลูกได้

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 9 – 12

ทารกเริ่มมีอวัยวะครบถ้วนและสามารถขยับตัวได้ แต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะทารกตัวเล็กมาก ในช่วงนี้คุณแม่จะยังสามารถแพ้ท้องได้เรื่อย ๆ หน้าท้องนูนขึ้น ท้องจะเริ่มแตกลาย มีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับร่วมด้วย และเมื่อไปหาหมอ คุณหมอจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ สิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ยังคงเป็นเรื่องของสุขภาพและโภชนาการ หากคุณแม่จำเป็นต้องทานยาอื่น ๆ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาน เพราะยาบางตัวอาจจะมีผลกระทบต่อลูก หากคุณแม่ท่านใดที่มีความเครียด ควรนอนพักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ถ้าช่วงนี้ยังต้องทำงานหนักอยู่ ควรทำงานให้น้อยลง ไม่ยกของหนัก เพื่อป้องกันการแท้งในช่วง 12 สัปดาห์นี้

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้เบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลใจระหว่างตั้งครรภ์ การทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายเบา ๆ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้ทั้งคุณและลูกปลอดภัยแน่นอน