ทำอย่างไรให้ลูกอยากแปรงฟันและไม่กลัวหมอฟัน

 

การแปรงฟันของเด็ก ๆ เป็นสิ่งที่เด็กหลายคนไม่ต้องการเป็นอย่างมาก อาจเพราะเด็กบางคนไม่เคยชินกับการแปรงฟันตั้งแต่เล็ก ๆ มันก็จะเหมือนมีอะไรเข้าไปในปากของเค้าที่ไม่พึงประสงค์  เช่น เครื่องมือแพทย์ เวลาไปหาคุณหมอรักษาโรคอื่น ๆ หรือบางคนมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บางทีเด็กก็เจอะเจอเอง บางครั้งก็จากจินตนาการ จากประสบการณ์ที่ได้ยินเพื่อนเล่า ดูหนัง หรือการข่มขู่ของผู้ใหญ่ ที่ไม่ทันคิดว่าการพูดเล่น หรือการข่มขู่ให้กลัว จะส่งผลในระยะยาวเช่นนี้ ดังนั้นคุณแม่ควรที่จะค่อย ๆ หาวิธีปรับแก้ไขกันไป หรือคุณแม่ที่ยังพอมีเวลาได้เตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าได้

แรกเกิด – 6 เดือน

  • ในช่วงแรกเกิดนั้น ทางโรงพยาบาลจะแนะนำวิธีการทำความสะอาดเหงือกและช่องปากของลูกน้อยให้คุณแม่ได้ทราบ โดยเด็กแรกเกิด จะใช้ผ้าก๊อตพันนิ้วมื้อเพื่อใช้กวาดไปตามเหงือก กระพุ้งแก้ม ลิ้น และโดยรอบ การทำต้องทำด้วยความผ่อนคลาย อย่าเร่งรีบจนลูกรู้สึกเหมือนกำลังถูกกระทำให้เจ็บปวด คุณแม่อาจร้องเพลง หรือมีสิ่งอื่นช่วยเพื่อดึงดูดความสนใจของลูก เมื่อลูกเคยชินก็จะทำให้ง่ายในครั้งต่อ ๆ ไป และจะเป็นความเคยชินมาในวัยเติบโตด้วย การพบคุณหมอฟันในช่วงวัยนี้ของลูก ก็ไม่จำเป็นว่าเป็นการมารักษาเสมอไป แต่มาเพื่อตรวจเช็คช่องปากของลูกว่ามีความผิดปกติใด  ๆ หรือไม่ หรือการทำความสะอาดของคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูนั้น ทำให้ถูกต้องแล้วหรือไม่
  • ให้ลูกเลิกนมขวดเพื่อป้องกันฟันผุ พยายามพูดจรรโลงใจเพื่อให้ลูกไม่ต้องการดื่มนมจากขวดอีกต่อไป
  • ให้ลูกดื่มน้ำตามทุกครั้งหลังให้นม แล้วคุณแม่คอยพูดเสมอ ๆ ว่า มาทำความสะอาดฟันกัน

6-12 เดือน

  • คุณแม่ต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อให้คุณหมอตรวจฟัน หากพบสิ่งที่ต้องทำการรักษาจะได้ทำได้ทันท่วงที
  • ในช่วงวัยนี้ ลูกสามารถที่จะใช้แปรงขนอ่อนนุ่มในการทำความสะอาดฟันได้แล้ว ให้คุณแม่หาซื้อแปรงที่ดึงดูดลูกน้อย แต่ต้องมีขนแปรงที่อ่อนนุ่ม ลูกจะเริ่มเรียนรู้ถึงการใช้แปรงเข้าทำความสะอาดภายในช่องปาก และคุ้นเคยมาจากตอนเล็กที่ได้ใช้ผ้าก๊อตพันนิ้วมือเพื่อทำความสะอาด

12 เดือน – 6 ขวบปี

  • เป็นช่วงที่เริ่มมีประสบการณ์ มีการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะพูดหว่านล้อมให้ลูกชอบที่จะทำความสะอาดฟัน เช่น การเล่านิทานเกี่ยวกับการแปรงฟัน การแปรงฟันให้ลูกดูเป็นตัวอย่างทำพร้อม ๆ กัน ทุกเช้า
  • พาลูกไปเลือกแปรงด้วยตัวเอง โดยคุณแม่อาจเลือกประเภทให้ลูกแล้ว แต่ให้ลูกเลือกลาย หรือสี ที่ลูกต้องการ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องใช้สิ่งของที่เค้าเลือกมาเอง
  • นัดพบหมอฟันให้ลูก โดยเลือกสถานที่สะอาด คุณหมอใจดี มีสนามเด็กเล่นระหว่างรอ เป็นต้น ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกดี
  • หรืออาจมีข้อแลกเปลี่ยน เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแลกให้ลูกยอมแปรงฟัน หรือทำตามกติกาของคุณแม่ให้เป็นผลสำเร็จก่อน

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้คุณลูกมีแนวคิดเชิงบวกกับการแปรงฟัน หรือไปพบหมอฟัน อย่าลืมว่าไม่ควรข่มขู่ลูก เพราะยิ่งขู่ ลูกจะ

ยิ่งกลัว  ที่สำคัญคุณพ่อ คุณแม่ต้องทำการแปรงฟันเป็นตัวอย่างให้ลูกอยู่เสมอ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการให้กำลังใจลูกในทุก ๆ เรื่อง

 

คุณแม่อยู่ไฟได้ประโยชน์จริงหรือ

 

การอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอดเป็นวิธีที่ถือปฏิบัติกันมาช้านาน แต่ในปัจจุบันก็อาจมีการผิดแผกแตกต่างกันบ้างเพื่อความสะดวกและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไป การอยู่ไฟเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีผู้ใดกำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นความพึงพอใจของแต่ละบุคคล เพียงแต่ทุกคนอาจมองคนละมุม คนละแบบ ถึงความจำเป็นของมัน เรามาดูประโยชน์ของการอยู่ไฟแล้วให้ได้พิจารณากันเองต่อไป

รักษาแผลหลังคลอด ลดอาการปวดเมื่อย ด้วยการใช้ลูกประคบร้อนที่ห่อไว้ด้วยสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งนี้ประเภทของสมุนไพรจะมากน้อยชนิดและปริมาณแตกต่างกันไป สมุนไพรที่ใช้เช่น ขมิ้น ตะไคร้ การบูร ใบส้มป่อย ฯลฯ โดยนำลูกประคบมานวดคลึงตามบริเวณร่างกาย แขน ขา และเต้านม หรือบางทีให้นั่งทับลูกประคบ

เปิดรูขุมขนให้ได้ทำการขับของเสีย ขับน้ำคาวปลา ออกมา เป็นการทำความสะอาดผิวพรรณ ให้กลับมาเปล่งปลั่ง

ขึ้น โดยขั้นตอนนี้จะทำการอบตัวด้วยไอน้ำร้อนจากหม้อต้มสมุนไพรที่จะทำการระเหยเอาสมุนไพรออกมา ภายในขณะที่อยู่ในกระโจมหรือตู้อบ ซึ่งถือได้ว่าขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนพื้นฐานและขั้นตอนหลักของการอยู่ไฟเลยก็ว่าได้

มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่ได้เร็วยิ่งขึ้น  เป็นขั้นตอนการใช้หม้อเกลือมาประคบหน้าท้องและตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายพร้อมทั้งทำการนวดไปด้วย ความร้อนจากหม้อเกลือจะช่วยให้มดลูกที่ขยายเมื่อครั้งตั้งครรภ์ เกิดการหดรัดตัวและกลับเข้าอู่หรือกลับคืนตัวได้เร็วมากขึ้นกว่าปล่อยให้ร่างกายดำเนินการเอง

ลดอาการบวมน้ำ เนื่องจากคุณแม่ขณะที่ตั้งครรภ์จะมีอาการบวมน้ำมากน้อยต่างกันแล้วแต่นั้น ความร้อนจากการอยู่ไฟ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และทำการผลักดันน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย

ลดการคัดตึงของเต้านม ความร้อนจะช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้นในระหว่างที่เต้านมคัดตึง

ปัจจุบันมีสถานที่ให้บริการทั้งแบบส่งตรงถึงบ้าน หรือ ไปยังสถานทีเอง การเลือกใช้บริการ ต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • ราคากับคุณภาพการให้อุปกรณ์และบริการ ควรทำการเปรียบเทียบให้ชัดเจน ลองนำมานั่งเขียนเป็นหัวข้อ ๆ
  • ขั้นตอนในการดำเนินการ เช่น ในแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลานานมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือไม่ จำนวนขั้นตอนมีอะไรบ้าง เช่นกัน นำมาแจกแจงเป็นข้อ ๆ ไว้
  • ค้นหาข้อมูลผู้ให้บริการ มีผู้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่เคยใช้บริการไว้อย่างไรบ้าง
  • อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เช่น เป็นกระโจม หรือ เป็นตู้อบสมุนไพร เป็นต้น
  • จำนวนวันที่ดำเนินการ เมื่อจำนวนวันแตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการก็จะมากขึ้น แต่ผู้บริโภคได้เปรียบ เพราะยิ่งนานยิ่งดี เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ดีเสียก่อน
  • บริการ สิ่งของที่ให้หลังจากทำการบริการครบทุกขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เราอาจสรุปไม่ได้ชัดเจนว่า การอยู่ไฟในยุคสมัยใหม่นั้น มีประโยชน์จริงหรือไม่  หากแต่การอยู่ไฟก็เป็นแรงช่วยให้คุณแม่ได้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ  ผ่อนคลายจากกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ

 

ภัยใกล้ภายตัวในบ้าน โปรดระวังลูกน้อย

 

จากที่หลายต่อหลายครั้งมีข่าวออกมาจากทั่วทุกมุมโลก ถึงเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ และ มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นภัยแฝงอยู่ภายในบ้านเอง ที่คอยคุกคามลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเราได้ทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องรีบกลับมามองดูรอบบ้านในทันทีว่ามีสิ่งต่าง ๆ ที่ตกเป็นข่าวและเรามองข้ามยังมิได้จัดการอยู่อีกหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย   มีสิ่งของมากมายภายในบ้านซึ่งเป็นที่คอยปกป้องลูกน้อยแต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ลูกนั้นเป็นอันตรายที่เราคาดไม่ถึง  มาสำรวจกันดีกว่าว่าเจ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีอะไรบ้าง

บริเวณห้องน้ำ

  • อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายต่าง ๆ เช่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาป้วนปาก แป้งฝุ่น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ควรมีที่เก็บวางให้พ้นมือเด็ก เพราะเด็กอาจกลืนกิน หรือนำมาเล่นจนลื่นเสียหลักได้
  • บริเวณพื้น พื้นห้องน้ำที่เปียก ย่อมทำให้เจ้าตัวน้อยลื่นล้มได้ ควรมีผ้า หรือ แผ่นรองกันลื่น เพื่อช่วยป้องกัน
  • อ่างอาบน้ำ ไม่ควรเปิดน้ำทิ้งค้างไว้ เพราะเด็ก ๆ อาจก้มศีรษะลงไป และในอ่างอาบน้ำควรมีแผ่นยางกันลื่น ส่วนด้านนอกควรมีผ้าซับน้ำหลังจากขึ้นจากอ่างอาบน้ำ
  • อุปกรณ์ตกแต่ง เช่น สเปรย์ฉีดผม หวีปลายแหลม มีดโกนหนวด ควรหาที่จัดวางให้พ้นมือเด็ก

บริเวณห้องครัว

  • เตาแก๊ส ควรปิดให้สนิท และควรจัดวางให้อยู่ในที่ปลอดภัย
  • อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น มีดทำอาหาร ช้อนส้อม ที่คว่ำจานชาม อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าที่ใช้ประกอบอาหาร
  • ตู้เย็น ควรวางบนพื้นที่มีระนาบ ไม่โยก และภายในตู้ควรใส่ชั้นวางให้เรียบร้อย เพราะเด็ก เวลาเปิดตู้เย็นมักชอบใช้การโหนอาจทำให้ตู้เย็นล้มทับได้ ส่วนภายในบางครั้งเด็กดูหนัง หรือมีความคิดเอง ที่จะเข้าไปเล่นหลบซ่อนตัวภายใน เมื่อเห็นว่ามีที่พอในการแทรกตัวเข้าไป จึงควรวางชั้นวางให้ครบ

บริเวณห้องนอน

  • สายชาร์จโทรศัพท์ อย่านำมาวาง หรือเสียบคาปลั๊กไว้ตลอด
  • ตู้เสื้อผ้า ในกรณีที่บางบ้านมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ที่เด็กจะสามารถเข้าไปได้ จึงควรมีการ ปิดล็อค

บริเวณอื่น ๆ ของบ้าน

  • พัดลม ควรเป็นพัดลมที่ขาสูง เพราะหากอยู่ต่ำเด็กจะนำนิ้วมือเข้าไปแหย่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนพัดลมที่มีขนาดสูง มีล้อ ควรถอดล้อออกเพื่อมิให้ลูกเล็ก ๆ ขึ้นไปปีนเกาะแถวบริเวณฐาน เพราะพัดลมอาจไถลลื่น ทำให้เด็กเสียหลักล้มลงพร้อมพัดลมได้
  • ปลั๊กไฟฟ้า ควรมีจุกปิดกันเด็ก ๆ นำนิ้วเข้าไปแหย่เล่น ตามพัฒนาการเด็กอยากรู้อยากสัมผัส สายไฟจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อเลิกใช้งานควรม้วนเก็บไว้ให้ดี หรือหาซื้อที่จัดเก็บสายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย
  • การวางสิ่งของเทินสูง ต้องคอยตรวจตราว่ามีการเอนตัวหรือไม่ หรือหากเป็นไปได้ควรกั้นบริเวณมิให้เด็กได้เข้าใกล้บริเวณนั้น ๆ
  • เตารีด ควรเก็บในตู้หรือที่มิดชิด ถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
  • รถยนต์ที่จอดภายในบ้าน ควรทำการปิดล๊อค ประตูทุกครั้ง เพราะเด็กอาจเข้าไปเล่นและเปิดล็อคประตูเองไม่ได้
  • เรื่องของการจุดธูปเทียน อย่าให้เด็กเห็นเวลาจุดเทียน จุดธูป ไม้ขีด ไฟแช็ก เพราะพวกเค้าจะทำตามเมื่อสบโอกาส ดังนั้นควรเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พ้นมือเจ้าหนูน้อย

สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่จะทำให้หลายบ้านได้คิดถึง หากแต่ยังมีอีกมากมายที่สามารถก่อเกิดอันตรายได้ แต่ทั้งนี้ทุกอย่างทุกคนในบ้านต้องไม่ประมาทใด ๆ ทั้งสิ้น  เพียงเท่านี้ คุณก็จะเห็นเจ้าตัวน้อยนั่งเล่นนอนเล่นในบ้านที่พวกเค้ารักอย่างปลอดภัย

 

อาหารมีคุณ เพื่อคุณแม่ กลั่นสู่น้ำนมแด่ลูกรัก

 

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า น้ำนมแม่นั้นทรงคุณค่า นานาประโยชน์มากมายนัก แต่การจะทำให้น้ำนมแม่มีศักยภาพสำหรับลูกน้อยให้มากยิ่งขึ้นแล้วนั้น คุณแม่ควรที่จะบำรุงด้วยอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายในแต่ละมื้อ ในแต่ละวัน  เพราะในช่วงระยะเวลาระหว่างให้นมบุตรของคุณแม่ เป็นช่วงเวลานาทีทองก็ว่าได้ เพราะบางคนที่ต้องทำงานนอกบ้านไปด้วย เลี้ยงลูกด้วย บางครั้งน้ำนมอาจหายไปเองได้ในพริบตา ด้วยปัจจัยหลายอย่างจากสภาพแวดล้อม ฉะนั้นนาทีทองที่คุณแม่สามารถจะกอบโกยสิ่งที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ก็ควรต้องตระหนักสักนิด เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่มีประโยชน์ต่อน้ำนมคุณแม่

ฟักทอง

เป็นผักที่หาได้ง่ายและสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู  และเราก็ได้ทราบคุณประโยชน์ของผักที่มีเนื้อด้านในสีเหลือง ที่เต็มได้ด้วยวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบต้าแคโรทีน และฟอสฟอรัส และยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณคุณแม่สดใส นอกจากนี้ยังช่วยคุณแม่ในการขับน้ำนมด้วย

มะละกอ

ในอาหารต่าง ๆ ที่คุณแม่ทานจะส่งผลต่อลูกน้อย บางชนิดทำให้ท้องผูก มะละกอเป็นผลไม้ที่จะช่วยลดปัญหาอาการท้องผูก ได้ดีเยี่ยม นอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว มะละกอยังมีวิตามิน เอ บี ซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเอนไซม์ที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

ตำลึง

                ผักใบเขียวที่หาทานได้ง่าย ๆ แต่ทรงคุณค่าทางโภชนาการยิ่งนัก โดยตำลึงมีโปรตีน วิตามินเอ วิตามิบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินบีสาม วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก และเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ทั้งนี้ตำลึงจัดเป็นผักที่ช่วยในการบำรุงเลือด บำรุงสายตา บำรุงระบบประสาท เมื่อคุณแม่รับประทานเข้าไปก็ผ่านต่อกระบวนการต่าง ๆ ภายในร่างกาย กลั่นกรองออกมาเป็นน้ำนมแม่ให้ลูกน้อยได้ดื่มกินและเสริมประโยชน์ให้ลูกได้อย่างมากมาย

กุยช่าย

กุยช่ายเป็นผักที่ถูกกล่าวขวบคู่กับหัวปลีในเรื่องการผลิตปริมาณน้ำนมมาเป็นเวลาช้านาน  อีกทั้งเป็นผักที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน คาร์โบไฮเดรต รวมถึงวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และช่วยคุณแม่ขับลมได้ในเวลาท้องอืด ท้องเฟ้อ

ปลาแซลมอน

ในปลาแซลมอนมีกรดไขมันที่เรียกว่าไขมันดี ซึ่งมีประโยชน์ต่อเด็กทารกและคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากช่วยบำรุงน้ำนมแล้ว โอเมกา 3 ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีความจำที่ดี เฉลียวฉลาด

การที่ลูกได้ดื่มน้ำนมมารดา เป็นการช่วยสร้างภูมิให้ร่างกายลูก และสื่อความรักจากแม่สู่ลูกได้เป็นอย่างดี และในขณะที่ลูกไม่สามารถต่อรองเรื่องอาหารได้ จึงเป็นช่วงนาทีทอง ที่ควรต้องไขว่คว้าไว้ มิเช่นนั้นคุณอาจเป็นคุณแม่ที่ปราศจากน้ำนมให้กับลูกน้อย เมื่อทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมตั้งหลักใหม่ แล้วเริ่มปฏิบัติการ สร้างน้ำนมทรงประโยชน์ให้มาก ๆ เพื่อลูก

 

รู้วัยรู้เล่นเพื่อพัฒนาการลูกแรกเกิดถึง 5 ปี

 

การเรียนรู้ช่วงวัยของลูกมีประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะหากให้ลูกเล่นไม่ตรงกับช่วงวัย แทนที่ลูกจะสามรถพัฒนาการสิ่งต่าง ๆ ตามไปได้กับการเล่น แต่กลับจะทำให้ลูกเกิดอันตราย หรือเป็นการสูญเปล่าเสียเวลาซะอย่างนั้น การเล่นเป็นสื่อที่นำพาจินตนาการต่าง ๆ ให้เข้าสู่กระบวนการคิดของสมองและเกิดการเรียนรู้ การจดจำ การพัฒนาไปในอีกขั้นต่อ ๆ ไป

วัย แรกเกิด – 6 เดือน

เป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการกระตุ้นการมองเห็น เด็ก ๆ จะเริ่มสนใจสิ่งของที่มีสีสันสดสวย ดึงดูดสายตา แต่ด้วยเพราะพึ่งจะเริ่มใช้สายตาจึงทำได้ยังไม่ดีนัก ดังนั้นการเคลื่อนไหวช้า ๆ ของสิ่งของต่าง ๆ จะทำให้เด็ก ๆ มองง่ายและชัดเจนมากขึ้น ของเล่นแนะนำจึงเป็นพวกโมบายที่มีสีสันสดใส ทำให้หนูน้อยเพลิดเพลินไปกับการ พลิ้วไหวไปมาอย่างช้า ๆ ให้ได้นอนมองเพลินตา

วัย 6 – 12 เดือน

ในวัยนี้เป็นอีกก้าวของการที่เด็กจะพัฒนากล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือ กล้ามเนื้อขา เด็กมักจะอยากที่จะเดิน หยิบ จับ สิ่งของต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และสนใจสิ่งของที่มีการเคลื่อนไหว มีเสียง มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เป็นต้น  หนูน้อยอยากสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ในทันทีที่เห็นสิ่งที่ตนสนใจ ของเล่นแนะนำจึงเป็นพวกรถ ตุ๊กตาที่บีบจับแล้วมีเสียง หนังสือผ้า เป็นต้น

วัย 1 -1.5 ขวบปี

พัฒนาการวัยนี้เป็นวัยเรียนรู้ อยากลอง อยากสัมผัส มีจินตนาการของตนเองมากยิ่งขึ้น ชอบที่จะตี ทุบ เพื่อให้เกิดเสียงแล้วฟัง สัมผัสเสียงที่แตกต่าง แยกแยะประเภทสิ่งของ มีกระบวนการคิดที่ซับซ้อน ของเล่นแนะนำ เป็นพวกชุดบล็อกไม้ หยอดตามรูปทรงเลขาคณิต แป้งปั้น แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังสำหรับเด็กวัยนี้ที่มักชอบนำสิ่งของใส่ปาก หรือทำลายสิ่งของ เพราะต้องการเรียนรู้

วัย 1.5 – 2 ขวบปี

หนูน้อยช่วงวัยนี้ ชอบเรียนแบบบุคคลรอบข้าง จึงมักเล่นแบบบทบาทสมมุติ และเป็นช่วงที่จดจำสิ่งต่าง ๆได้เป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ยังแสดงออกไม่ได้ตามที่คิดเท่าที่ควร และเป็นวัยที่ต้องเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากยิ่งขึ้น ของเล่นแนะนำเป็นพวก รถขาไถ สิ่งของเรียนแบบ เช่น ของเด็กผู้หญิงก็จะเป็นตุ๊กตาที่แต่งตัวสวย ๆ หรือสำหรับเด็กผู้ชายก็เป็นพวกตุ๊กตายิงปืน รถต่าง ๆ

วัย 2 – 5 ปี

การเรียนรู้ของเด็กเริ่มพัฒนาการมาถึงจุดที่นำสิ่งที่พบ ประสบการณ์ที่เจอ ออกมาใช้ ออกมาเรียนรู้ ดังนั้นของเล่นที่ได้มาจะถูกนำมาต่อยอดให้ปรับเปลี่ยนไปตามจินตนาการ เช่น เล่นรถสามล้อถีบ ก็จะมีการนำรถเข้าไปทำเป็นเติมน้ำมัน  ทำการซ่อมรถ เป็นต้น มากกว่าที่จะใช้มันในการขับขี่ ทั้งนี้แล้วแต่จินตนาการของใครถูกเรียนรู้มาอย่างไร ของเล่นแนะนำ  เช่น ชุดเลียนแบบคุณหมอ หรืออาชีพต่าง ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงวัยใด หากคุณพ่อคุณแม่สนใจกับพฤติกรรมของลูก ก็จะทำให้สามารถเสริมสิ่งต่าง ๆ ให้กับเค้า นำไปต่อยอดได้ และจะให้ดี อย่าปล่อยให้ลูกเล่นเพียงลำพังกับสิ่งของ หรือเล่นแต่กับคนอื่น พ่อแม่ควรเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของลูก เพราะสามารถสั่งสอนสิ่งที่ควรหรือไม่ควรให้กับลูกได้ และให้ลูกอยู่ในสายตา เพราะไม่ว่าจะมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเพียงใด พวกเค้าก็ยังคงเป็นเด็กน้อย ที่ยังต้องเรียนรู้โลกกว้างอีกหลายสิ่ง หลายอย่าง พร้อมกับต้องการผู้แนะนำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งคงไม่มีใครเหมือนพ่อแม่ ที่ให้ลูกได้แบบไม่มีเงื่อนไข

 

4 วิธีธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยอารมณ์ดี


จากการวิจัยพบว่า เมื่อเด็ก ๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี จะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายควบคู่ไปกับสภาวะจิตใจที่ดีด้วย และอารมณ์ที่ดีของลูกนั้น คุณแม่สามารถที่จะเป็นผู้ฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ด้วยวิธีการง่าย ๆ และเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา อาหารเสริม หรือสิ่งใด ๆ เลย เพียงคุณแม่เสียสละเวลา ตั้งใจ และเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของลูก ๆ เท่านี้ พวกเค้าก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

นวด

สัมผัสของแม่มีผลต่อความรู้สึกของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ลูกจะรับรู้ถึงการสัมผัสที่อ่อนโยน นุ่มนวล จากมือและไออุ่นรักของแม่ การสัมผัสด้วยการนวดให้กับลูก จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อในจุดต่าง ๆ ถูกกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนได้ดี เมื่อลูกรู้สึกถึงความผ่อนคลาย สบายตัว ก็จะทำให้ลูกมีอารมณ์ที่ดี

หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้โลชั่น สำหรับเด็กทาและนวดเบา ๆ เน้นในจุดที่ลูกอาจใช้ทำกิจกรรมมากเป็นพิเศษในแต่ละวัน เน้นปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า นอกจากจะทำให้ลูกได้ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อและจิตใจแล้ว ผิวพรรณของลูกก็จะได้รับความชุ่มชื้น ผิวไม่แห้งและหยาบกร้านอีกด้วย

ฟังเพลง

เพลง เป็นสิ่งที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจลูกน้อย ให้ผ่อนคลาย คล้อยไปตาม เสียงและจังหวะเพลงโดยเพลง ช่วยพัฒนาเส้นใยประสาทให้แตกแขนงมากยิ่งขึ้น มีอารมณ์ที่มั่นคง สงบนิ่ง

การเลือกใช้เพลงคลาสสิก จำพวก เพลงของโมสาร์ท เปิดในระดับเสียงที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป จะเป็นการช่วยให้ลูกจดจ่ออยู่กับเสียงเพลง ส่งผลให้เกิดสมาธิ และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียวง่าย นอกจากนี้ คุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องเปิดแต่เพลงจากอุปกรณ์ให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียว เสียงของคุณแม่สามารถร้องเพลงให้ลูกฟังด้วยใยรัก ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังสัมผัสทางประสาทที่อบอุ่น คุ้นเคยและสุขใจของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

การเล่น

เด็ก ๆ ทุกคน ชอบการเล่น ทำให้คุณแม่สามารถสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ผ่านการเล่นของลูกได้เป็นอย่างดี เมื่อลูกได้เล่นอย่างสนุกสนานผ่านการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ตาม ที่เค้าต้องการอย่างเต็มที่ และมีความสุขในช่วงเวลาที่พอเหมาะแล้ว จะทำให้ลูกอารมณ์ดี  คุณแม่ควรศึกษาการเล่นให้เหมาะสมกับวัยของลูก เพื่อปรับการเล่นให้เหมาะสม  ลูกจะได้ตอบสนองที่ตรงความต้องการ ไม่เบื่อในการเล่นหรือเรียนรู้

การนอน

เด็ก ควรนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัย การพักผ่อนที่เพียงพอจะส่งผลดีในทุกด้านของมนุษย์ เมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นนอนก็จะมีอารมณ์ดี และมีสุขภาพดี การมีสุขภาพที่ดีส่งผลถึงสภาพจิตใจที่ดี  ไม่ต้องรู้สึกเจ็บป่วยหรือ กังวลใด ๆ ที่จะเป็นการกัดกร่อนอารมณ์ลูกให้ขาดการเรียนรู้ รับรู้

ควรปรับบรรยากาศ สภาวะแวดล้อมรอบข้าง เมื่อถึงเวลาเข้านอนของลูกให้เหมาะกับการพักผ่อนของลูก อย่าให้มีสิ่งรบกวนการนอนพักผ่อน และควรให้ลูกนอนเป็นเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน เพื่อให้เค้าเคยชิน เมื่อถึงเวลาตื่นนอนจะได้ไม่ต้องร้องไห้เสียอารมณ์ทั้งคุณแม่คุณลูก

 

เรื่องน่าคิดต้องเตรียมพร้อมก่อนพาเจ้าตัวน้อยออกเที่ยวนอกบ้าน

การได้พักผ่อนโดยการเดินทางเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากจะทำให้ทุกคนสนุกสนานแล้ว ก็ยังทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปี่ยมสุขเพราะมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน อีกทั้งยังทำให้ลูกรักได้มีพัฒนาการ ได้พบ ได้เห็น ได้เจอ สิ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น แต่การจะพาเจ้าตัวน้อยไปด้วยในสถานที่ต่าง ๆ ในขณะที่อายุยังน้อยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราเตรียมตัวให้พร้อม ก็รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้สบาย ๆ

ของใช้จำเป็นในการพาลูกน้อยเดินทาง

ก่อนกำหนดการเดินทาง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก จะต้องมีการเตรียมพร้อมให้ดี และเพื่อมิให้ลืมนั่นลืมนี่หละก็  ขอแนะนำให้ทำ Check List ของใช้ต่าง ๆ จะเป็นการดี รอบครอบ ครบทุก Item

ของใช้ประจำตัวลูก

  • ผ้าอ้อม
  • เบาะรองนอน
  • ผ้าเช็ดตัว
  • เสื้อผ้า / ถุงเท้า / รองเท้า
  • ชุดว่ายน้ำ/ของเล่นและสิ่งของป้องกันการเล่นน้ำ
  • ของเล่นที่ลูกชอบ หรือ ที่ลูกติด ขาดไม่ได้
  • ขวดนม / ขวดน้ำ / นมผง /อาหารเสริม/ กระปุกแบ่งนม / น้ำต้มสุก
  • อุปกรณ์อาบน้ำ (แชมพู/แปรงสีฟัน/ยาสีฟัน/หมวกกันน้ำ/ครีมอาบน้ำ ฯลฯ)
  • โลชั่นบำรุงผิว
  • ยารักษาโรคประจำตัว /ยาลดไข้เด็ก

ของใช้อำนวยความสะดวกและป้องกัน

  • รถเข็นเด็กแบบพับง่าย น้ำหนักเบา / Car Seat ติดรถ/ เป้อุ้มเด็ก
  • ร่ม / หมวก
  • ทิชชูเปียก
  • ครีมทากันแดด
  • ไฟฉาย
  • ถุงพลาสติกหูหิ้วใส่ขยะ ผ้าอ้อมใช้แล้ว หรือ เผื่อลูกน้อยอาเจียน
  • แผ่นรองปูพื้น
  • จุกปิดปลั๊กป้องกันไฟดูด
  • เจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค
  • ครีมทาป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย / ยุง

ตรวจเช็คความพร้อมก่อนการเดินทาง

เช็คข้อมูลสถานที่พัก เส้นทางที่ใช้ สภาพพาหนะที่เดินทาง

ควรรู้ข้อมูลของสถานที่พักเพื่อเตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น เช่น บริเวณที่พักเป็นต้นไม้เยอะ ควรเตรียมยาป้องกันแมลงสัตว์กันต่อยไปด้วย หรือสถานที่พักมีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ให้บ้าง เส้นทางห่างไกลร้านค้า ก็จัดเตรียมอาหาร ขนม เผื่อไว้ การเดินทางเป็นแบบไหน รถยนต์ส่วนตัวเข้าถึงไหม เป็นต้น อีกทั้งในเรื่องของการตรวจสอบยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน  ควรนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพยาง เบรก ห้องเครื่อง ทั้งนี้การมีเด็กเล็กควรจัดเตรียมคาร์ซีท ให้ลูกทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางโดยรถยนต์ และควรหยุดพักรถเป็นระยะ ๆ เพื่อประสิทธิภาพของรถ และเพื่อลูกน้อยได้หยุดพัก ทานนม ทานน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม ลูกจะได้ไม่เครียด

เช็คสุขภาพร่างกาย

ก่อนจะพากันท่องเที่ยว  ควรเช็คสุขภาพ ร่างกาย ของทุกคนในครอบครัวให้พร้อมเสียก่อน  เพื่อจะเชื่อได้แน่ว่า ไม่มีใครเจ็บป่วย  หรือหากมีโรคประจำตัวก็ควรไปตรวจเช็คสุขภาพก่อนเดินทางล่วงหน้าเสียหน่อย   ตรวจวัดไข้เจ้าตัวน้อยสักรอบก่อนเดินทาง ทั้งนี้เพื่อการเดินทางครั้งนี้จะได้เป็นสิ่งที่จะนำพาความสุขกาย สุขใจ มาสู่ทุกคนในครอบครัว  แบบไร้กังวล

เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะทั้งรถ ทั้งคน ทีนี้ก็ลุยกันได้แบบสบาย พกความพร้อมมาเต็มกระเป๋า แค่ไหนก็เอาอยู่ แล้วก็ได้เตรียมพลังเพื่อปลดปล่อยให้เต็มที่ยังที่ท่องเที่ยวกันทั้งครอบครัว

ช่วยคุณแม่มือใหม่ เตรียมผักทำอาหารได้แสนง่าย


                การเตรียมอาหารให้กับลูกน้อยวัยพึ่งเริ่มทานข้าวแทนนมได้แล้วนั้น เป็นอะไรที่ยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากลูกต้องการสารอาหารที่มากขึ้นกว่าที่น้ำนมของแม่จะมีให้ และเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการรวดเร็ว  ทำให้ต้องการสารอาหารหลากหลาย  อีกทั้งวัยที่เติบโตขึ้นสามารถเรียกร้อง และขยับตัวได้มากขึ้น ทำให้การเตรียมอาหารของคุณแม่ต้องยิ่งรวดเร็วแต่พร้อมด้วยคุณประโยชน์จากสารอาหารครบถ้วน

                ผักเป็นอาหารที่มีกากใย ช่วยในการขับถ่ายของเสียจากร่างกายได้ดีขึ้น แต่ลูกยังเล็กไม่สามารถจะทานผักได้ในปริมาณที่มาก และไม่สามารถทานผักชิ้นโตได้  อีกทั้งรสชาติที่ลูกสัมผัสแล้วอาจทำหน้าเบ้ใส่คุณแม่ได้ และการเตรียมผักในการทำอาหารให้ลูกก็ยังมีขั้นตอนหลายอย่าง เริ่มจากการล้าง การทำให้ชิ้นเล็ก การทำให้สุก หากเริ่มทำทุกอย่างต่อรอบการทำอาหารจะทำให้คุณแม่เสียเวลาอย่างมาก ดังนั้น วันนี้มาดูวิธีจัดเตรียมผักเพื่อลูกน้อยกัน แน่นอนคุณแม่จะร้องว๊าว เมื่อทุกอย่างสำเร็จ เตรียมพร้อมปรุง

ขั้นตอนการจัดเตรียม

ขั้นตอนที่ 1

นำผักต่าง ๆ  ที่ต้องการให้ลูกได้ทาน ไม่ว่าจะเป็น แครอท บรอกโคลี มะเขือเทศ ผักโขม ผักกาดขาว ฯลฯ นำผักแต่ละอย่างที่จัดเตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด ตัดขั้วหัวท้ายที่ไม่ใช้ทิ้งไป จากนั้นนำผักมาแช่น้ำ โดยใส่เกลือแกงลงไปประมาณ 1 กำมือต่อน้ำ 1.5 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อกำจัดพวกสารเคมีตกค้าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกได้ จากนั้นนำมาล้างน้ำอีกรอบเพื่อความสะอาด 

ขั้นตอนที่ 2

นำผักแต่ละชนิด ใส่ลงในเครื่องสับอาหาร คุณแม่ควรใส่ผักทีละอย่าง เพื่อมิให้ผักปะปนกันเวลานำไปใช้ปรุงอาหาร หรือหากไม่มีเครื่องบดสับก็ใช้มีดธรรมดาแทนได้ ทำการสับผักสดแต่ละชนิด ให้ละเอียดทีละอย่าง

ขั้นตอนที่ 3

นำผักที่สับไว้แล้ว แต่ละชนิด หยอดใส่ลงในช่องทำน้ำแข็ง จากนั้นนำเข้าแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น รอจนผักจับตัวเป็นก้อนกันดีเสียก่อนใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วแต่ประสิทธิภาพของตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 4

นำก้อนผักออกจากช่องทำน้ำแข็ง ใส่รวมลงในกล่องถนอมอาหารแบบที่สามารถทนทานต่อช่องแช่แข็งของตู้เย็นได้ หรือ หากไม่มี คุณแม่สามารถนำถุงใส่น้ำนม มาใช้แทนได้เช่นกัน

ทั้งนี้ผักสดจะสามารถคงคุณค่าทางสารอาหารให้คุณแม่ไปได้นานเป็นเดือนเลย  หรือหากจะทำแยกแบ่งเป็นการใช้งานในระยะสั้น ก็นำผักไปต้มให้สุกพอประมาณแล้วค่อยนำมาสับและทำตามขั้นตอนที่แนะนำไว้  เมื่อเวลานำมาปรุงอาหารให้ลูกน้อย ทีนี้อยากใส่ผักอะไรในข้าวลูกน้อยก็จัดไปได้เลย หยิบออกมาเป็นก้อนเหมือนพวกซุปก้อนได้เลย    เสียเวลาเพียงครั้งเดียว แต่ทำให้คุณแม่สะดวกในครั้งต่อ ๆ ไป ได้อย่างง่ายดาย พร้อมลูกน้อยก็ยังได้รับประทานผักได้ในทุกมื้อ ไม่ขาดตกบกพร่อง   ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้กับอาหารอื่น  เช่น เนื้อสัตว์  น้ำซุป และอื่น ๆ ได้ เช่นกัน จะทำให้การเตรียมอาหารง่ายยิ่งกว่าเปลี่ยนผ้าอ้อมคุณลูกเสียอีก

 

 

ลูกน้อยไม่ขาดแคลเซียมถึงแม้จะเบื่อนม

แคลเซียมเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย โดยน้ำนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม และเมื่อเราพูดถึงแคลเซียมกัน หลายต่อหลายคนจะมุ่งเน้นไปที่น้ำนม ไม่ว่าจะเป็น นมแพะ นมวัว  หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่ผู้ผลิตบางรายนำนมกระบือ (นมควาย) ออกวางจำหน่ายกัน ดังนั้นเมื่อเวลาคุณแม่หลาย ๆ ท่าน กลัวว่า ลูกจะไม่สูง กังวลว่าลูกจะไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ จึงมักบังคับลูกน้อยให้ทานแต่นม ซึ่งการทำเช่นนั้นแบบเคร่งครัดจนเกินไป บางทีอาจทำให้ลูก ๆ ของคุณขยาดกับนมกันไปเลยทีเดียว  โดยแท้จริงแล้วอาหารที่เป็นแหล่งมีแคลเซียมนั้น มีอาหารอีกหลายชนิดมากมายที่มีแคลเซียมเช่นกัน เราจึงขอนำตัวอย่างอาหารมานำเสนอ รับรองว่าเมื่อได้ทราบปริมาณแคลเซียมแล้ว จะถึงกับอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

แคลเซียมจากผักและผลไม้

บรอกโคลี

                โดยบรอกโคลี เป็นผักที่ไม่มีรสขม การนำมาปรุงอาหารก็สามารถเลือกได้หลากหลายว่าต้องการให้มันนิ่ม กรอบ หรือสุกขนาดไหน จึงเป็นผักที่คุณแม่จะเลือกนำมาทำเมนูให้กับลูกได้ง่ายดาย นอกจากความอร่อยของตัวมันเองแล้ว  บรอกโคลียังอุดมไปด้วยปริมาณแคลเซียม โดยต่อ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียมถึง 114  มิลลิกรัม ( 114 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

ส้ม

                ส้มจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมของวิตามินซีที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมอีกด้วย ส้มเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย  ดังนั้นคุณแม่อาจจะจัดวางมืออาหารใด ๆ ควบคู่ไปกับส้มสัก 1 ผล  หรือ คั้นน้ำส้มสด ๆ วางข้างจานอาหารหลักให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการเสริมแคลเซียมก็ได้ ทั้งนี้ส้มในปริมาณ 1 ถ้วยตวง  ให้ปริมาณแคลเซียม  27 มิลลิกรัม ( 27 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากธัญพืช

ถั่วเหลือง

                ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้  เต้าหู้หลอด เต้าหู้ก้อน เป็นต้น เพราะถั่วเหลืองนอกจากเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีปริมาณไขมันที่ต่ำมาก ๆ ถั่วเหลืองยังเป็นอาหารหลักของผู้ที่ทานอาหารเจ เพื่อแทนโปรตีนอีกด้วย หากคุณแม่ลองสรรหาสูตรอาหารที่ปรุงแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก็จะทำให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่มากพอ ๆ กับนมเลย โดยเฉลี่ยถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง  1 ถ้วยตวงให้ปริมาณแคลเซียมระหว่าง 300 – 500 มิลลิกรัม (300-500 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากปลา

ปลาแซลมอน

                โดยเราเน้นไปที่ปลาแซลมอนกระป๋อง เพราะตัวปลาจะยังมีก้างเล็ก ๆ ติดอยู่ แต่นิ่มและไม่เป็นอันตรายต่อลูก หาซื้อง่าย วิธีนำมารับประทานก็หลากหลายที่คุณแม่จะนำมาจัดสรรให้คุณลูก ไม่ว่าจะทำเป็น แซนวิช เวลาไปปิกนิกต่างจังหวัด หรือนำมาผัดกับข้าวเป็นข้าวผัดปลาแซลมอน ให้ลูกรับประทานได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า ทั้งโอเมกา 3 และก็แคลเซียม ที่มีอยู่ในปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียม 564  มิลลิกรัม (564 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

                รู้แบบนี้แล้ว รีบเตรียมหาเมนูสำหรับเสริมแคลเซียมในบางโอกาสให้กับลูก เพื่อการเติบโตของกระดูกที่แข็งแรง  และพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวน้อยกันเถอะ

 

สอนลูก เรียนรู้ได้จากเรื่องเล่น

หลายคนคงรู้แล้วว่า การเล่นของเด็ก คือ การเรียนรู้ คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่จะทำให้เติบโตไปสู่อีกช่วงวัย แต่บางทีการเล่นของลูก ๆ ก็มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายปวดหัวไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรการเล่นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก  ประสบการณ์จากการเล่นจะนำพาให้เด็กอยู่ร่วมกับในสังคม เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในภายภาคหน้า และที่สำคัญอีกอย่างคือ การเล่นทำให้ อารมณ์ จิตใจ เบิกบาน เพลิดเพลิน เหมือนพวกเค้าได้ปลดปล่อยพลังภายในตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยในการเล่นของลูก ๆ แล้วละก็ จะยิ่งทำให้การเล่นนั้นมีประโยชน์ขึ้นอีกหลายเท่าตัว และยังสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นให้ลูกได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะการเล่นของเด็ก

·        การเล่นตามช่วงวัย เด็กจะเล่นตามลักษณะของพัฒนาการไปในแต่ละช่วง เช่น ระยะแรก การเล่นจะเป็นการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เมื่อมีการเรียนรู้ การเล่นจะซับซ้อนขึ้นเริ่มมีประสบการณ์ มีทักษะที่คุ้นเคย การทำตามแบบอย่าง เป็นต้น

·        การเล่นด้วยการสร้างจินตนาการ การสมมุติเกี่ยวกับตัวละคร เช่น ตนเอง บุคคลในครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่เคยได้พบเห็น มาผสานกับสิ่งที่คิดจินตนาการจนเกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ

·        การเล่นด้วยการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เด็กชอบปลดปล่อยพลังงาน ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อของตนเอง เช่น การกระโดด การเดินทรงตัวบนสิ่งของ การเล่นในสนามเด็กเล่นกับอุปกรณ์การเล่นต่าง ๆ

·        การเล่นแบบคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของ โดยรู้จักการนำข้าวของรอบ ๆ ตัว นำมาสร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์

·        การเล่นเลียนแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นตามคนที่ตนคุ้นเคย โดยบางทีจะยังไม่เข้าใจความหมายในทุกอย่างที่เล่น

เสริมสร้างการเล่นให้ลูก

ในช่วงอายุระหว่าง 5-8 ขวบ ของลูก เป็นช่วงวัยที่พบว่า การเล่นของพวกเค้าใช้จินตนาการมากที่สุด ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ ได้ยินได้เห็นได้สัมผัส แล้วนำมาผสมผสานเป็นของเล่นชิ้นใหม่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้จินตนาการของลูกโลดแล่นไปได้อีกยาวไกลคือการได้ช่วยส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานก่อนนอน การพาไปท่องเที่ยวยังที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ การเล่นไปพร้อมกับลูกพร้อมอธิบายสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมให้

คุณพ่อคุณแม่ ควรหาเวลาในการได้เล่นกับลูก ๆ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดของลูกทุกคนคือพ่อแม่  ซึ่งเวลาที่ได้เล่นอาจเป็นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การรดน้ำต้นไม้ กำหนดกติกา แบ่งพื้นที่ เพื่อแข่งกันรดน้ำต้นไม้ ใครจะเสร็จเร็วกว่ากัน หรือ เมื่อพาลูกไปท่องเที่ยวตากอากาศที่ทะเล สามารถสอนให้เค้ารู้จักเปลือกหอย แล้วช่วยกันเก็บเปลือยหอยมาทำเป็นตัวอักษรบนพื้นทราย เป็นต้น ลูกจะได้รับความสนุกสนานไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัวอบอุ่น พัฒนาการทั้งทางร่างกายและ EQ ของลูกจะโลดแลนอย่างไร้ขอบเขตกันไปเลย แล้วอย่าลืมคอยต่อยอดให้พวกเค้ากลายเป็นบุคคลที่สำคัญของประเทศ ทำประโยชน์ที่ดีในอนาคต