สอนให้ลูกเล่นกลางแจ้ง เสริมสร้างพัฒนาการและภูมิคุ้มกันทางร่างกาย (อายุ3-12ปี)


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เด็ก ๆ สามารถสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ได้มองเห็นโลกภายนอกมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีที่รวดเร็วแบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่สื่อบางอย่างเป็นสื่อที่นำพาให้ไปในทางที่ไม่ดี ฉะนั้นเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้งบ่อย ๆ ถือว่าทำกิจกรรมกับคนในครอบครัวไปในตัว อย่าให้ลูกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม เด็กบางรายถึงขั้นตาบอดไปตลอดชีวิต นั่นคือผลกระทบต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสารมากเกินจำเป็น การเล่นกลางแจ้งจึงเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและมีภูมิต้านทาน

ข้อดีของการให้ลูกเล่นกลางแจ้ง

  1. พัฒนาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
  2. ช่วยให้เด็กสามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้
  3. ช่วยให้เด็กได้มีทักษะการเข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ช่วยทำให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  5. การเล่นกลางแจ้งอาจจะทำให้เนื้อตัวเลอะโคลนไปบ้าง แต่การให้ลูกได้สัมผัสดิน เหมือนลูกได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่
  6. การเล่นกีฬาบางอย่างอาจชนะหรือแพ้ ลูกจะรู้จักให้อภัยและมีน้ำใจนักกีฬา
  7. การเล่นกลางแจ้งทำให้ได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน

ข้อควรระวังในการเล่นกลางแจ้ง

  1. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ หากเล่นน้ำพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรอยู่ดูแลอย่าใกล้ชิด
  2. ระวังอย่าให้ลูกตากแดดนานเกินไป เพราะเสี่ยงผิวหนังไหม้และเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง
  3. หากเล่นทรายควรสอนให้ลูกเล่นอย่างระมัดระวัง อย่าเอาทรายเข้าปาก ระวังทรายเข้าตาเพราะในทรายและดินมักมีเชื้อโรคปนอยู่

ตัวอย่างการละเล่นกลางแจ้งและพัฒนาการด้านต่างๆ

  1. การเล่นฟุตบอล – ช่วยพัฒนาด้านการทำงานเป็นทีม ได้วิ่งออกกำลังกาย
  2. การเล่นลูกแก้ว – เด็กได้แข่งขันกัน รู้จักแพ้รู้จักชนะ มีน้ำใจนักกีฬา
  3. ชักกะเย่อ – ได้ออกกำลังแขนขา และความสามัคคีในทีม
  4. หมากเก็บ – ช่วยการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ การนับเลข
  5. กระโดดยาง – ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น
  6. วาดภาพระบายสี,หรือระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น – ช่วยให้เด็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ของเด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ยุคนี้เข้าถึงง่ายมาก พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้เด็ก ๆ อยู่กับอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้นานเกินวันละ 2 ชั่วโมง เพราะการที่เด็ก ๆ อยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งนานมากเกินไป ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและความคิด เพิ่มความใส่ใจลูกสักนิด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตเขาให้ดี เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกในอนาคต

 

วิธีสังเกตสุขภาพลูกในครรภ์ ระหว่างช่วง 24 – 28 สัปดาห์

สุขภาพของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ แถมทารกก็พูดบอกเราไม่ได้ ยิ่งในช่วงใกล้คลอดคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตตนเองให้มาก หากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น เลือดออกจากช่องคลอด ปวดท้องน้อยรุนแรง เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ทำให้หิวน้ำมาก ปวดหัว ครรภ์เป็นพิษทำให้มือเท้าบวมมากผิดปกติ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ในทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันตราย

แต่หากมีอาการต่อไปนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อทารก เพราะอาการสะอึก การดิ้น เป็นการบ่งบอกสุขภาพของทารกในท้องได้

  1. ทารกสะอึก

การสังเกตว่าลูกในครรภ์สะอึกในแต่ละวัน จะไม่มีการกำหนดครั้งเพื่อนับการสะอึกในแต่ละวัน สามารถสังเกตว่าลูกสะอึกได้หรือไม่ด้วยตัวคุณแม่เอง เพราะเมื่อเวลาลูกสะอึกจะเหมือนเวลาที่เราสะอึก ท้องคุณแม่จะกระตุกหรือเกร็งเบา ๆ เพราะการสะอึกคือทารกกำลังฝึกหายใจในน้ำคร่ำ ทารกได้กลืนน้ำคร่ำเข้าปอดและไหลออกอย่างรวดเร็วทำให้กระบังลมหดตัวเร็ว และปอดกำลังพัฒนา ยิ่งสะอึกบ่อยยิ่งดี เพราะถ้าสะอึกบ่อยแสดงว่าปอดกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี

  1. การนับลูกดิ้น

การนับลูกดิ้นในแต่ละวันคุณหมอจะให้นับลูกดิ้นหลังทานอาหารแต่ละมื้อ เพราะเมื่อลูกได้รับสารอาหารลูกจะเริ่มขยับตัว โดยเมื่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้น 1 ครั้ง เท่ากับกับดิ้น 1 ครั้ง แต่ถ้าลูกดิ้นติดกัน 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาไม่ห่างกันมาก แสดงว่า ลูกดิ้น 1 ครั้ง การที่ลูกดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน เป็นสัญญาณที่ดี แต่การดิ้นของทารกอาจทำให้เกิดการพันกันของสายสะดือ อาจทำให้สายสะดือพันคอทารกและเสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติเช่น ลูกดิ้นมาก แต่ระยะห่างในการดิ้นแต่ละชั่วโมงทิ้งห่างเกินไปหรือหายไปเลย ให้คุณแม่ไปอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจดูอย่างละเอียด

  1. การลูบท้องเพื่อกระตุ้นการดิ้นของลูก

การลูบหน้าท้องเพื่อทำให้ทารกดิ้นมากขึ้นเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ทารกดิ้นมากขึ้นและเมื่อลูกได้รับการสัมผัสจากแม่ ลูกจะจำการกระทำนี้ คุณแม่สามารถพูดคุยไปพร้อม ๆ กับลูบท้องได้ หากลูกดิ้นตอบเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้แม่ได้ให้ความรักกับลูกทางหน้าท้อง

สุขภาพของทารกในช่วงใกล้คลอดจะเริ่มมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้น ท้องคุณแม่ก็เริ่มใหญ่ขึ้น ทารกจะเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมท่าในการคลอดธรรมชาติ แต่หากลูกไม่ยอมกลับหัว คุณแม่อาจจะต้องยอมผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก อย่างไรก็ตามสุขภาพของลูกในช่วงปลายการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและระมัดระวังให้มากที่สุด ทั้งการนั่ง การนอน การเดิน และอาหาร

 

น้ำนมที่ดีที่สุดสำหรับลูกมีแบบไหนบ้าง?


“มนุษย์คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม”
นี่คือคำจำกัดความหากเราพูดถึงมนุษย์ ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องมีลูก ฉะนั้นการเลี้ยงลูกให้แข็งแรงและสมบูรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการตามวัย สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งแข็งแรงคือการได้ทานนมแม่จนถึง 6 เดือน ในน้ำนมแม่ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ทำให้มีภูมิคุ้มกันจากโรคต่าง ๆ เปรียบเสมือนได้รับวัคซีนหยดแรกที่ไม่มีขายที่ไหนในโลก หากคุณแม่พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารครบ5หมู่ ยิ่งจะช่วยให้มีน้ำนมมากยิ่งขึ้น

อาหารที่จะช่วยให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น เช่น

  • การทานน้ำอุ่นหรือทานน้ำเปล่าเยอะ ๆ จะช่วยให้มีน้ำนมเยอะขึ้น เพราะในน้ำนมแม่ส่วนใหญ่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
  • การทานไขมันสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม เช่น เมนูหมูสามชั้นต้มใบชะมวงใส่พริกซอย ผัดกะเพราหมู แซลมอนนึ่งมะนาว หมูผัดพริกขิง เมนูเหล่านี้หากทานตอนให้นมลูกรับรองว่าไม่น่าเบื่อและแซ่บถูกใจคุณแม่แน่นอน
  • ทานน้ำหัวปลีต้ม ผักใบเขียว ใบกะเพรา อาหารรสเผ็ดร้อน
  • ทานน้ำผลไม้ที่ไม่หวานมาก

นอกจากนี้คุณแม่จะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด การให้นมแม่จากเต้าหรือการสต๊อกน้ำนมในช่วง1-2 เดือน ต้องปลุกลูกขึ้นมาทานนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง ไม่ควรให้ลูกนอนนานเกินไป หลักจาก  3เดือนสามารถเว้นระยะของมื้อนมให้ค่อย ๆ นานขึ้น และเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นทีละน้อยได้

“ไม่มีน้ำนม น้ำนมไหลน้อย” ทำอย่างไรดี?

สำหรับคุณแม่ที่อยากให้นมลูกแต่ท้อเหลือเกินเมื่อไม่มีน้ำนม หรือน้ำนมไหลน้อย คุณแม่ต้องพยายามเพื่อลูกให้เต็มที่ก่อน ลองทานอาหารเพิ่มน้ำนมด้วยวิธีธรรมชาติ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หากไม่มีน้ำนมจริง ๆ พยายามจนสุดทางแล้วคุณแม่สามารถใช้นมผสมเลี้ยงลูกได้ เนื่องจากนมผสมมีสารอาหารใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่เหมือนนมแม่ 100% นมแม่นั้นมีภูมิต้านทานทางธรรมชาติซึ่งไม่มีสารอาหารชนิดใดมาแทนได้ และปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนี้ได้ วิธีให้ลูกทานนมผสมคุณแม่ต้องทดลองซื้อนมยี่ห้อต่าง ๆ มาทดลองให้ลูกทาน1-2 วัน หากอุจจาระเป็นสีเหลืองมีลักษณะเหมือนครีมนั่นแสดงว่าลูกถูกกับนมยี่ห้อนั้น แต่ถ้าลูกทานนมแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง ร้องงอแง อาจจะเกิดจากนมบางชนิดเมื่อผสมแล้วมีฟองมาก ทำให้ลูกมีลมในท้องทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือหากทานนมยี่ห้อใดแล้วมีอุจจาระออกเป็นเม็ด ๆ คล้ายอึกระต่าย หรือถ่ายเหลว หรือมีสีผิดปกติ อึปนเลือด คุณแม่ควรเปลี่ยนนมและปรึกษาหมอเด็ก เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเพื่อฟังคำแนะนำจากหมอว่านมชนิดใดเหมาะกับลูกของเรา

 

 

เมื่ออายุครรภ์นานถึง 40 สัปดาห์แล้ว ทำไมไม่คลอดสักทีนะ ?

เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 38 – 40 คุณแม่หลายคนคงจะเริ่มกังวลแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไม่ได้เห็นหน้าลูกสักที ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 36- 40 สัปดาห์ โดยปกติคุณแม่จะคลอดกันแล้ว แต่เมื่อเริ่มท้องแก่มากขึ้นก็ไม่มีวี่แววว่าไม่ได้เชยชมลูกสักที วันนี้เรามีวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดไวสมใจ อีกทั้งการคลอดเลยกำหนดการตั้งครรภ์นานเกินไปส่งผลกระทบต่อแม่และลูก เสี่ยงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะ ฉะนั้นเราควรรู้วิธีกระตุ้นการคลอดในแบบต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบวิธีทำธรรมชาติและวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • วิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อช่วย

เมื่อลูกยังไม่คลอดสักทีคุณแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดโดยวิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อเป็นคนช่วยเร่งคลอด นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงท้องแก่นั้น จะทำให้การคลอดมีโอกาสสูงมากขึ้น เพราะการที่อสุจิเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดการกระตุ้นของมดลูก ทำให้มดลูกหดรัดตัว ทำให้ปวดท้องคลอดได้ไวขึ้น และเป็นการช่วยในการเปิดปากมดลูกอีกด้วย แต่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบรุนแรงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้ เมื่อเร่งคลอดและเริ่มปวดท้องถี่ ๆ ทุก 5 นาที หรือมีมูกเลือด(มีมูกใสๆปนเลือด) หรือมีน้ำเดิน(น้ำที่ไหลออกจากช่องคลอด ไม่เหม็น กลั้นไม่ได้ เหมือนปัสสาวะแตกแต่ไม่เจ็บ) ควรไปพบแพทย์ได้เลย

  • วิธีทางการแพทย์ การผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอด

หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะทำวิธีแรก ให้แนะนำวิธีการผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอดได้เลย เพราะหากทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการสำลักขี้เทาที่ปนอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เกิดปัญหาการติดเชื้อ ส่งผลให้ทารกพิการ รกอาจเสื่อมไม่สามารถนำอาหารเข้าสู่ร่างกายทารกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเสียชีวิตจากการอยู่ในครรภ์นานเกินไป อีกทั้งคุณแม่ได้รับอันตรายไปด้วย ถ้าหากเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นมา ยิ่งหากทิ้งไว้จนทารกเสียชีวิตในครรภ์นานแล้ว จะทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไม่แข็งตัว อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ หากคุณหมอตัดสินใจผ่าคลอด แล้วต้องรอฟังอาการของลูกว่าลูกออกมามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ หากมีอาจจะต้องอยู่ในห้อง NICU สักระยะ เพื่อความปลอดภัยและรอดูอาการ

การเร่งคลอดจะกระทำได้ต่อเมื่อคุณหมอแนะนำให้ทำการเร่งคลอดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและลูกน้อย คุณแม่และคุณพ่อควรปรึกษาหมอสูติก่อนทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นควรรีบพบแพทย์ทันที และที่สำคัญคุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ต้องกังวลเกินไป ลูกอาจจะยังไม่อยากออกมาข้างนอกเพราะลูกชอบที่จะอยู่ในครรภ์แม่แค่นั้นเอง

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยต้องเข้าตู้อบ ปัญหาที่พ่อแม่กังวลใจ


เมื่ออายุครรภ์ 36 – 40 สัปดาห์ ร่างกายของคุณแม่จะมีความพร้อมเพื่อคลอดลูกน้อย แต่หากการคลอดมีอาการผิดปกติบางอย่างแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันผิดปกติ ภาวะแท้งคุกคาม ครรภ์เป็นพิษ เด็กสำลักน้ำคร่ำ ตัวเหลือง หรือคุณแม่ที่มีอาการคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากการตั้งครรภ์แฝด ทั้งหมดนี้ทำให้มีผลกระทบต่อลูก ทำให้ร่างกายของลูกพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นัก จำเป็นที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดคุณหมอ เมื่อคลอดก่อนกำหนดนั่นคือความเสี่ยง

ผลกระทบของเด็กคลอดก่อนกำหนด

  • การหายใจผิดปกติ ปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นัก บางรายต้องใส่สายออกซิเจน
  • น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ (เมื่ออยู่ในตู้อบจนน้ำหนักเกิน 2,000 กรัม คุณหมอจะอนุญาตให้พากลับบ้านได้)
  • ทารกอาจติดเชื้อ
  • การควบคุมอุณหภูมิร่างกายของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์
  • ทารกยังไม่สามารถดูดนมได้ ต้องป้อนนมทางสายยาง
  • พัฒนาการการช้ากว่าเด็กปกติ แต่เมื่ออายุได้ 6 เดือน จะเริ่มตามทันเด็กในวัยเดียวกัน

ขณะที่อยู่ในตู้อบแม่ทำอะไรเพื่อลูกได้บ้าง

คุณแม่สามารถอยู่เฝ้าลูกเพื่อที่จะให้นมได้ทุกๆ 3 ชั่วโมง ด้วยการบีบน้ำนมแม่ใส่แก้วเล็ก ๆ แล้วป้อนลูกทางช่องกลม ๆของตู้อบ พยาบาลที่อยู่ในห้อง NICU จะสอนวิธีการอาบน้ำให้กับทารกแรกเกิด สอนการเช็ดสะดือลูก สอนเรื่องการทานอาหารเพิ่มน้ำนม วิธีการบีบน้ำนมที่ถูกต้อง วิธีทำให้ลูกเรอ วิธีป้อนนมจากเต้าของแม่เดี่ยวและแม่แฝด การห่อตัว การทำให้ลูกร่างกายอบอุ่น และเมื่อทารกอาการดีขึ้นพยาบาลจะอนุญาตให้คุณแม่อุ้มลูกมาให้นมจากเต้าได้ เพื่อให้ลูกหัดดูดนมจากเต้าและเพื่อให้ลูกได้รับความอบอุ่น ให้ลูกนอนแนบอกคุณแม่ แบบวิธี kangaroo จะช่วยทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากขึ้น คุณแม่สามารถร้องเพลงหรือพูดคุยกับลูกผ่านตู้อบได้ การที่ลูกได้อยู่ในตู้อบเป็นการเตรียมความพร้อมกับคุณแม่มือใหม่ไปในตัว เพราะพยาบาลจะสอนทุกขั้นตอนในการดูแลลูก

เมื่อกลับบ้านมาแล้วคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง

ของใช้ต้องอ่อนโยนและสะอาดสำหรับลูกน้อย คุณแม่จะต้องเตรียมให้พร้อมล่วงหน้า เพราะหากอาการลูกดีขึ้นคุณหมอจะอนุญาตให้พาลูกกลับบ้านได้ทันที สิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมได้แก่

  • ที่นอนของลูก หมอนใบเล็ก ผ้าห่ม เพื่อเตรียมให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากที่สุด เด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดจะยังไม่สามารถควบคุมและปรับอุณหภูมิร่างกายได้เอง ฉะนั้นคุณแม่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก
  • ห้องนอนต้องสะอาด อากาศในห้องถ่ายเท
  • คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตร่างกายของลูก ควรมีปรอทวัดไข้สักเพื่อวัดอุณหภูมิของลูก
  • อาบน้ำอุ่นและสบู่เหลวสูตรอ่อนโยนพิเศษ หากแพ้ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • ต้องปลุกลูกทานนมทุก ๆ 3ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณนมตามน้ำหนักตัวลูก
  • ห้ามให้ลูกทานอาหารอื่นใดนอกจากนมแม่หรือนมผสม เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดลำไส้จะยังทำงานได้ไม่ดีนัก ต้องระวังเรื่องอาหารให้มากที่สุด หากต้องให้นมผสมต้องล้างและอบขวดนมก่อนชงให้ลูกดื่มทุกครั้ง
  • หากสะดือลูกยังไม่หลุด ห้ามดึงเด็ดขาด
  • เมื่อสะดือหลุดแล้วให้ใช้คัตตอนบัตขนาดเล็กชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเช้า-เย็น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 1 รอบ และเช็ดด้วยคัตตอนบัตแบบแห้งซ้ำ2รอบ เมื่อแอลกอฮอล์ระเหยควรเช็ดน้ำออกให้หมด ไม่เช่นนั้นสะดือลูกอาจจะเน่าได้

เมื่อลูกเข้าตู้อบทำให้คุณแม่เครียดบ้างเล็กน้อย แต่อย่าคิดมากไป ลูกเราอยู่ใกล้มือหมอแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาให้มีตู้อบเหมือนกับลูกได้อยู่ในท้องแม่ เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกสู้ขนาดนี้แล้วคุณแม่ก็ห้ามท้อ ห้ามเครียด ต้องสู้และเข้มแข็งเพื่อลูกรักของเรา