7 สัญญาณเตือน คุณแม่อาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ

คุณแม่รู้ไหมครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะผิดปกติที่อันตรายต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่จึงควรเฝ้าระวัง สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ และนี่ก็คือ 7 สัญญาณ ที่จะบอกได้ว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษนั่นเอง

1.ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างแรกที่บอกได้ชัดเจนที่สุด ว่าคุณกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยจะมีความดันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแพทย์จะทำการวัดความดัน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง หากพบว่าทั้งสองครั้งความดันสูงเหมือนกัน ก็แสดงว่าคุณอาจกำลังเจอปัญหาครรภ์เป็นพิษแล้วล่ะ

2.ปวดศีรษะรุนแรง

เมื่อครรภ์เป็นพิษจะมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรงมาก แม้กินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่หาย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการปวดบริเวณหน้าผากและท้ายทอยมากที่สุด เพราะฉะนั้นหากคุณแม่ท้องมีอาการปวดศีรษะบ่อยและปวดแบบรุนแรง อย่าชะล่าใจ ควรรีบไปหาหมอทันที เพราะหากครรภ์เป็นพิษ ก็จะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

3.คลื่นไส้ อาเจียน

โดยปกติอาการคลื่นไส้และอาเจียนจะเกิดกับคนท้องในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งหากเกิดในช่วง 6 เดือน ขึ้นไป ก็ให้สงสัยได้เลยว่าคุณอาจกำลังถูกภาวะครรภ์เป็นพิษเล่นงานอยู่ โดยแนะนำให้รีบไปหาหมอทันที เพราะยิ่งตรวจเจอความผิดปกติเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาให้หายได้เร็วเท่านั้น

4.บวมตามร่างกาย

ส่วนใหญ่คนท้องจะมีอาการปวดตามมือตามเท้าได้เป็นธรรมดา แต่ก็ต้องสังเกตสักนิด เพราะบางครั้งอาการบวมที่เกิดขึ้น อาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายก็ได้ โดยเฉพาะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการบวมพร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ และจะบวมตามใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

5.สายตาพร่ามัว

สายตาพร่ามัวก็เป็นสัญญาณของโรคครรภ์เป็นพิษ เพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกว่ามีอาการตาพร่ามัว มองไม่ค่อยชัดบ่อย ๆ และหากเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะ จุกแน่นหน้าอกด้วยแล้ว ก็อย่าได้นิ่งเฉยอย่างเด็ดขาด เพราะหากคุณกำลังเป็นโรคนี้จริง ๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็จะเกิดอันตรายร้ายแรงได้นั่นเอง

6.ปัสสาวะน้อยมาก

การปัสสาวะในคนท้อง ยิ่งอายุครรภ์เยอะ ก็จะยิ่งปัสสาวะบ่อยมาก ดังนั้นหากพบว่าปัสสาวะน้อยจนดูผิดปกติไปจากเดิม ก็ต้องสงสัยแล้วว่าคุณกำลังมีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาการปัสสาวะน้อยอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เหมือนกัน จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจดูว่าคุณกำลังเป็นอะไรกันแน่

7.หายใจลำบาก

อาการหายใจลำบาก หายใจได้ไม่เต็มปอด มักจะพบได้บ่อยมากในคนท้องที่ครรภ์เป็นพิษ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับอาการปวดบริเวณลิ้นปี่ และจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยบางคนอาจถึงขั้นชักได้เลยทีเดียว

เมื่อมีอาการแบบนี้ แม่ท้องอย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด ควรไปหาหมอทันทีก่อนที่จะสายเกินไป เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

5 อาหาร แก้อาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ แถมดีต่อสุขภาพ

ต้องบอกเลยว่าอาการท้องผูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก็สร้างความทรมานให้กับคุณแม่มากทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีการแก้เสมอไป โดยเรามี 5 อาหารแก้ท้องผูกสำหรับคนท้องมาแนะนำกัน ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.มะละกอสุก

มะละกอ เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการแก้อาการท้องผูกในคนท้องได้ดีมาก เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดอาการท้องผูกได้นั่นเอง แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการบำรุงสุขภาพแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

2.น้ำมะเขือเทศ

น้ำมะเขือเทศ ก็สามารถแก้อาการท้องผูกได้ โดยให้ดื่มน้ำมะเขือเทศก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งน้ำมะเขือเทศนอกจากจะทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันปัญหาท้องแตกลาย และบำรุงผิวของลูกน้อยในครรภ์ให้มีผิวสวย ขาวเนียนนุ่มอีกด้วย แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำมะเขือเทศที่คั้นแบบสด ๆ และไม่ใส่น้ำตาลจะดีที่สุด

3.โยเกิร์ต

เมื่อแม่ท้องมีอาการท้องผูกบ่อย ลองกินโยเกิร์ตตอนเช้าวันละถ้วย ก็จะช่วยได้ดีแน่นอน เพราะโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ชนิดดีที่จะช่วยให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายออกมาง่ายขึ้น แถมยังทำให้รู้สึกอิ่มสบายท้องเป็นเวลานาน และลดความอยากกินของจุกจิก โดยเฉพาะของหวาน ที่เป็นตัวการเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามแนะนำให้เลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพราะจะดีต่อแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์มากกว่าโยเกิร์ตรสอื่น ๆ นั่นเอง

4.น้ำเปล่า

ท้องผูกบ่อย น้ำเปล่านี่แหละ ที่จะเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับคุณแม่ท้อง เพราะเมื่อดื่มน้ำเยอะ ๆ จะทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย และยังดีต่อสุขภาพอีกหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงช่วยในการบำรุงครรภ์ ทำให้ลูกน้อยมีความแข็งแรง เติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยในแต่ละวันคุณแม่ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 3 ลิตรขึ้นไปจะดีที่สุด

5.สลัดผัก

สลัดผัก ก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดีมาก เพราะอุดมไปด้วยผักหลากชนิด ซึ่งก็ล้วนแต่มีเส้นใยสูง จึงช่วยลดและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสลัดผักยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากอีกด้วย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อคนท้องสูงมาก แต่ก็ต้องระวังอย่ากินผักสดบางชนิดที่อาจทำให้เกิดแก๊สและเกิดอาการท้องอืดได้ เช่น กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วฝักยาว เป็นต้น

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คนไหน ที่กำลังเจอกับอาการท้องผูก ก็ลองกินอาหารเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ควรพลาดเด็ดขาด นอกจากนี้ก็ควรขับถ่ายให้เป็นเวลา เพื่อกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

แก้ปัญหาลูกนอนหลับยากกับ 6 เคล็ดลับ ที่ทำแล้วได้ผลจริง

คุณแม่หลายท่านคงจะกังวลกับปัญหาลูกนอนหลับยากอยู่ใช่ไหม ซึ่งกว่าจะนอนก็ทำเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว วันนี้เราจึงนำ 6 เคล็ดลับช่วยให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้นมาฝากกัน โดยรับรองเลยว่าทำแล้วได้ผลจริงอย่างแน่นอน ไปดูกันเลยดีกว่าว่า มีเคล็ดลับอะไรบ้าง

1.พาอาบน้ำให้สบายตัว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนใหญ่ เมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ก็จะทำให้นอนหลับยากทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น ก็ต้องพาไปอาบน้ำให้สบายตัวกันก่อนเลย โดยแนะนำให้อาบน้ำอุ่นให้ลูก เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย จึงทำให้ลูกง่วงนอนเร็วและหลับง่ายกว่าปกตินั่นเอง

2.ร้องเพลงกล่อมเด็ก

ต้องบอกเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน การร้องเพลงกล่อมเด็ก ก็ยังคงได้ผลเสมอ เพราะเสียงเพลงจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเพลิดเพลิน และนอนหลับไปอย่างง่ายดาย แถมยังมีงานวิจัยพบว่าเสียงเพลงจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมองให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะร้องเพลงกล่อมลูกน้อยกันเลยเชียว

3.ปิดไฟและทำให้ห้องนอนเงียบที่สุด

หากมีแสงไฟหรือเสียงดังรบกวนจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรปิดไฟให้หมด และสร้างบรรยากาศภายในห้องนอนให้เงียบที่สุด จากนั้นกล่อมลูกนอนสักพัก เจ้าตัวน้อยก็จะค่อย ๆ เคลิ้มและนอนหลับไปอย่างรวดเร็ว คุณแม่ท่านไหนที่เจอกับปัญหาลูกนอนหลับยาก ก็ลองทำตามวิธีนี้กันดู รับรองว่าได้ผล

4.นอนกอดลูก

บางครั้งคุณแม่ก็ไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพียงแค่นอนกอดลูกเท่านั้น เพราะสัมผัสของแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และนอนหลับไปอย่างมีความสุข แต่ถ้าลูกยังเล็กเกินไป และกลัวลูกจะรู้สึกอึดอัด ก็อาจใช้วิธีเอามือไปสัมผัสกับตัวของลูกแทน ก็จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายกว่าเดิมเช่นกัน

5.ให้ลูกดื่มนมจนอิ่ม

การที่ลูกนอนหลับยาก บางครั้งอาจเป็นเพราะเขายังดื่มนมไม่อิ่มก็ได้ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกได้ดื่มนมจนอิ่มแล้วจึงให้ลูกเข้านอน ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกนอนหลับง่ายแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาวนานมากขึ้น ไม่ตื่นขึ้นมากวนตอนดึกบ่อย ๆ อีกด้วย

6.เลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ซึมซับได้ดี

ระหว่างลูกนอนหลับ คุณแม่ส่วนใหญ่ก็คงจะให้ลูกสวมใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันใช่ไหม ซึ่งการเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ซึมซับได้ดี แห้งเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัวตลอดการนอนหลับนั่นเอง

หากลูกน้อยของคุณนอนหลับยาก มาลองทำตาม 6 เคล็ดลับเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยให้เจ้าตัวน้อยของคุณ นอนหลับง่ายกว่าเดิม และนอนหลับสนิทมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้จะได้ผลดีมากแค่ไหน ก็ต้องมาลองทำกันดู

น้ำนมน้อย ทำอย่างไรดี? เรามีเคล็ดลับมาฝาก

น้ำนมน้อย เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดให้มีน้ำนมเยอะเพียงพอต่อความต้องการของลูก วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเด็ด ๆ ในการกระตุ้นน้ำนมแม่มาฝากกัน ซึ่งจะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ก็ต้องไปดูกันเลย

1.ดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำอุ่น จะทำให้เกิดการผลิตน้ำนมออกมามากขึ้น โดยให้ดื่มน้ำอุ่นสลับกับการดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติตลอดทั้งวัน และดื่มให้ได้วันละ 2 ลิตรขึ้นไป ก็จะทำให้คุณแม่มีน้ำนมมากพอให้ลูกน้อยดื่มอย่างแน่นอน และหากสามารถงดการดื่มน้ำเย็นไปก่อนได้ก็จะดีมาก

2.ปั๊มนมบ่อย ๆ

นอกจากให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้ว คุณแม่ก็ควรปั๊มนมเก็บไว้ด้วย ซึ่งการปั๊มนมจะช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมเยอะขึ้น และยังทำให้คุณแม่มีน้ำนมสำรองไว้ให้ลูกดื่มในยามที่คุณแม่ไม่อยู่บ้านหรือไม่สะดวกให้นมลูก นอกจากนี้การปั๊มนมออกบ้างก็จะช่วยป้องกันอาการเต้านมคัดได้เช่นกัน

3.นวดเต้านม

เพียงแค่นวดเต้านมเบา ๆ ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำนมน้อยได้ดี เพราะการนวดจะกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น และทำให้นมแม่ไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ใครที่มีปัญหานมน้อย ก็ลองทำตามกันดู แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่โดนใจที่สุด

4.ทานอาหารกระตุ้นนมแม่

อาหารบางชนิดสามารถเพิ่มน้ำนมได้ โดยจะทำให้คุณแม่มีน้ำนมเยอะขึ้น ยกตัวอย่างอาหารเพิ่มน้ำนม เช่น หัวปลี น้ำขิง มะละกอสุก ยี่หร่า ใบกระเพรา และน้ำเต้า เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณน้ำนมได้แล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มคุณค่าสารอาหารให้กับนมแม่อีกด้วย โดยล้วนมีประโยชน์ต่อลูกน้อยทั้งสิ้น

5.ฟังเพลงที่ชอบ

การฟังเพลงที่ชอบ จะช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่ได้ทางอ้อม เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีความเครียด ซึ่งความเครียดนี่เองที่เป็นตัวการทำให้นมแม่มีน้อย โดยการฟังเพลงเบา ๆ จังหวะสบาย ๆ จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย และจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี จึงส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่สามารถผลิตน้ำนมออกมาได้เยอะกว่าเดิมนั่นเอง

6.ให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นมแม่น้อย ก็เพราะการดูดนมที่ผิดวิธีของลูกน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้าอยากให้น้ำนมเยอะขึ้น คุณแม่จะต้องให้ลูกดูดนมแม่อย่างถูกวิธีที่สุด ด้วยการให้ลูกอมหัวนมแม่ลึกไปจนถึงลานนม ซึ่งการให้ลูกดูดนมแบบนี้จะทำให้นมไหลได้ดีกว่าเดิม และยังป้องกันปัญหาหัวนมแตกได้อีกด้วย

ไม่ยากเลยสำหรับเคล็ดลับการเพิ่มนมแม่ ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มีปัญหาน้ำนมน้อย ก็ลองทำตามวิธีเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อให้เกิดการผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั่นเอง

ก่อนเข้าห้องคลอด ทำใจอย่างไรดี เมื่อวินาทีที่พีคที่สุดมาถึง 

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงคือการคลอดลูก เมื่อเวลาคลอดใกล้มาถึง เชื่อว่าจิตใจของคนท้องจะต้องไม่เป็นปกติเหมือนกันทุกคน ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก จะรับมือกับความน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อย่างไร แม้ว่าอาการหวาดกลัวจะเป็นความรู้สึกที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ เรามีวิธีบรรเทาความกลัวให้ลดน้อยลงสำหรับคนใกล้คลอด

คลอดลูกคราวนี้ต้องเจ็บมากแน่ ๆ

คนใกล้คลอดมักคิดแบบนี้และจินตนาการไปต่าง ๆ นานา แต่หากจะปลอบใจว่า คลอดลูกไม่เจ็บเลยก็คงไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะการคลอดแบบธรรมชาติเจ็บจริงอะไรจริง ทั้งตอนก่อนคลอดและระหว่างคลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจ็บนานแค่ไหน บางคนร้องเจ็บปวดเป็นวัน ๆ บางคนเจ็บประเดี๋ยวเดียวก็คลอดออกมาได้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบที่สอง ผู้ใหญ่มักจะพูดว่ามีบุญจริง ๆ ที่คลอดง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีคลายความเจ็บสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนคลอด โดยการทำสมาธิ คุณอาจต้องใช้เวลาฝึกสมาธิล่วงหน้าก่อนสักสองสามเดือนหรือฝึกไว้ตั้งแต่เริ่มท้องเลยก็ได้ ถ้าสามารถทำสมาธิได้ดี ความกลัวและความเจ็บจะคลายลง การคลอดธรรมชาติจะเจ็บแค่ช่วงระหว่างคลอดเท่านั้น แล้วความเจ็บปวดทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นหน้าลูก

ผ่าคลอดไปให้สิ้นเรื่องเลยดีไหม

คนที่กลัวคลอดธรรมชาติมาก ๆ อาจเลือกคลอดด้วยวิธีผ่าออก แต่ต้องปรึกษาหมอก่อนและอยู่ในดุลยพินิจของหมอเท่านั้น รวมทั้งคนที่หมอวินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ก็จะใช้วิธีนี้เช่นกัน การผ่าคลอดเป็นวิธีที่สบายกว่าคลอดธรรมชาติ เพราะหมอจะกำหนดเวลาผ่าและให้ยาก่อน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างที่กำลังผ่าคลอด แต่จะรู้สึกอีกทีก็ตอนพักฟื้น ซึ่งอาจมีอาการเจ็บแผลบ้างเท่านั้น ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

ลูกจะปลอดภัยไหม ถ้าออกมาผิดปกติจะทำอย่างไร

ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกกลัวเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งถ้าหากว่าได้มีการฝากครรภ์กับหมอไว้ตั้งแต่เดือนแรก และเข้ารับการตรวจสุขภาพทั้งตัวแม่และลูกในท้องเป็นระยะ หมอคอยติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่องและไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีกทั้งตัวคุณเองก็ได้มีการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ไม่ทานอาหารแปลกปลอม ไม่ทำกิจกรรมโลดโผนตลอดช่วงเวลาที่อุ้มท้อง ก็สามารถที่จะมั่นใจได้ว่าลูกของคุณปลอดภัยดี เมื่อคลอดออกมาทุกอย่างย่อมเป็นปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในความดูแลของหมอที่รับฝากครรภ์อย่างใกล้ชิดและดูแลตัวเองดี ควรทำใจให้สบายและตัดความกลัวข้อนี้ออกไปได้เลย

ให้คุณพ่อเป็นกำลังใจอีกแรงหนึ่งเพื่อบรรเทาความกลัว คุณพ่อจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ก็ตอนนี้นี่เอง ฉะนั้น เคลียร์งานรอไว้ได้เลย เมื่อไรที่ถึงเวลาคลอดให้จับมือกันตั้งแต่เตรียมตัวออกจากบ้าน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วให้คุณพ่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้าห้องคลอด เพราะทางโรงพยาบาลจะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปได้ด้วย คุณพ่อคือขวัญและกำลังใจที่แข็งแกร่งของครอบครัว ดังนั้น คนเป็นพ่อจะต้องไม่ปล่อยมือแม่ของลูกเพราะการคลอดคือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี