แต้มจินตนาการลูก เสริมสร้างความชาญฉลาดไปกับเพื่อนเล่นคนสำคัญ


ก้าวแห่งพัฒนาการที่สำคัญของลูกคือช่วงขวบปีแรก คุณพ่อและคุณแม่คือเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ เด็กทารกที่ได้เล่นกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่แรกเกิด นอกจากจะได้รับความอบอุ่นแล้ว เขายังจะมีพัฒนาการที่ดีและเร็วอีกด้วย ดังนั้นการให้เวลาเล่นกับลูกในแต่ละวัน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ๆ

เวลาที่คุณเล่นกับลูก สื่อสัมผัสแห่งความรัก, ความอบอุ่นสามารถถ่ายทอดไปยังลูกของคุณได้จริง ๆ ข้อดีข้อแรกเลยก็คือลูกของคุณจะมีจิตใจและอารมณ์ดีเพราะเขาได้ซึมซับความรู้สึกดี ๆ ที่พ่อแม่ส่งผ่านมาให้ นอกจากนี้ การเล่นกับลูกยังช่วยเสริมพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน

เสริมพัฒนาการทางสายตาและทักษะการมอง

ทารกเดือนแรกจะเริ่มหันมองซ้ายขวา คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกง่าย ๆ ด้วยสองมือของเราเอง แค่ขยับนิ้วดุ๊กดิ๊ก โบกไม้โบกมือพร้อมกับส่งเสียงพูดคุยเล่นเขาก็จะมองตาม และถ้าจะมีอุปกรณ์ประกอบเป็นของเล่นสีสันสดใส หรือมีเสียงน่ารัก ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นความสนใจได้มากขึ้น

พัฒนากล้ามเนื้อคอเมื่อลูกโตอีกนิด

สักสองสามเดือนต่อไป ลูกจะเริ่มพลิกคว่ำ ช่วงเวลานี้คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องหาอะไรให้ลูกเล่นเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป็นการฝึกให้ลูกมองบนและล่างโดยการเลื่อนมือหรือของเล่นขึ้นลง นอกจากฝึกกล้ามเนื้อตาแล้วยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อคอเวลาที่ลูกเงยหน้ามองตาม ขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะฝึกให้ลูกใช้กล้ามเนื้อมือและนิ้วไปด้วย โดยอาจหาของเล่นนุ่มนิ่มให้ลูกกำหรือบีบเล่น

เริ่มสนุกล่ะสิ เพราะลูกโตพอที่จะออกคลานและเดินได้แล้ว

เมื่อลูกเริ่มคลาน คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวซื้อลูกบอลเล็ก ๆ ไว้เล่นกับลูกได้เลย เลือกแบบสีสันสดใสและมีเสียงเพลง เพื่อเรียกความสนใจ และต้องเตรียมตัวไล่ตามให้ทันเวลาลูกเล่นกับเราเพราะเด็กเล็กจะคลานไวมาก ยิ่งถ้าเมื่อไรที่ลูกเดินได้ล่ะก็ คุณพ่อคุณแม่ต้องวอร์มร่างกายหนักหน่อยเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเดินไปกับลูกอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

เลยขวบแล้วนี่นา พาเที่ยวเลยละกัน

ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูก ควรส่งเสียงหรือพูดคุยกับเขาไปด้วยตลอดเวลา เพราะลูกจะได้พัฒนาทักษะทั้งทางร่างกายและได้ฝึกทักษะภาษาไปพร้อม ๆ กัน เพิ่มความสามารถในการสื่อสาร และนอกจากพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ต้องหาเวลาพาลูกออกไปพบปะกับคนรอบข้าง ลูกจะได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นเด็กที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี รู้จักเข้าสังคม นอกจากนี้ควรพาลูกออกไปพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่แค่ขวบปีแรกเท่านั้น วันที่ลูกโตขึ้นไม่ว่าจะอายุเท่าไรคุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีให้กับลูกตลอดไป อย่ากลัวว่าการเล่นกับลูกจะทำให้คุณเสียเวลา เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ลูก

อยากเป็นคุณแม่ที่สาวโสดยังอาย ต้องฟิตหุ่นให้ดี ๆ

การมีรูปร่างสวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสาวหรือความโสด ผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้วก็หุ่นดีได้ ต่อให้มีลูกกี่คนก็ยังหุ่นงามถ้าคุณแม่ฟิตร่างกายอยู่เสมอ รักษารูปร่างและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี รับรองได้ว่าสาว ๆ ทั้งหลายที่ยังไม่แต่งงานจะต้องยอมหลีกทางให้

ความอ้วนหลังจากมีลูก เป็นเหตุสุดวิสัยจริงหรือ

หลังจากการคลอดลูก ไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยความอ้วนเสมอไป มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสรีระของผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงเราพอคลอดแล้วอ้วน ก็จะแอบอ้างเล็ก ๆ ว่าไม่ได้อ้วนเองนะแต่อ้วนเพราะมีลูก ในความเป็นจริงเหตุที่มีลูกแล้วอ้วนนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคุณแม่ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดมากกว่า ก่อนคลอดนั้น พอจะเข้าใจได้ว่าคุณแม่จัดหนักเพื่อบำรุงลูกน้อยในครรภ์ ส่วนหลังคลอดคุณแม่หลายคนยังคงจัดหนักต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลคือ 1) เคยชินกับการทานเยอะ 2) เลี้ยงลูกเหนื่อยและต้องให้นมลูกทำให้ต้องการพลังงานและทานอาหารมากขึ้น พอนานวันเข้าถ้าไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ก็จะกลายเป็นคนที่ทานเยอะไปโดยปริยายและอาจกลายเป็นผู้หญิงอ้วนถาวร

จะเป็นการดีมาก ๆ ถ้าคุณแม่มีโอกาสได้ตั้งตัวรับมือกับความอ้วนตั้งแต่ตอนเริ่มท้องเพราะเมื่อถึงเวลาคลอดจะได้ไม่ต้องหนักใจมากกับการลดน้ำหนัก ดังนั้นหากยังพอระงับเหตุได้ทัน หรือถ้าตอนนี้คุณยังอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ล่ะก็ ขอให้ระมัดระวังเรื่องอาหารได้มาก เลือกอาหารมีประโยชน์ประเภทปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ทานคู่กับสลัดผักตามด้วยนมเสริมแคลเซียมไขมันต่ำ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ถ้าหิวระหว่างวันให้ทานธัญพืชเป็นของว่าง คุณแม่สามารถปรับเมนูต่าง ๆ เป็นอาหารชนิดอื่น ๆ ได้แต่ขออยู่ในสายเฮลท์ตี้เท่านั้น ข้อสำคัญคือห้ามไม่ให้มีของแถม เช่น ขนมหวาน ของทอด ขนมทานเล่น ห้ามอ้างว่าลูกในท้องอยากทาน เคล็ดลับสำหรับคนท้องที่ไม่อยากอ้วนหลังคลอดก็คือ ต้องรักษาวินัยในการรับประทานอย่างเคร่งครัด

ภาวะหลังคลอดก็เช่นเดียวกัน ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ลูกอ่อนมีแนวโน้มสูงในการหยิบของหวาน ๆ ทานอยู่เรื่อย ๆ เพราะความอ่อนเพลียจากการให้นมและเลี้ยงลูก แต่…หยุดก่อน เพราะไม่เช่นนั้นของหวานจะทำให้คุณอ้วนไม่หยุด พลังงานที่เสียไปในแต่ละวันสามารถ ชดเชยได้ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะทานเยอะก็ไม่ว่ากัน แต่ห้ามเป็นของหวานและของมัน เน้นโปรตีนสูงหน่อยเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วขึ้น คอยชั่งน้ำหนักและควบคุมไว้ให้ดี ๆ หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทั้งการออกกำลังกายแบบทั่วไปและการออกกำลังกายแบบฟิตหุ่นหรือลดไขมันเฉพาะส่วน เพื่อจะได้มีสุขภาพที่ดีและหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มไปพร้อม ๆ กัน

ฝึกพฤติกรรมที่ถูกต้องในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัย ไม่ว่าคุณจะมีลูกต่อไปอีกกี่คนหรือมีลูกจนตั้งทีมฟุตบอลได้ คุณก็จะยังคงเป็นคุณแม่หุ่นดีที่สาวโสดต้องอายเลยทีเดียว

อย่าก้าวข้ามความปลอดภัย ในวันที่ลูกหัดเดิน


วัยหัดเดินของลูกเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องของความปลอดภัย เพราะกล้ามเนื้อขาของลูกยังไม่แข็งแรงมากพอที่ก้าวออกไปได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องกล้าพอที่จะให้ลูกได้รู้จักล้มด้วย โดยเราเป็นผู้เดินอยู่ข้าง ๆ และคอยให้กำลังใจลูกเพื่อพัฒนาการที่ดีในก้าวต่อ ๆ ไป

เมื่อกล้ามเนื้อขาของลูกเริ่มแข็งแรงขึ้น สามารถตั้งไข่ได้โดยไม่ล้มหรือล้มน้อยครั้ง คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวไว้ได้เลย เราจะมาหัดให้ลูกเดินทีละก้าวอย่างมั่นใจ ก่อนอื่นต้องคอยสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อดูความพร้อม แต่ไม่ต้องถึงกับเร่งให้เขาหัดเดินเร็วเกินไป การเตรียมตัวสำหรับวันแรก ๆ ของการหัดเดินนั้นอาจมีลุ้นบ้างเพราะขาของเขายังไม่แข็งแรง 100% คุณแม่สามารถใช้วิธีจัดสถานที่ให้ลูกหัดเดินภายในบริเวณบ้านโดยไม่ต้องใช้พื้นที่กว้างมากนัก จะได้คอยดูแลได้ง่าย เพราะถึงอย่างไรในวันแรกนี้ลูกต้องล้มแน่นอน ให้เตรียมจัดหาอุปกรณ์ เช่น พื้นยางหรืออุปกรณ์กันกระแทกติดไว้ตามมุมต่าง ๆ เพื่อเวลาลูกล้มไปจะได้ลดแรงกระแทกลง

คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ใหม่ให้สิ้นเปลืองมาก แต่สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่และปรับการจัดวางใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อการหัดเดิน ให้ลูกสามารถเกาะและฝึกก้าวขาไปกับเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นได้โดยไม่ต้องคอยจับมือเรา และเมื่อเขาเริ่มทำได้ เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พยายามจัดสถานที่ให้ลูกหัดเดินบนพื้นราบก่อนและตรวจดูว่ามีส่วนใดที่เป็นอันตรายบ้าง เช่น มุมโต๊ะที่ยื่นแหลมออกมา สภาพของเฟอร์นิเจอร์แข็งแรงมั่นคงดีหรือไม่ และอย่าลืมปิดกั้นพื้นที่ส่วนที่เป็นบันไดทางขึ้นบ้านไว้ก่อน เพราะลูกอาจก้าวขึ้นลงและพลาดตกได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยติดตามดูลูกเพื่อช่วยฝึกให้เขาเริ่มปล่อยมือจากการเกาะทีละข้าง จนกระทั่งเขาสามารถปล่อยมือทั้งสองข้างได้

พาลูกไปเดินนอกบ้านเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ลูกจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากเดินมากขึ้น ถ้ามีรถเข็นก็สามารถให้ลูกเกาะเดินไปเรื่อย ๆ พอรถเคลื่อนที่ไป เด็กจะสนุกและ active ยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูก อย่ากลัวที่จะปล่อยมือเขา แต่ควรปล่อยให้ลูกได้ล้มและสัมผัสความเจ็บดูบ้าง เพื่อเรียนรู้ชีวิตแบบธรรมชาติ ให้เขาได้ฝึกความกล้า และเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเดินนอกบ้านนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้มากกว่าการเดินในบ้านของตัวเอง เพราะพื้นที่ภายนอกอาจมีสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าลูกควรจะเดินได้มากแค่ไหน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แค่สังเกตว่าการเดินของลูกเป็นปกติดี และสิ่งที่จะช่วยให้ลูกก้าวเดินได้อย่างภาคภูมิใจที่สุดก็คือกำลังใจจากคุณพ่อและคุณแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือเสียงปรบมือ ดีไม่ดี วันพรุ่งนี้ลูกของคุณอาจจะไม่ได้แค่เดินอย่างเดียว แต่กลับวิ่งฉิวจนคุณไล่ตามไม่ทันก็ได้

สุดช็อก ท้องแล้วทำไมมีประจำเดือนได้อีก


ว่าที่คุณแม่คนใหม่ที่เพิ่งดีอกดีใจกับการตั้งครรภ์ครั้งแรก จู่ ๆ ก็พบว่ามีเลือดไหลทางช่องคลอด ท้องแล้วทำไมเลือดออก หรือว่าเป็นเลือดประจำเดือน หรือว่าไม่ได้ท้องจริง ๆ เหตุการณ์แบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจ แต่ก่อนที่จะคิดหนักและเป็นกังวลมากไปกว่านี้ ลองสังเกตอาการตัวเองอีกครั้งว่าเลือดที่ออกมานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรถ้าคุณตั้งครรภ์จริง ๆ เลือดนั้นไม่ใช่ประจำเดือนอย่างแน่นอน แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นซึ่งมีทั้งสาเหตุที่เป็นสัญญาณอันตรายและที่เป็นเหตุการณ์ปกติของหญิงตั้งครรภ์

อาการเลือดออกที่เป็นสัญญาณอันตราย มีลักษณะอย่างไร

อาการที่ต้องรีบพบหมออย่างเร็วที่สุดคือมีเลือดไหลมากผิดปกติ ลักษณะเป็นเลือดสดใหม่และปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุหลายอย่าง อย่างแรกอาจเกิดจากผนังมดลูกฉีกขาดเพราะถูกแรงกระแทกที่หน้าท้อง หรือได้รับอุบัติเหตุ เช่นเดินชน หรือล้ม ผู้ที่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ แม้ว่าตัวคุณเองจะเป็นคนแข็งแรงดีก็ตาม แต่ผนังมดลูกและตัวอ่อนน้อย ๆ ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ

การมีเลือดออกแบบผิดปกติยังอาจมีสาเหตุจากเนื้องอกในมดลูก และเมื่อตัวอ่อนเริ่มเข้าไปฝังตัวในบริเวณที่เป็นเนื้องอกนั้น เลือดก็จะไหลออกมา สาเหตุนอกเหนือจากนี้คือการฟอร์มตัวของตัวอ่อนเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ หรือตัวอ่อนฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่ควรจะเป็น ดังที่เรียกว่าตั้งครรภ์นอกมดลูกนั่นเอง สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย และไม่สามารถปล่อยให้ครรภ์เติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบปัญหาไม่ต้องเสียใจเพราะคุณยังมีโอกาสเป็นคุณแม่ได้อีกโดยการดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งใหม่

อาการเลือดออกแบบปกติที่ไม่เลวร้าย และไม่ต้องตกใจกลัว

ช่วงประมาณสัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกได้ ผู้หญิงบางคนไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ และพอเลือดไหลออกมา ก็เข้าใจว่าเป็นประจำเดือน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเลือดจากการที่ตัวอ่อนกำลังเริ่มฝังตัวในบริเวณมดลูก และในระหว่างการฝังตัวนี้ เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นฉีกขาดเล็กน้อย ทำให้มีเลือดซึมออกมาแต่ไม่มาก เลือดจะมีลักษณะเป็นสีจาง ๆ โดยไม่มีอาการปวดท้อง จึงไม่ต้องตกใจ เลือดออกแบบนี้ไม่มีอันตราย เพราะเมื่อการฝังตัวอ่อนเสร็จสิ้นกระบวนการ เลือดจะหยุดไหลไปเองอาจใช้เวลาแค่ 1 – 2 วันเท่านั้น

คุณแม่บางคนมีเลือดออกในลักษณะเหมือนเลือดค้างเก่าคล้าย ๆ ประจำเดือนใกล้หมด และไหลแบบกะปริบกะปรอยโดยไม่รู้สึกปวดท้อง อาการแบบนี้ไม่ต้องตกใจเช่นกันเพราะสาเหตุของเลือดออกอาจเป็นเพียงแค่แผลเล็กถลอกเล็กน้อยที่บริเวณมดลูก เนื่องจากการถูกเสียดสี หรืออีกกรณีหนึ่งคือเกิดจากมดลูกติดเชื้อเพราะมีตกขาวมาก กรณีนี้ไม่อันตรายต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่ต้องรักษาให้ถูกต้องโดยการพบหมอและใช้ยาที่หมอจัดให้เท่านั้น

การตั้งครรภ์ เป็นภารกิจใหญ่ของว่าที่คุณแม่ตลอดระยะเวลาเก้าเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการที่จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตน้อย ๆ ด้วยความมีสติ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้คิดบวกไว้เสมอ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

ไม่ใช่คืนหลอน แต่ลูกร้องลั่นอย่างไร้สาเหตุเพราะอาการโคลิค


ถ้าคุณแม่เจอเหตุการณ์แบบนี้อาจตกใจ จู่ ๆ ลูกวัยยังไม่ถึงเดือนก็ร้องไห้จ้าเหมือนโดนทำร้ายหรือเจ็บตรงไหนสักอย่าง ให้นมก็ไม่ยอมกิน อุ้มก็ไม่หยุดร้อง จะให้กินยาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเป็นยาอะไรส่วนใหญ่จะร้องในตอนกลางคืน ร้องหลายชั่วโมงจนกระทั่งหยุดไปเอง แต่ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่อดนอนจนเกือบถึงเช้า

ถ้าเล่าให้ปู่ย่าตายายฟังถึงอาการที่ลูกเป็น ท่านก็คงไม่ตกใจเท่าไร ผู้ใหญ่สมัยก่อนมักจะเรียกอาการนี้ว่า เด็กร้องสามเดือน โดยท่านเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าร้องทำไม บางคนใช้วิธีทายามหาหิงคุ์ที่บริเวณท้องแต่เด็กก็หยุดร้องบ้างไม่หยุดบ้าง ว่ากันว่าต้องรอให้ครบสามเดือนจึงจะหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาการของเด็กทารกแรกเกิด คุณแม่ได้ยินแล้วคงหนักใจ จะมีวิธีใดที่ดีกว่าการรอคอยให้ครบสามเดือนหรือไม่

วิธีที่ทำได้คือคุณแม่ต้องลองสำรวจอาการของลูกน้อยดูอีกที หรือพาไปหาหมอตรวจดูว่าลูกเป็นโรคอะไรหรือไม่, อวัยวะส่วนใดผิดปกติทำให้เจ็บปวดไหม, ลูกกินนมได้ตามปกติหรือกินไม่ได้เลย, การขับถ่ายเป็นอย่างไร ถ้าคุณหมอตรวจดูไม่พบความผิดปกติใด ๆ ก็สามารถสรุปได้ว่านี่คืออาการร้องแบบโคลิค เป็นอาการที่เกิดจากความไม่สบายตัวของเด็กทารกคือเด็กอาจจะแน่นท้องจากการกินนมมาตลอดทั้งวัน หรือนมไม่ย่อยทำให้ปวดท้อง ถ้าเด็กร้องมาก ๆ คุณหมออาจให้ยาประเภทขับลม เด็กบางคนเมื่อได้ยาแล้วก็ยังร้องอยู่ อาจเป็นเพราะเขาไม่สบายตัวเพราะสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น การทำงานของลำไส้ไม่เป็นปกติ อย่างไรก็ตามสาเหตุเหล่านี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานซึ่งไม่มีข้อสรุปแน่ชัดสำหรับเด็กแต่ละคน สิ่งที่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทารกวัยไม่ถึง  1 เดือนนั้นยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงทำให้เด็กมีอาการร้องแบบโคลิค

โคลิคไม่ได้เกิดกับเด็กทารกทุกคนเสมอไป บางคนเลี้ยงง่ายไม่ร้องสักคืนเดียว ก็เลยเป็นความชิล ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ไป ส่วนครอบครัวไหนที่ลูกเล็กร้องโคลิคมาก ๆ ก็ขอให้อดทนและไม่ต้องเป็นกังวลแต่อย่างใด การร้องแบบโคลิคไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเพราะเมื่อลูกโตขึ้น มีพัฒนาการทางร่างกายดีขึ้น อวัยวะทุกส่วนเติบโตสมบูรณ์ดี เขาก็จะไม่ร้องกวนใจคุณพ่อคุณแม่อีก เอาเป็นว่าในช่วงที่ลูกยังร้องลั่นทุกคืนแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติให้ดีพร้อมกับทำสมาธิเพื่อไม่ให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดโมโห คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีปรับเวลานอนของตัวเองใหม่เป็นการชั่วคราว เพราะเด็กที่ร้องกลางคืนมักจะนอนกลางวันนาน ลูกนอนตอนไหนเราก็นอนตอนนั้น ส่วนเวลาที่ลูกร้องก็ผลัดเวรกันอุ้มลูก สองแรงแข็งขันรับรองว่าผ่านฉลุย

ดูการ์ตูน Soundtrack ยังไม่ทันเข้าเรียน ลูกก็พูดอังกฤษได้แล้ว


เด็กเล็กสมัยนี้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่นั้นบางคนยังพูดได้เป็นประโยค ทั้งที่ยังไม่เข้าเรียนก็สามารถออกเสียงด้วยสำเนียงที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา ไม่ต้องสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ของน้อง ๆ เขาทำอย่างไร เคล็ดลับอย่างหนึ่งก็คือ การให้ลูกดูการ์ตูน Soundtrack

ไม่มีเด็กคนไหนปฏิเสธการ์ตูน แม้แต่เด็กที่โตแล้วก็ตาม เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับการ์ตูนไปจนถึงวัยเรียนชั้นประถม หรืออาจมัธยมต้น ๆ เลยด้วยซ้ำ การให้ลูกดูการ์ตูนจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่เพิ่มคุณภาพการดูการ์ตูนโดยเลือกชุดที่เป็น Soundtrack ให้ลูกดู และการที่จะให้ลูกได้ดูการ์ตูน Soundtrack นั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยทารก หลายคนอาจมองว่าการให้ทารกดูการ์ตูนไม่น่าจะเป็นสันทนาการที่เหมาะกับวัยเพราะถึงแม้จะเปิดไปเด็กก็ไม่ได้ดูหรือดูไม่รู้เรื่อง จริงอยู่ที่ว่าทารกจะนอนยาวรวมแล้ววันละ 16 – 20 ชั่วโมง แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมองของทารกอายุไม่เกิน 1 ขวบครึ่งพบว่า ไม่ว่าทารกจะหลับหรือตื่นอยู่ คลื่นสมองของเด็กตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงเด็กทารกสามารถรับรู้จากประสาทสัมผัสทางการได้ยิน อาจเป็นเสียงการ์ตูนที่เปิดจากทีวีหรือเสียงเพลง เสียงนิทานที่เป็นภาษาอังกฤษ

ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยการ์ตูน Soundtrack รวมทั้งการเปิดนิทานหรือเพลงให้ฟังตั้งแต่วัยทารกเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เด็ก สำหรับการ์ตูนนั้นถึงแม้ว่าทารกยังดูไม่เป็นแต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดเพื่อสร้างความคุ้นเคย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อลูกในเวลาที่เขาโตขึ้น ลูกจะไม่ปฏิเสธการดู Soundtrack และเขาก็พอใจที่จะดูมากกว่าการ์ตูนพากย์ไทย เมื่อถึงช่วงวัยต่อไปที่ลูกเริ่มสนใจภาพยนตร์ เขาก็จะเลือกดูภาพยนตร์ที่เป็น Soundtrack ด้วยเช่นกัน ลูกจะได้รับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ เหมือนเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับชาวต่างชาติและซึมซับสำเนียงภาษาอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความเข้าใจและสามารถพูดตามได้ดียิ่งขึ้น

คุณพ่อคุณแม่บางครอบครัวให้ลูกดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ Soundtrack ตอนโตแต่ลูกกลับไม่ชอบ และปฏิเสธว่าไม่สนุก นั่นเป็นเพราะลูกไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาจึงรู้สึกอยากดูพากย์ไทยมากกว่าเพราะฟังรู้เรื่องและได้ฟีลกว่า ซึ่งก็จะเป็นการยากที่จะบังคับในช่วงเวลานั้น เด็กโตไม่ชอบการบังคับและอาจต่อต้าน การเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนอาจช่วยได้ แต่คงได้ผลไม่เท่ากับการเริ่มต้นเสริมสร้างพัฒนาการมาตั้งแต่วัยทารก เด็กที่เติบโตมากับสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ว่าการ์ตูน ภาพยนตร์ รายการทีวี รายการวิทยุ จะเป็นเด็กที่เก่งภาษาอย่างน่าทึ่ง

ภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตทั้งในยุคนี้และยุคต่อ ๆไปในช่วงวัยที่ลูก ๆ ของเราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน พวกเขาจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เด็กที่เก่งภาษาจะมีความได้เปรียบมากกว่า อยากให้ลูกเก่งภาษา เริ่มต้นง่าย ๆ แบบนี้ได้ตั้งแต่วัยทารก

เริ่มป้อนอาหารลูก เรื่องง่าย ๆ แค่ปอกกล้วย

พัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละ Step เป็นเรื่องที่น่าลุ้นเสมอสำหรับคุณแม่มือใหม่ แม้กระทั่งอาหารก็ยังเป็นเรื่องกังวลใจของคุณแม่ไม่น้อย โดยเฉพาะอาหารมื้อแรกเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะมีหลายข้อสงสัยที่คุณแม่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีกับมื้อนี้ของหนู

ลูกยังไม่หย่านมเลย จะป้อนอาหารได้แล้วหรือ

การเริ่มต้นให้เด็กทารกกินอาหารที่เรียกว่า Solid Food สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการให้นม เพียงแต่คุณแม่ต้องสังเกตดูพัฒนาการทางร่างกายของลูกว่าพร้อมรับอาหารหรือยัง ธรรมชาติของเด็กทารกเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เขาจะมีพฤติกรรมบางอย่างเป็นการบ่งบอกถึงความต้องการอาหาร คุณแม่อาจทดสอบง่าย ๆ ลองเอาช้อนเล็ก ๆ แตะปากลูกเบา ๆ ถ้าเขาอ้าปากก็แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณแล้ว ถ้าลองอีกโดยการเอาช้อนใส่ในปาก หากว่าลูกไม่หันหน้าหนีหรือคายช้อนออกมา แสดงว่าถึงเวลาป้อนอาหาร Solid Food ได้แน่นอน โดยทั่วไปความพร้อมทางร่างกายทั้งระบบย่อยและขับถ่ายจะอยู่ในช่วงที่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 6 เดือน แต่อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

ให้ลูกกินอะไร เคี้ยวอาหารไม่ได้ ฟันยังไม่ขึ้นสักหน่อย

Solid Food ไม่ใช่อาหารแข็งตามความหมายของคำว่า Solid แต่เป็นอาหารทารกที่มีส่วนผสมเป็นผัก ผลไม้ ฯลฯ ที่ย่อยง่ายมีเนื้อเหลวเด็กสามารถกลืนได้ง่าย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารชนิดหนึ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับทารกก็คือกล้วยน้ำว้าสุก อาจเลือกที่สุกมากหน่อยไม่ต้องถึงกับงอม นำมาปอกแล้วขูดใส่ถ้วยแค่ 1-2 ช้อนชา ผสมน้ำลงไปหน่อยเพื่อช่วยละลายเนื้อกล้วยให้เหลวขึ้นอีกนิด ค่อย ๆ ป้อนแค่ปลายช้อนชา ถ้าลูกเปิดรับทำปากขมุบขมิบก็แสดงว่าผ่าน

กินนิดเดียวต้องหิวแน่ ๆ ลูกจะปวดท้องไหมหนอ

การป้อนครั้งแรกไม่ต้องคาดหวังว่ากล้วยจะเข้าปากมากน้อยแค่ไหน กลืนบ้างคายบ้างคุณแม่อย่าเพิ่งซีเรียสไป แค่ให้ลูกได้ลิ้มลองเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรคุณแม่ยังคงต้องให้นมลูกเป็นอาหารหลักอยู่ดี Solid Food ถือว่าเป็นอาหารเสริม เมื่อลูกเริ่มกลืนได้ดีขึ้นและขับถ่ายเป็นปกติ จึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณและเพิ่มชนิดอาหาร เช่น ฟักทองบด แครอท ข้าวตุ๋น ผักโขม เน้นอาหารย่อยง่ายเป็นสำคัญ เรื่องปวดท้องเพราะไม่อิ่มไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ถ้าปวดท้องเพราะไม่ย่อยหรือท้องผูกจะเป็นปัญหามากกว่า และที่ต้องให้ความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาดเพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียได้

อาหารมื้อแรกของลูก ไม่น่าตกใจอย่างที่คุณแม่หลายคนกลัว และไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ทั้งสำหรับคุณแม่และสำหรับลูกน้อย ที่สำคัญก็คือคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกของเราทำไม่ได้เท่ากับคนอื่น ลูกเขากินเก่งลูกเราไม่ยอมกิน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ให้เขาเติบโตและมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ

คุณแม่หลังคลอด หุ่นดีเพราะ “เลือกทาน”

หลังคลอดลูก ไม่ว่าจะคลอดเองแบบธรรมชาติ หรือผ่าคลอดโดยวิธีทางการแพทย์ สิ่งที่หลงเหลือคือหน้าท้องย้อย ๆของคุณแม่นั่นเอง ก่อนที่จะมีลูกหุ่นดีจนผู้ชายเหลียวมองกันเป็นแถบ แต่หลังคลอดสภาพหุ่นตัวเองดูไม่ได้เลย เรื่องการเลือกรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะลดน้ำหนัก หรือคุณแม่ที่อยากจะลดน้ำหนักให้กลับมาเท่าเดิมหรือมากกว่าไม่เกิน 5 กิโลกรัมจากน้ำหนักก่อนท้อง ตามที่คุณหมอสั่ง เราจะหุ่นดีได้ก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ดีในปริมาณที่พอเหมาะ การทานในแต่ละมื้อควรทานให้อิ่ม เพราะถ้าทานจุกจิกจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ควรทานอาหารจำพวกแป้งและข้าวเท่าไหร่ดีนะ?

ควรทานข้าวมื้อละไม่เกิน 2 ทัพพี อาหารจำพวกแป้งหรือข้าวควรทานให้พอดี เน้นเป็นแป้งไม่ขัดสี หากทานมากเกินไปไม่ดีนัก เพราะอาหารประเภทนี้จะกลายเป็นน้ำตาล

แล้วอาหารจำพวกโปรตีนล่ะ ควรทานเท่าไหร่ดี?

โปรตีนคืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ สิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราต้องระวังคือ ไขมันสัตว์ หากทานมากเกินไปไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรูปร่าง ที่สำคัญหากจะปรุงให้สุก หากจำเป็นต้องทำโดยวิธีการทอด ควรใช้กระทะเทฟล่อน ใช้น้ำมันสเปรย์ฉีดเล็กน้อยให้ทั่วกระทะ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่แนะนำคือ อกไก่ลอกหนัง ถึงอกไก่จะแห้งแต่มันมีประโยชน์มาก จำนวนกิโลแคลอรี่ก็น้อยมาก คนที่ชอบออกกำลังกายมักชอบทานอกไก่เป็นโปรตีนหลัก

ทานผักชนิดไหนดีที่สุดในการเร่งลดหุ่น?

ผักทุกชนิดมีดีต่อสุขภาพ แต่ที่ดีสำหรับคนที่กำลังลดหุ่นต้องฟักทองต้มหรือนึ่งเท่านั้น เนื่องจากฟักทองเป็นผักที่มีจำนวนกิโลแคลอรี่ต่ำมาก หากเทียบกับกะเพราไก่ไข่ดาว 1 จาน เราสามารถทานฟังทองหนัก 3 กิโลกรัมได้เลยล่ะ

ส่วนผลไม้เราควรเลือกทานแบบไหนดี?

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำมาก ไว้ทานหลังอาหารหรือไว้ทานเล่นก็ได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นควรเลือกผลไม้ที่มีความหวานน้อย หรือผลไม้รสเปรี้ยว

ทุกคนอาจจะงงว่าทำไมต้องกินอาหารที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำ คำตอบคือผู้หญิงเราควรได้รับพลังงานประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ตัวอย่างเช่น เราทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ400 กิโลแคลอรี่ =1,200 กิโลแคลอรี่ คือ 3 มื้อที่ผ่านมา เราทานจนอิ่มท้องไม่ทานจุกจิก เมื่อเราได้ทานอาหารที่มีกิโลแคลอรี่น้อย ๆ เราสามารถทานของทานเล่นได้อีก 500 กิโลแคลอรี่ การรับประทานแบบนี้ก็เพื่อเป็นการทำให้เราไม่เบื่อในการลดน้ำหนักมากเกินไป

ถ้าอยากลดหุ่นห้ามลดมื้ออาหารเด็ดขาด เพราะตามธรรมชาติ เมื่อคนเราอดอาหารร่างกายจะกักเก็บสารอาหารเหล่านั้นเอาไว้ใช้เมื่อฉุกเฉิน ร่างกายจะเก็บของที่ควรไปใช้เผาผลาญในร่างกายเอาไว้ เหมือนเราเก็บของที่ค้างคืนเอาไว้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร การลดน้ำหนักก็เช่นเดียวกัน ให้คิดว่าการทานคือการเปลี่ยนสารอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอ การลดความอ้วนควรทานให้ครบ 5 หมู่เหมือนเดิมแต่ฉลาดเลือกและทานในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะคะเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในอนาคต

 

รู้เท่าทัน “เชื้อไวรัส RSV” ภัยเงียบที่มาในช่วงหน้าฝน


เด็กอายุ 0 – 3 ปี ภูมิต้านทานของเด็กนั้นจะน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก ทำให้เด็ก ๆ มักติดเชื้อไวรัสได้ง่าย บางรายรักษาไม่นานก็หาย แต่บางรายไม่โชคดีนักทำให้มีอันตรายต่อชีวิต ภัยเงียบในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ก็คือเชื้อไวรัส RSV

เชื้อไวรัส RSVคืออะไร?

ไวรัส RSV (ชื่อเต็ม : Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นในเด็กอายุ 0-3ปี เชื้อไวรัสนี้สามารถติดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเด็ก ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นัก แต่หากเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะทำให้ติดเชื้อสู่ปอด ทำให้ปอดบวมและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรงแต่อย่างใด หากติดเชื้อไวรัส RSV คุณหมอจะดูอาการและจ่ายยาตามอาการเท่านั้น

อาการเบื้องต้นของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส RSV

เด็กเล็กที่มีอายุ 0-3 ปีที่มีอาการไข้หวัด มีไข้สูง หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจครืดคราด หอบ ไอแรง มีเสมหะในลำคอ ทานอาหารได้น้อยลง ปากซีด มีอาการซึม หากคุณแม่วัดไข้แล้วอุณหภูมิสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ใจ เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้หากติดเชื้อที่ปอดแล้วจะทำปอดบวม ทำให้มีความเสี่ยงถึงชีวิตเด็ก ๆ

หากเด็ก ๆ แถวบ้านเป็นเชื้อไวรัสชนิดนี้ คุณแม่ควรให้ลูกหยุดสัมผัสผู้ที่มีเชื้อ เพราะเชื้อชนิดนี้ติดต่อกันทางน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ การไอ การจาม การสัมผัส ระยะการฟักตัวของเชื้อชนิดนี้อยู่ที่ 3-5 วัน การรักษาคนไข้จะฟื้นตัวภายใน 14 วัน  เชื้อไวรัสนี้จะค่อย ๆ แสดงอาการออกทีละนิด เริ่มจากระยะแรกจะเป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ไอ จาม จากนั้นจะไอรุนแรง อ้วก หอบ หายใจครืดคราด ไข้สูงมาก และสุดท้ายก็จะมีอาการร้ายแรงมากขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อร่างกายอ่อนแอมาก ๆ เชื้อไวรัสนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก

ผู้ใหญ่เองก็สามารถแพร่เชื้อให้เด็กได้ ถ้าผู้ใหญ่ไปสัมผัสกับเด็ก ๆ ที่มีเชื้อไวรัส RSV และไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายแล้วไปสัมผัสกับเด็กที่ไม่มีเชื้อ ก็จะทำให้เด็กที่ไม่มีเชื้อติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ฉะนั้นผู้ใหญ่เองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กอยู่ใกล้กับผู้มีเชื้อไวรัสชนิดนี้ และผู้ใหญ่ควรรักษาความสะอาดก่อนสัมผัสตัวเด็ก เพราะเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่านำเชื้อโรคไปสู่เด็ก และระมัดระวังหากลูกหลานของเรามีเชื้อไวรัสชนิดนี้ อย่าให้ไปแพร่เชื้อกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อกันได้ง่ายมาก ฉะนั้นผู้ใหญ่อย่างเราควรเป็นอีกทางช่วยหนึ่งที่จะช่วยเด็ก ๆ ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้น้อยลง

 

สอนให้ลูกเล่นกลางแจ้ง เสริมสร้างพัฒนาการและภูมิคุ้มกันทางร่างกาย (อายุ3-12ปี)


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เด็ก ๆ สามารถสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ได้มองเห็นโลกภายนอกมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีที่รวดเร็วแบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่สื่อบางอย่างเป็นสื่อที่นำพาให้ไปในทางที่ไม่ดี ฉะนั้นเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้งบ่อย ๆ ถือว่าทำกิจกรรมกับคนในครอบครัวไปในตัว อย่าให้ลูกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม เด็กบางรายถึงขั้นตาบอดไปตลอดชีวิต นั่นคือผลกระทบต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสารมากเกินจำเป็น การเล่นกลางแจ้งจึงเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและมีภูมิต้านทาน

ข้อดีของการให้ลูกเล่นกลางแจ้ง

  1. พัฒนาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
  2. ช่วยให้เด็กสามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้
  3. ช่วยให้เด็กได้มีทักษะการเข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ช่วยทำให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  5. การเล่นกลางแจ้งอาจจะทำให้เนื้อตัวเลอะโคลนไปบ้าง แต่การให้ลูกได้สัมผัสดิน เหมือนลูกได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่
  6. การเล่นกีฬาบางอย่างอาจชนะหรือแพ้ ลูกจะรู้จักให้อภัยและมีน้ำใจนักกีฬา
  7. การเล่นกลางแจ้งทำให้ได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน

ข้อควรระวังในการเล่นกลางแจ้ง

  1. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ หากเล่นน้ำพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรอยู่ดูแลอย่าใกล้ชิด
  2. ระวังอย่าให้ลูกตากแดดนานเกินไป เพราะเสี่ยงผิวหนังไหม้และเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง
  3. หากเล่นทรายควรสอนให้ลูกเล่นอย่างระมัดระวัง อย่าเอาทรายเข้าปาก ระวังทรายเข้าตาเพราะในทรายและดินมักมีเชื้อโรคปนอยู่

ตัวอย่างการละเล่นกลางแจ้งและพัฒนาการด้านต่างๆ

  1. การเล่นฟุตบอล – ช่วยพัฒนาด้านการทำงานเป็นทีม ได้วิ่งออกกำลังกาย
  2. การเล่นลูกแก้ว – เด็กได้แข่งขันกัน รู้จักแพ้รู้จักชนะ มีน้ำใจนักกีฬา
  3. ชักกะเย่อ – ได้ออกกำลังแขนขา และความสามัคคีในทีม
  4. หมากเก็บ – ช่วยการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ การนับเลข
  5. กระโดดยาง – ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น
  6. วาดภาพระบายสี,หรือระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น – ช่วยให้เด็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ของเด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ยุคนี้เข้าถึงง่ายมาก พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้เด็ก ๆ อยู่กับอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้นานเกินวันละ 2 ชั่วโมง เพราะการที่เด็ก ๆ อยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งนานมากเกินไป ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและความคิด เพิ่มความใส่ใจลูกสักนิด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตเขาให้ดี เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกในอนาคต