น้ำนมน้อย ทำอย่างไรดี? เรามีเคล็ดลับมาฝาก

น้ำนมน้อย เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดให้มีน้ำนมเยอะเพียงพอต่อความต้องการของลูก วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเด็ด ๆ ในการกระตุ้นน้ำนมแม่มาฝากกัน ซึ่งจะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ก็ต้องไปดูกันเลย

1.ดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำอุ่น จะทำให้เกิดการผลิตน้ำนมออกมามากขึ้น โดยให้ดื่มน้ำอุ่นสลับกับการดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติตลอดทั้งวัน และดื่มให้ได้วันละ 2 ลิตรขึ้นไป ก็จะทำให้คุณแม่มีน้ำนมมากพอให้ลูกน้อยดื่มอย่างแน่นอน และหากสามารถงดการดื่มน้ำเย็นไปก่อนได้ก็จะดีมาก

2.ปั๊มนมบ่อย ๆ

นอกจากให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้ว คุณแม่ก็ควรปั๊มนมเก็บไว้ด้วย ซึ่งการปั๊มนมจะช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมเยอะขึ้น และยังทำให้คุณแม่มีน้ำนมสำรองไว้ให้ลูกดื่มในยามที่คุณแม่ไม่อยู่บ้านหรือไม่สะดวกให้นมลูก นอกจากนี้การปั๊มนมออกบ้างก็จะช่วยป้องกันอาการเต้านมคัดได้เช่นกัน

3.นวดเต้านม

เพียงแค่นวดเต้านมเบา ๆ ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำนมน้อยได้ดี เพราะการนวดจะกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น และทำให้นมแม่ไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ใครที่มีปัญหานมน้อย ก็ลองทำตามกันดู แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่โดนใจที่สุด

4.ทานอาหารกระตุ้นนมแม่

อาหารบางชนิดสามารถเพิ่มน้ำนมได้ โดยจะทำให้คุณแม่มีน้ำนมเยอะขึ้น ยกตัวอย่างอาหารเพิ่มน้ำนม เช่น หัวปลี น้ำขิง มะละกอสุก ยี่หร่า ใบกระเพรา และน้ำเต้า เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณน้ำนมได้แล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มคุณค่าสารอาหารให้กับนมแม่อีกด้วย โดยล้วนมีประโยชน์ต่อลูกน้อยทั้งสิ้น

5.ฟังเพลงที่ชอบ

การฟังเพลงที่ชอบ จะช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่ได้ทางอ้อม เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีความเครียด ซึ่งความเครียดนี่เองที่เป็นตัวการทำให้นมแม่มีน้อย โดยการฟังเพลงเบา ๆ จังหวะสบาย ๆ จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย และจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี จึงส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่สามารถผลิตน้ำนมออกมาได้เยอะกว่าเดิมนั่นเอง

6.ให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นมแม่น้อย ก็เพราะการดูดนมที่ผิดวิธีของลูกน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้าอยากให้น้ำนมเยอะขึ้น คุณแม่จะต้องให้ลูกดูดนมแม่อย่างถูกวิธีที่สุด ด้วยการให้ลูกอมหัวนมแม่ลึกไปจนถึงลานนม ซึ่งการให้ลูกดูดนมแบบนี้จะทำให้นมไหลได้ดีกว่าเดิม และยังป้องกันปัญหาหัวนมแตกได้อีกด้วย

ไม่ยากเลยสำหรับเคล็ดลับการเพิ่มนมแม่ ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มีปัญหาน้ำนมน้อย ก็ลองทำตามวิธีเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อให้เกิดการผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั่นเอง

ก่อนเข้าห้องคลอด ทำใจอย่างไรดี เมื่อวินาทีที่พีคที่สุดมาถึง 

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงคือการคลอดลูก เมื่อเวลาคลอดใกล้มาถึง เชื่อว่าจิตใจของคนท้องจะต้องไม่เป็นปกติเหมือนกันทุกคน ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก จะรับมือกับความน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อย่างไร แม้ว่าอาการหวาดกลัวจะเป็นความรู้สึกที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ เรามีวิธีบรรเทาความกลัวให้ลดน้อยลงสำหรับคนใกล้คลอด

คลอดลูกคราวนี้ต้องเจ็บมากแน่ ๆ

คนใกล้คลอดมักคิดแบบนี้และจินตนาการไปต่าง ๆ นานา แต่หากจะปลอบใจว่า คลอดลูกไม่เจ็บเลยก็คงไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะการคลอดแบบธรรมชาติเจ็บจริงอะไรจริง ทั้งตอนก่อนคลอดและระหว่างคลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจ็บนานแค่ไหน บางคนร้องเจ็บปวดเป็นวัน ๆ บางคนเจ็บประเดี๋ยวเดียวก็คลอดออกมาได้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบที่สอง ผู้ใหญ่มักจะพูดว่ามีบุญจริง ๆ ที่คลอดง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีคลายความเจ็บสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนคลอด โดยการทำสมาธิ คุณอาจต้องใช้เวลาฝึกสมาธิล่วงหน้าก่อนสักสองสามเดือนหรือฝึกไว้ตั้งแต่เริ่มท้องเลยก็ได้ ถ้าสามารถทำสมาธิได้ดี ความกลัวและความเจ็บจะคลายลง การคลอดธรรมชาติจะเจ็บแค่ช่วงระหว่างคลอดเท่านั้น แล้วความเจ็บปวดทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นหน้าลูก

ผ่าคลอดไปให้สิ้นเรื่องเลยดีไหม

คนที่กลัวคลอดธรรมชาติมาก ๆ อาจเลือกคลอดด้วยวิธีผ่าออก แต่ต้องปรึกษาหมอก่อนและอยู่ในดุลยพินิจของหมอเท่านั้น รวมทั้งคนที่หมอวินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ก็จะใช้วิธีนี้เช่นกัน การผ่าคลอดเป็นวิธีที่สบายกว่าคลอดธรรมชาติ เพราะหมอจะกำหนดเวลาผ่าและให้ยาก่อน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างที่กำลังผ่าคลอด แต่จะรู้สึกอีกทีก็ตอนพักฟื้น ซึ่งอาจมีอาการเจ็บแผลบ้างเท่านั้น ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

ลูกจะปลอดภัยไหม ถ้าออกมาผิดปกติจะทำอย่างไร

ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกกลัวเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งถ้าหากว่าได้มีการฝากครรภ์กับหมอไว้ตั้งแต่เดือนแรก และเข้ารับการตรวจสุขภาพทั้งตัวแม่และลูกในท้องเป็นระยะ หมอคอยติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่องและไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีกทั้งตัวคุณเองก็ได้มีการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ไม่ทานอาหารแปลกปลอม ไม่ทำกิจกรรมโลดโผนตลอดช่วงเวลาที่อุ้มท้อง ก็สามารถที่จะมั่นใจได้ว่าลูกของคุณปลอดภัยดี เมื่อคลอดออกมาทุกอย่างย่อมเป็นปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในความดูแลของหมอที่รับฝากครรภ์อย่างใกล้ชิดและดูแลตัวเองดี ควรทำใจให้สบายและตัดความกลัวข้อนี้ออกไปได้เลย

ให้คุณพ่อเป็นกำลังใจอีกแรงหนึ่งเพื่อบรรเทาความกลัว คุณพ่อจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ก็ตอนนี้นี่เอง ฉะนั้น เคลียร์งานรอไว้ได้เลย เมื่อไรที่ถึงเวลาคลอดให้จับมือกันตั้งแต่เตรียมตัวออกจากบ้าน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วให้คุณพ่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้าห้องคลอด เพราะทางโรงพยาบาลจะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปได้ด้วย คุณพ่อคือขวัญและกำลังใจที่แข็งแกร่งของครอบครัว ดังนั้น คนเป็นพ่อจะต้องไม่ปล่อยมือแม่ของลูกเพราะการคลอดคือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

รอยขีดเขียนบนฝาผนัง เมื่อจินตนาการลูกอยู่เหนือเหตุผล คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไร


บ้านไหนมีเด็กเล็ก บ้านนั้นต้องมีจิตรกรรมบนฝาผนังไม่ว่าจะเป็นรูปวาด ระบายสี คน สัตว์ สิ่งของ ตัวอักษรตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ตัว A B C แม้แต่รอยขีดเขียนที่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง งานฝีมือทั้งหลายของเจ้าตัวเล็ก แม้จะสร้างความยุ่งยากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่สำคัญอันเปี่ยมด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของลูกที่ไม่ควรถูกจำกัด

ศิลปินตัวน้อยมักจะละเลงจินตนาการของเขาบนฝาผนังบ้านได้ตลอดเวลา แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะจัดเตรียมกระดาษ ดินสอ – สีทุกชนิดตั้งแต่สีเทียน สีเครยอน สีไม้ไว้ให้บนโต๊ะของเขาอย่างพร้อมเพรียงแล้วก็ตาม อีกทั้งพยายามจับลูกให้นั่งวาดรูปอยู่กับที่ แรก ๆ ก็ยอมนั่งนิ่ง ๆ แต่พอผ่านไปสักพักเริ่มขีดเขียนออกนอกกระดาษ เปลี่ยนไปเป็นบนพื้นโต๊ะก่อน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ขยับไปเรื่อย ๆ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ไปจนถึงการขีดเขียนบนฝาผนังทั่วบ้านไปหมด

เรื่องของผลงานที่ปรากฏคงไม่ต้องพูดถึง คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังประสบเหตุการณ์แบบนี้อยู่หรือเคยผ่านมาแล้วจะทราบกันดี ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกกำลังจะเข้าสู่วัยจินตนาการก็ต้องเตรียมรับมือไว้ได้เลย วิธีการคือ ตั้งกฎขึ้นมาเล็กน้อยแต่ไม่ต้องเคร่งครัดมาก ทำความเข้าใจกับลูกก่อนว่าถ้าจะขีดเขียนหรือระบายสี ต้องทำที่ไหน อย่างไร ถ้าไม่ทำตามจะถูกทำโทษอย่างไร เด็กบางคนก็เชื่อฟังดี แต่บางคนก็จะเป็นอย่างที่บอกคือเผลอไม่ได้ ทำโทษก็ไม่กลัว ดังนั้นให้คุณพ่อคุณแม่จัดแผนสำรองไว้อีกทางหนึ่งโดยการเตรียมกระดาษแผ่นใหญ่ ๆ มาปิดทับผนังบ้านไว้รอบด้าน เผื่อว่าลูกแหกกฎ…ต้องมีแน่นอน แต่อย่าซีเรียส ค่อยเป็นค่อยไป

ถ้าลูกออกนอกกฎจริง ๆ ก็ต้องลงโทษนิดหน่อยไม่ต้องถึงกับเกรี้ยวกราด ให้ว่ากันไปตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ สอนเขาด้วยเหตุผล แต่ไม่ต้องคาดหวังมาก เพราะเด็กเล็กยังมีความสามารถในการใช้เหตุผลได้น้อย แต่จะใช้จินตนาการมากกว่า สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด ณ เวลานั้นก็คือการเคลื่อนไหว การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การไม่อยู่ติดที่ เราไม่อาจสะกดให้เขานั่งวาดรูปบนโต๊ะได้นานอย่างที่ต้องการ ดังนั้นถ้าลูกจะเผลอไผลไปขีดผนังอีก คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ดุรุนแรง ไม่ตำหนิรอยขีดเขียนที่เขาละเลงไว้อย่างเลอะเทอะ เพราะนั่นคือผลงานสุดมหัศจรรย์ที่เขาภูมิใจว่าเขาทำได้ การระเบิดอารมณ์ใส่ลูกจะทำให้เขาขาดความมั่นใจ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่เต็มที่

ปัญหาการขีดเขียนเลอะเทอะไม่เป็นที่เป็นทางของเด็กจะหมดไปเองเมื่อเขาโตขึ้น แต่ในช่วงที่เขากำลังพัฒนาสมองซีกขวาซึ่งเป็นด้านจินตนาการนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยเขาโลดแล่นไปก่อน อาจพาเขาไปทำกิจกรรมศิลปะอย่างอื่นบ้างแทนที่จะวาดรูปบนฝาบ้านอย่างเดียว เราสามารถตามหางานศิลปะแบบต่าง ๆ ให้กับลูกได้ทุกที่ที่อยู่รอบตัว ส่วนเรื่องจิตรกรรมฝาผนังก็ไม่ต้องกังวลใจ อย่างดีก็แค่เสียเงินทาสีบ้านใหม่เท่านั้นเอง เพื่อลูก…เรื่องเล็ก

โบราณไปไหม ถ้าจะโกนผมไฟรับขวัญลูกน้อยในยุค 4G


โกนผมไฟเป็นพิธีเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง บางครอบครัวยังมีการจัดพิธีโกนผมไฟให้ลูกเมื่อครบเดือน แต่อาจจะไม่อลังการเท่าคนสมัยก่อน ขณะที่บางครอบครัวยังมีปัญหาโต้แย้งกันเรื่องโกนผมไฟอยู่ เมื่อญาติผู้ใหญ่สั่งให้ทำแต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าไม่จำเป็นและเป็นเพียงความเชื่อแบบโบราณเท่านั้น

ตามความเชื่อโบราณ คนไทยให้ความสำคัญกับการโกนผมไฟมาก เพราะเชื่อกันว่าเด็กที่เกิดมาถ้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้เกินหนึ่งเดือนแสดงว่าพ้นจากอันตรายและจะจัดพิธีรับขวัญเด็กด้วยการโกนผมไฟ ครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อยก็จะจัดอย่างเต็มรูปแบบ มีธรรมเนียมปฏิบัติตามความเชื่อบวกกับพิธีกรรมทางศาสนามากมาย มีการนำอาหารและสิ่งของที่เป็นสิริมงคลมารับขวัญเด็ก ของบางอย่างก็นำมาเพื่อเป็นเคล็ดในเรื่องต่าง ๆ เช่น เพื่อให้เด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ป่วยไข้  ไม่มีอุปสรรคอันตราย มีความมั่งคั่งสุขสบายในชีวิต ฯลฯ

อีกความเชื่อหนึ่งก็คือ การโกนผมไฟจะทำให้เด็กมีผมดกดำ ซึ่งประเด็นนี้มีคุณพ่อคุณแม่บางคนแอบลังเลใจอยู่นิด ๆ เพราะตัวเองไม่ได้โกนผมไฟให้ลูกแล้วลูกผมบาง ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกันจริงไหม ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี ถ้าเชื่อและโกนผมไฟให้ลูกในยุคที่ใคร ๆ เขาก็ทันสมัยกันขนาดนี้ แล้วเราจะถูกมองว่าโบราณไหมหนอ เอาตามความจริงเลยก็คือการโกนผมไฟไม่ได้ทำให้ผมดกหรือผมบาง ลักษณะผมของเด็กเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ดังนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของคุณพ่อคุณแม่หรือไม่ก็ญาติพี่น้องในสายเดียวกัน และความจริงอีกอย่างหนึ่งคือเด็กทารกที่ผมบาง พอโตขึ้นหน่อย ผมก็เริ่มงอกมาเพิ่ม เด็กบางคนผมเพิ่งจะหนาดกดำตอนเข้าโรงเรียนทั้ง ๆ ที่ไม่เคยโกนผมไฟมาก่อนเลย

แต่ถ้ามองในแง่ของวิทยาศาสตร์ การโกนผมไฟมีข้อดีคือทำให้ศีรษะของเด็กสะอาด เด็กทารกที่อายุเดือนสองเดือน ยังมีคราบไขมันเกาะอยู่บนหนังศีรษะ เป็นไขมันที่เกาะติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิด การล้างน้ำหรือสระผมเด็กตามปกติก็ยังไม่สามารถขจัดไขมันออกได้หมดเพราะมีเส้นผมบังอยู่ ดังนั้นการโกนผมออกหมดทั้งศีรษะจึงช่วยให้คราบไขมันเหล่านี้หลุดออกได้ง่ายขึ้น ศีรษะเด็กจะสะอาดและไม่เกิดปัญหาเชื้อรา ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากจะนำวิธีโกนผมไฟไปใช้บ้างเพื่อความสะอาดของลูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าไม่สะดวกนักก็อาจจัดการโกนผมไฟให้ลูกแบบง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก แต่สิ่งที่จำเป็นคือสุขลักษณะของอุปกรณ์ในการโกนผมและความปลอดภัยของลูก เพราะศีรษะน้อย ๆ ของเขายังค่อนข้างบางอยู่

ส่วนประเด็นที่ว่าถ้าโกนผมไฟลูกในยุคปี 2018 จะถูกมองว่าโบราณหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่อย่างใด ถึงมีคนมองว่าโบราณบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย การโกนผมไฟเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณที่บ่งบอกให้คนรุ่นหลังอย่างเรา ๆ ได้รู้ว่าคนสมัยก่อนให้ความสำคัญกับเด็กขนาดไหน แสดงถึงความรักความห่วงใยที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายมีให้กับลูก นั่นคือคุณค่าของสังคมไทยโบราณอันอบอุ่นอย่างแท้จริง

Category : การเลี้ยงบุตร

Tag : โกนผมไฟ, ลูกผมบาง, อยากให้ลูกผมดก

เครดิตภาพ : http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/889/19889/album/22788/images/199405.jpg

แต้มจินตนาการลูก เสริมสร้างความชาญฉลาดไปกับเพื่อนเล่นคนสำคัญ


ก้าวแห่งพัฒนาการที่สำคัญของลูกคือช่วงขวบปีแรก คุณพ่อและคุณแม่คือเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ เด็กทารกที่ได้เล่นกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่แรกเกิด นอกจากจะได้รับความอบอุ่นแล้ว เขายังจะมีพัฒนาการที่ดีและเร็วอีกด้วย ดังนั้นการให้เวลาเล่นกับลูกในแต่ละวัน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ๆ

เวลาที่คุณเล่นกับลูก สื่อสัมผัสแห่งความรัก, ความอบอุ่นสามารถถ่ายทอดไปยังลูกของคุณได้จริง ๆ ข้อดีข้อแรกเลยก็คือลูกของคุณจะมีจิตใจและอารมณ์ดีเพราะเขาได้ซึมซับความรู้สึกดี ๆ ที่พ่อแม่ส่งผ่านมาให้ นอกจากนี้ การเล่นกับลูกยังช่วยเสริมพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน

เสริมพัฒนาการทางสายตาและทักษะการมอง

ทารกเดือนแรกจะเริ่มหันมองซ้ายขวา คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกง่าย ๆ ด้วยสองมือของเราเอง แค่ขยับนิ้วดุ๊กดิ๊ก โบกไม้โบกมือพร้อมกับส่งเสียงพูดคุยเล่นเขาก็จะมองตาม และถ้าจะมีอุปกรณ์ประกอบเป็นของเล่นสีสันสดใส หรือมีเสียงน่ารัก ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นความสนใจได้มากขึ้น

พัฒนากล้ามเนื้อคอเมื่อลูกโตอีกนิด

สักสองสามเดือนต่อไป ลูกจะเริ่มพลิกคว่ำ ช่วงเวลานี้คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องหาอะไรให้ลูกเล่นเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป็นการฝึกให้ลูกมองบนและล่างโดยการเลื่อนมือหรือของเล่นขึ้นลง นอกจากฝึกกล้ามเนื้อตาแล้วยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อคอเวลาที่ลูกเงยหน้ามองตาม ขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะฝึกให้ลูกใช้กล้ามเนื้อมือและนิ้วไปด้วย โดยอาจหาของเล่นนุ่มนิ่มให้ลูกกำหรือบีบเล่น

เริ่มสนุกล่ะสิ เพราะลูกโตพอที่จะออกคลานและเดินได้แล้ว

เมื่อลูกเริ่มคลาน คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวซื้อลูกบอลเล็ก ๆ ไว้เล่นกับลูกได้เลย เลือกแบบสีสันสดใสและมีเสียงเพลง เพื่อเรียกความสนใจ และต้องเตรียมตัวไล่ตามให้ทันเวลาลูกเล่นกับเราเพราะเด็กเล็กจะคลานไวมาก ยิ่งถ้าเมื่อไรที่ลูกเดินได้ล่ะก็ คุณพ่อคุณแม่ต้องวอร์มร่างกายหนักหน่อยเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเดินไปกับลูกอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

เลยขวบแล้วนี่นา พาเที่ยวเลยละกัน

ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูก ควรส่งเสียงหรือพูดคุยกับเขาไปด้วยตลอดเวลา เพราะลูกจะได้พัฒนาทักษะทั้งทางร่างกายและได้ฝึกทักษะภาษาไปพร้อม ๆ กัน เพิ่มความสามารถในการสื่อสาร และนอกจากพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ต้องหาเวลาพาลูกออกไปพบปะกับคนรอบข้าง ลูกจะได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นเด็กที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี รู้จักเข้าสังคม นอกจากนี้ควรพาลูกออกไปพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่แค่ขวบปีแรกเท่านั้น วันที่ลูกโตขึ้นไม่ว่าจะอายุเท่าไรคุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีให้กับลูกตลอดไป อย่ากลัวว่าการเล่นกับลูกจะทำให้คุณเสียเวลา เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ลูก

อยากเป็นคุณแม่ที่สาวโสดยังอาย ต้องฟิตหุ่นให้ดี ๆ

การมีรูปร่างสวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสาวหรือความโสด ผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้วก็หุ่นดีได้ ต่อให้มีลูกกี่คนก็ยังหุ่นงามถ้าคุณแม่ฟิตร่างกายอยู่เสมอ รักษารูปร่างและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี รับรองได้ว่าสาว ๆ ทั้งหลายที่ยังไม่แต่งงานจะต้องยอมหลีกทางให้

ความอ้วนหลังจากมีลูก เป็นเหตุสุดวิสัยจริงหรือ

หลังจากการคลอดลูก ไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยความอ้วนเสมอไป มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสรีระของผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงเราพอคลอดแล้วอ้วน ก็จะแอบอ้างเล็ก ๆ ว่าไม่ได้อ้วนเองนะแต่อ้วนเพราะมีลูก ในความเป็นจริงเหตุที่มีลูกแล้วอ้วนนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคุณแม่ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดมากกว่า ก่อนคลอดนั้น พอจะเข้าใจได้ว่าคุณแม่จัดหนักเพื่อบำรุงลูกน้อยในครรภ์ ส่วนหลังคลอดคุณแม่หลายคนยังคงจัดหนักต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลคือ 1) เคยชินกับการทานเยอะ 2) เลี้ยงลูกเหนื่อยและต้องให้นมลูกทำให้ต้องการพลังงานและทานอาหารมากขึ้น พอนานวันเข้าถ้าไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ก็จะกลายเป็นคนที่ทานเยอะไปโดยปริยายและอาจกลายเป็นผู้หญิงอ้วนถาวร

จะเป็นการดีมาก ๆ ถ้าคุณแม่มีโอกาสได้ตั้งตัวรับมือกับความอ้วนตั้งแต่ตอนเริ่มท้องเพราะเมื่อถึงเวลาคลอดจะได้ไม่ต้องหนักใจมากกับการลดน้ำหนัก ดังนั้นหากยังพอระงับเหตุได้ทัน หรือถ้าตอนนี้คุณยังอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ล่ะก็ ขอให้ระมัดระวังเรื่องอาหารได้มาก เลือกอาหารมีประโยชน์ประเภทปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ทานคู่กับสลัดผักตามด้วยนมเสริมแคลเซียมไขมันต่ำ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ถ้าหิวระหว่างวันให้ทานธัญพืชเป็นของว่าง คุณแม่สามารถปรับเมนูต่าง ๆ เป็นอาหารชนิดอื่น ๆ ได้แต่ขออยู่ในสายเฮลท์ตี้เท่านั้น ข้อสำคัญคือห้ามไม่ให้มีของแถม เช่น ขนมหวาน ของทอด ขนมทานเล่น ห้ามอ้างว่าลูกในท้องอยากทาน เคล็ดลับสำหรับคนท้องที่ไม่อยากอ้วนหลังคลอดก็คือ ต้องรักษาวินัยในการรับประทานอย่างเคร่งครัด

ภาวะหลังคลอดก็เช่นเดียวกัน ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ลูกอ่อนมีแนวโน้มสูงในการหยิบของหวาน ๆ ทานอยู่เรื่อย ๆ เพราะความอ่อนเพลียจากการให้นมและเลี้ยงลูก แต่…หยุดก่อน เพราะไม่เช่นนั้นของหวานจะทำให้คุณอ้วนไม่หยุด พลังงานที่เสียไปในแต่ละวันสามารถ ชดเชยได้ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะทานเยอะก็ไม่ว่ากัน แต่ห้ามเป็นของหวานและของมัน เน้นโปรตีนสูงหน่อยเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วขึ้น คอยชั่งน้ำหนักและควบคุมไว้ให้ดี ๆ หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทั้งการออกกำลังกายแบบทั่วไปและการออกกำลังกายแบบฟิตหุ่นหรือลดไขมันเฉพาะส่วน เพื่อจะได้มีสุขภาพที่ดีและหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มไปพร้อม ๆ กัน

ฝึกพฤติกรรมที่ถูกต้องในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัย ไม่ว่าคุณจะมีลูกต่อไปอีกกี่คนหรือมีลูกจนตั้งทีมฟุตบอลได้ คุณก็จะยังคงเป็นคุณแม่หุ่นดีที่สาวโสดต้องอายเลยทีเดียว

อย่าก้าวข้ามความปลอดภัย ในวันที่ลูกหัดเดิน


วัยหัดเดินของลูกเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องของความปลอดภัย เพราะกล้ามเนื้อขาของลูกยังไม่แข็งแรงมากพอที่ก้าวออกไปได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องกล้าพอที่จะให้ลูกได้รู้จักล้มด้วย โดยเราเป็นผู้เดินอยู่ข้าง ๆ และคอยให้กำลังใจลูกเพื่อพัฒนาการที่ดีในก้าวต่อ ๆ ไป

เมื่อกล้ามเนื้อขาของลูกเริ่มแข็งแรงขึ้น สามารถตั้งไข่ได้โดยไม่ล้มหรือล้มน้อยครั้ง คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวไว้ได้เลย เราจะมาหัดให้ลูกเดินทีละก้าวอย่างมั่นใจ ก่อนอื่นต้องคอยสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อดูความพร้อม แต่ไม่ต้องถึงกับเร่งให้เขาหัดเดินเร็วเกินไป การเตรียมตัวสำหรับวันแรก ๆ ของการหัดเดินนั้นอาจมีลุ้นบ้างเพราะขาของเขายังไม่แข็งแรง 100% คุณแม่สามารถใช้วิธีจัดสถานที่ให้ลูกหัดเดินภายในบริเวณบ้านโดยไม่ต้องใช้พื้นที่กว้างมากนัก จะได้คอยดูแลได้ง่าย เพราะถึงอย่างไรในวันแรกนี้ลูกต้องล้มแน่นอน ให้เตรียมจัดหาอุปกรณ์ เช่น พื้นยางหรืออุปกรณ์กันกระแทกติดไว้ตามมุมต่าง ๆ เพื่อเวลาลูกล้มไปจะได้ลดแรงกระแทกลง

คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ใหม่ให้สิ้นเปลืองมาก แต่สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่และปรับการจัดวางใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อการหัดเดิน ให้ลูกสามารถเกาะและฝึกก้าวขาไปกับเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นได้โดยไม่ต้องคอยจับมือเรา และเมื่อเขาเริ่มทำได้ เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พยายามจัดสถานที่ให้ลูกหัดเดินบนพื้นราบก่อนและตรวจดูว่ามีส่วนใดที่เป็นอันตรายบ้าง เช่น มุมโต๊ะที่ยื่นแหลมออกมา สภาพของเฟอร์นิเจอร์แข็งแรงมั่นคงดีหรือไม่ และอย่าลืมปิดกั้นพื้นที่ส่วนที่เป็นบันไดทางขึ้นบ้านไว้ก่อน เพราะลูกอาจก้าวขึ้นลงและพลาดตกได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยติดตามดูลูกเพื่อช่วยฝึกให้เขาเริ่มปล่อยมือจากการเกาะทีละข้าง จนกระทั่งเขาสามารถปล่อยมือทั้งสองข้างได้

พาลูกไปเดินนอกบ้านเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ลูกจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากเดินมากขึ้น ถ้ามีรถเข็นก็สามารถให้ลูกเกาะเดินไปเรื่อย ๆ พอรถเคลื่อนที่ไป เด็กจะสนุกและ active ยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูก อย่ากลัวที่จะปล่อยมือเขา แต่ควรปล่อยให้ลูกได้ล้มและสัมผัสความเจ็บดูบ้าง เพื่อเรียนรู้ชีวิตแบบธรรมชาติ ให้เขาได้ฝึกความกล้า และเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเดินนอกบ้านนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้มากกว่าการเดินในบ้านของตัวเอง เพราะพื้นที่ภายนอกอาจมีสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าลูกควรจะเดินได้มากแค่ไหน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แค่สังเกตว่าการเดินของลูกเป็นปกติดี และสิ่งที่จะช่วยให้ลูกก้าวเดินได้อย่างภาคภูมิใจที่สุดก็คือกำลังใจจากคุณพ่อและคุณแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือเสียงปรบมือ ดีไม่ดี วันพรุ่งนี้ลูกของคุณอาจจะไม่ได้แค่เดินอย่างเดียว แต่กลับวิ่งฉิวจนคุณไล่ตามไม่ทันก็ได้

สุดช็อก ท้องแล้วทำไมมีประจำเดือนได้อีก


ว่าที่คุณแม่คนใหม่ที่เพิ่งดีอกดีใจกับการตั้งครรภ์ครั้งแรก จู่ ๆ ก็พบว่ามีเลือดไหลทางช่องคลอด ท้องแล้วทำไมเลือดออก หรือว่าเป็นเลือดประจำเดือน หรือว่าไม่ได้ท้องจริง ๆ เหตุการณ์แบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจ แต่ก่อนที่จะคิดหนักและเป็นกังวลมากไปกว่านี้ ลองสังเกตอาการตัวเองอีกครั้งว่าเลือดที่ออกมานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรถ้าคุณตั้งครรภ์จริง ๆ เลือดนั้นไม่ใช่ประจำเดือนอย่างแน่นอน แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นซึ่งมีทั้งสาเหตุที่เป็นสัญญาณอันตรายและที่เป็นเหตุการณ์ปกติของหญิงตั้งครรภ์

อาการเลือดออกที่เป็นสัญญาณอันตราย มีลักษณะอย่างไร

อาการที่ต้องรีบพบหมออย่างเร็วที่สุดคือมีเลือดไหลมากผิดปกติ ลักษณะเป็นเลือดสดใหม่และปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุหลายอย่าง อย่างแรกอาจเกิดจากผนังมดลูกฉีกขาดเพราะถูกแรงกระแทกที่หน้าท้อง หรือได้รับอุบัติเหตุ เช่นเดินชน หรือล้ม ผู้ที่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ แม้ว่าตัวคุณเองจะเป็นคนแข็งแรงดีก็ตาม แต่ผนังมดลูกและตัวอ่อนน้อย ๆ ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ

การมีเลือดออกแบบผิดปกติยังอาจมีสาเหตุจากเนื้องอกในมดลูก และเมื่อตัวอ่อนเริ่มเข้าไปฝังตัวในบริเวณที่เป็นเนื้องอกนั้น เลือดก็จะไหลออกมา สาเหตุนอกเหนือจากนี้คือการฟอร์มตัวของตัวอ่อนเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ หรือตัวอ่อนฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่ควรจะเป็น ดังที่เรียกว่าตั้งครรภ์นอกมดลูกนั่นเอง สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย และไม่สามารถปล่อยให้ครรภ์เติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบปัญหาไม่ต้องเสียใจเพราะคุณยังมีโอกาสเป็นคุณแม่ได้อีกโดยการดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งใหม่

อาการเลือดออกแบบปกติที่ไม่เลวร้าย และไม่ต้องตกใจกลัว

ช่วงประมาณสัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกได้ ผู้หญิงบางคนไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ และพอเลือดไหลออกมา ก็เข้าใจว่าเป็นประจำเดือน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเลือดจากการที่ตัวอ่อนกำลังเริ่มฝังตัวในบริเวณมดลูก และในระหว่างการฝังตัวนี้ เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นฉีกขาดเล็กน้อย ทำให้มีเลือดซึมออกมาแต่ไม่มาก เลือดจะมีลักษณะเป็นสีจาง ๆ โดยไม่มีอาการปวดท้อง จึงไม่ต้องตกใจ เลือดออกแบบนี้ไม่มีอันตราย เพราะเมื่อการฝังตัวอ่อนเสร็จสิ้นกระบวนการ เลือดจะหยุดไหลไปเองอาจใช้เวลาแค่ 1 – 2 วันเท่านั้น

คุณแม่บางคนมีเลือดออกในลักษณะเหมือนเลือดค้างเก่าคล้าย ๆ ประจำเดือนใกล้หมด และไหลแบบกะปริบกะปรอยโดยไม่รู้สึกปวดท้อง อาการแบบนี้ไม่ต้องตกใจเช่นกันเพราะสาเหตุของเลือดออกอาจเป็นเพียงแค่แผลเล็กถลอกเล็กน้อยที่บริเวณมดลูก เนื่องจากการถูกเสียดสี หรืออีกกรณีหนึ่งคือเกิดจากมดลูกติดเชื้อเพราะมีตกขาวมาก กรณีนี้ไม่อันตรายต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่ต้องรักษาให้ถูกต้องโดยการพบหมอและใช้ยาที่หมอจัดให้เท่านั้น

การตั้งครรภ์ เป็นภารกิจใหญ่ของว่าที่คุณแม่ตลอดระยะเวลาเก้าเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการที่จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตน้อย ๆ ด้วยความมีสติ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้คิดบวกไว้เสมอ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

ไม่ใช่คืนหลอน แต่ลูกร้องลั่นอย่างไร้สาเหตุเพราะอาการโคลิค


ถ้าคุณแม่เจอเหตุการณ์แบบนี้อาจตกใจ จู่ ๆ ลูกวัยยังไม่ถึงเดือนก็ร้องไห้จ้าเหมือนโดนทำร้ายหรือเจ็บตรงไหนสักอย่าง ให้นมก็ไม่ยอมกิน อุ้มก็ไม่หยุดร้อง จะให้กินยาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเป็นยาอะไรส่วนใหญ่จะร้องในตอนกลางคืน ร้องหลายชั่วโมงจนกระทั่งหยุดไปเอง แต่ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่อดนอนจนเกือบถึงเช้า

ถ้าเล่าให้ปู่ย่าตายายฟังถึงอาการที่ลูกเป็น ท่านก็คงไม่ตกใจเท่าไร ผู้ใหญ่สมัยก่อนมักจะเรียกอาการนี้ว่า เด็กร้องสามเดือน โดยท่านเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าร้องทำไม บางคนใช้วิธีทายามหาหิงคุ์ที่บริเวณท้องแต่เด็กก็หยุดร้องบ้างไม่หยุดบ้าง ว่ากันว่าต้องรอให้ครบสามเดือนจึงจะหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาการของเด็กทารกแรกเกิด คุณแม่ได้ยินแล้วคงหนักใจ จะมีวิธีใดที่ดีกว่าการรอคอยให้ครบสามเดือนหรือไม่

วิธีที่ทำได้คือคุณแม่ต้องลองสำรวจอาการของลูกน้อยดูอีกที หรือพาไปหาหมอตรวจดูว่าลูกเป็นโรคอะไรหรือไม่, อวัยวะส่วนใดผิดปกติทำให้เจ็บปวดไหม, ลูกกินนมได้ตามปกติหรือกินไม่ได้เลย, การขับถ่ายเป็นอย่างไร ถ้าคุณหมอตรวจดูไม่พบความผิดปกติใด ๆ ก็สามารถสรุปได้ว่านี่คืออาการร้องแบบโคลิค เป็นอาการที่เกิดจากความไม่สบายตัวของเด็กทารกคือเด็กอาจจะแน่นท้องจากการกินนมมาตลอดทั้งวัน หรือนมไม่ย่อยทำให้ปวดท้อง ถ้าเด็กร้องมาก ๆ คุณหมออาจให้ยาประเภทขับลม เด็กบางคนเมื่อได้ยาแล้วก็ยังร้องอยู่ อาจเป็นเพราะเขาไม่สบายตัวเพราะสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น การทำงานของลำไส้ไม่เป็นปกติ อย่างไรก็ตามสาเหตุเหล่านี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานซึ่งไม่มีข้อสรุปแน่ชัดสำหรับเด็กแต่ละคน สิ่งที่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทารกวัยไม่ถึง  1 เดือนนั้นยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงทำให้เด็กมีอาการร้องแบบโคลิค

โคลิคไม่ได้เกิดกับเด็กทารกทุกคนเสมอไป บางคนเลี้ยงง่ายไม่ร้องสักคืนเดียว ก็เลยเป็นความชิล ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ไป ส่วนครอบครัวไหนที่ลูกเล็กร้องโคลิคมาก ๆ ก็ขอให้อดทนและไม่ต้องเป็นกังวลแต่อย่างใด การร้องแบบโคลิคไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเพราะเมื่อลูกโตขึ้น มีพัฒนาการทางร่างกายดีขึ้น อวัยวะทุกส่วนเติบโตสมบูรณ์ดี เขาก็จะไม่ร้องกวนใจคุณพ่อคุณแม่อีก เอาเป็นว่าในช่วงที่ลูกยังร้องลั่นทุกคืนแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติให้ดีพร้อมกับทำสมาธิเพื่อไม่ให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดโมโห คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีปรับเวลานอนของตัวเองใหม่เป็นการชั่วคราว เพราะเด็กที่ร้องกลางคืนมักจะนอนกลางวันนาน ลูกนอนตอนไหนเราก็นอนตอนนั้น ส่วนเวลาที่ลูกร้องก็ผลัดเวรกันอุ้มลูก สองแรงแข็งขันรับรองว่าผ่านฉลุย

ดูการ์ตูน Soundtrack ยังไม่ทันเข้าเรียน ลูกก็พูดอังกฤษได้แล้ว


เด็กเล็กสมัยนี้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่นั้นบางคนยังพูดได้เป็นประโยค ทั้งที่ยังไม่เข้าเรียนก็สามารถออกเสียงด้วยสำเนียงที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา ไม่ต้องสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ของน้อง ๆ เขาทำอย่างไร เคล็ดลับอย่างหนึ่งก็คือ การให้ลูกดูการ์ตูน Soundtrack

ไม่มีเด็กคนไหนปฏิเสธการ์ตูน แม้แต่เด็กที่โตแล้วก็ตาม เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับการ์ตูนไปจนถึงวัยเรียนชั้นประถม หรืออาจมัธยมต้น ๆ เลยด้วยซ้ำ การให้ลูกดูการ์ตูนจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่เพิ่มคุณภาพการดูการ์ตูนโดยเลือกชุดที่เป็น Soundtrack ให้ลูกดู และการที่จะให้ลูกได้ดูการ์ตูน Soundtrack นั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยทารก หลายคนอาจมองว่าการให้ทารกดูการ์ตูนไม่น่าจะเป็นสันทนาการที่เหมาะกับวัยเพราะถึงแม้จะเปิดไปเด็กก็ไม่ได้ดูหรือดูไม่รู้เรื่อง จริงอยู่ที่ว่าทารกจะนอนยาวรวมแล้ววันละ 16 – 20 ชั่วโมง แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมองของทารกอายุไม่เกิน 1 ขวบครึ่งพบว่า ไม่ว่าทารกจะหลับหรือตื่นอยู่ คลื่นสมองของเด็กตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงเด็กทารกสามารถรับรู้จากประสาทสัมผัสทางการได้ยิน อาจเป็นเสียงการ์ตูนที่เปิดจากทีวีหรือเสียงเพลง เสียงนิทานที่เป็นภาษาอังกฤษ

ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยการ์ตูน Soundtrack รวมทั้งการเปิดนิทานหรือเพลงให้ฟังตั้งแต่วัยทารกเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เด็ก สำหรับการ์ตูนนั้นถึงแม้ว่าทารกยังดูไม่เป็นแต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดเพื่อสร้างความคุ้นเคย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อลูกในเวลาที่เขาโตขึ้น ลูกจะไม่ปฏิเสธการดู Soundtrack และเขาก็พอใจที่จะดูมากกว่าการ์ตูนพากย์ไทย เมื่อถึงช่วงวัยต่อไปที่ลูกเริ่มสนใจภาพยนตร์ เขาก็จะเลือกดูภาพยนตร์ที่เป็น Soundtrack ด้วยเช่นกัน ลูกจะได้รับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ เหมือนเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับชาวต่างชาติและซึมซับสำเนียงภาษาอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความเข้าใจและสามารถพูดตามได้ดียิ่งขึ้น

คุณพ่อคุณแม่บางครอบครัวให้ลูกดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ Soundtrack ตอนโตแต่ลูกกลับไม่ชอบ และปฏิเสธว่าไม่สนุก นั่นเป็นเพราะลูกไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาจึงรู้สึกอยากดูพากย์ไทยมากกว่าเพราะฟังรู้เรื่องและได้ฟีลกว่า ซึ่งก็จะเป็นการยากที่จะบังคับในช่วงเวลานั้น เด็กโตไม่ชอบการบังคับและอาจต่อต้าน การเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนอาจช่วยได้ แต่คงได้ผลไม่เท่ากับการเริ่มต้นเสริมสร้างพัฒนาการมาตั้งแต่วัยทารก เด็กที่เติบโตมากับสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ว่าการ์ตูน ภาพยนตร์ รายการทีวี รายการวิทยุ จะเป็นเด็กที่เก่งภาษาอย่างน่าทึ่ง

ภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตทั้งในยุคนี้และยุคต่อ ๆไปในช่วงวัยที่ลูก ๆ ของเราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน พวกเขาจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เด็กที่เก่งภาษาจะมีความได้เปรียบมากกว่า อยากให้ลูกเก่งภาษา เริ่มต้นง่าย ๆ แบบนี้ได้ตั้งแต่วัยทารก