5 กิจกรรมเพลิน ๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทำคลายความอึดอัดและเพิ่มความสุขให้ตนเอง

ช่วงตั้งครรภ์นับเป็นช่วงเวลาพิเศษของคุณผู้หญิงทั้งหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์มากพอสมควร ส่งผลให้บางทีก็รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวและก็หงุดหงิดง่าย จนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์บางคนไม่ค่อยอยากทำอะไรเพราะกลัวเรื่องสุขภาพตนเองและอารมณ์ของตนเองจะไปส่งผลกระทบกับทารกในครรภ์ แต่คุณรู้ไหมว่าช่วงเวลาตั้งครรภ์จริง ๆ แล้วก็ทำอะไรได้มากมาย ที่สำคัญเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่พร้อมจะทำให้คุณรู้สึกดี เพราะคุณผู้ชายเขาจะยอมตามใจคุณเป็นพิเศษ มาดู 5 กิจกรรมที่คุณทำได้ในช่วงตั้งครรภ์กันดีกว่าว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่จะทำให้คุณหายอึดอัดและมีความสุขมากขึ้น

1.นอนฟังเสียงหัวใจและคอยนับลูกดิ้น

บางครั้งความอึดอัดในช่วงตั้งครรภ์ก็ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ง่ายมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากหงุดหงิดใส่ใครแต่บางทีก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ลองมาสงบจิตใจสงบอารมณ์และคลายความหงุดหงิดแบบง่าย ๆ กับการนอนฟังเสียงหัวใจตนเองและในขณะเดียวกันก็ลองนับการดิ้นของลูกน้อยในครรภ์ไปด้วย ลองทำดูนะ กิจกรรมนี้ง่ายมาก ทำแล้วมีความสุขขึ้นแน่นอน เป็นกิจกรรมที่ทำให้คุณผ่อนคลายและมีความสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ

2.ทำอะไรที่ตื่นเต้นและเพิ่มความท้าทาย

บางครั้งการหากิจกรรมอะไรที่ไม่เคยทำนอกกรอบนอกโซนตัวเองบ้าง ก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดดีขึ้น และทำให้อารมณ์สดใสมากขึ้นอย่างการลุกขึ้นมาเปลี่ยนลุคตัวเองใหม่ อย่างเปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว ใครว่าตอนท้องเราสวยไม่ได้ แต่งตัวเปรี้ยวไม่ได้ อันนี้ไม่จริงเลยเราสามารถปรับลุคในแบบที่ไม่เคยทำให้ชีวิตสดใสขึ้นได้ หรืออย่างการนั่งเชียร์กีฬา การดูกีฬาช่วยทำให้เราตื่นเต้นและเพลินได้ด้วย หรืออย่างกิจกรรมแปลกแต่ก็ช่วยเพิ่มความสนุกตื่นเต้นได้อย่าง การเล่นพนันออนไลน์ เราไม่ได้เล่นหวังเอาร่ำรวย เอาแค่พอขำ ๆ เลือกเว็บไซต์ผู้ให้บริการรับพนันดี ๆ สักรายและก็ลองไปสนุกร่วมลุ้นกับเกมที่น่าสนใจของพวกเขา อย่าง VWIN เว็บผู้ให้บริการรับพนันกีฬาออนไลน์ชื่อดัง ซึ่งคุณอาจจะไปเดิมพันกับกีฬาที่คุณสนใจไว้สักเล็กน้อย แล้วก็มานั่งลุ้นเกมที่หน้าจอแบบนี้ก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน

3. Shopping

อันนี้คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนคงจะ ว้าว กันแน่ ๆ นี่แหละโอกาสดีที่จะชอปปิงให้เต็มที่ คุณผู้ชายเขาจะยอมคุณในช่วงนี้ อยากได้อะไรก็ซื้อเลย หรืออ้อนให้คุณผู้ชายซื้อให้ก็ได้ เพลินมากกิจกรรมนี้

4.เข้ากลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณอาจหาเพื่อนใหม่คลายเหงาและพูดคุยภาษาเดียวกันได้ผ่านกิจกรรมนี้ ปัจจุบันมีการตั้งกลุ่มคุณแม่ไว้เยอะมาก ทั้งโรงพยาบาล หรือตามโซเชียลมีเดียก็มีเช่นกัน ลองเข้าไปสมัครสมาชิกดู คุณจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองอะไรได้มากมาย ทำให้คลายความกังวลต่าง ๆ ลงได้เป็นอย่างดี แถมคุยปรึกษากันเผลออาจได้เพื่อนสนิทคนใหม่ด้วย

5.ฝึกทำงานแฮนด์เมด

ช่วงเวลาตั้งครรภ์แต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ผู้หญิงบางคนยังโฉบเฉี่ยวคล่องตัวไปไหนมาไหนได้ แต่บางคนจะขยับตัวแต่ละทีก็ลำบากหนักท้องปวดหลังไปหมด เวลาแบบนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะลองฝึกทำงานแฮนด์เมด อย่างการทำตุ๊กตาผ้า ถักไหมพรม ถักหมวกหรือรองเท้าผ้าไว้ให้ลูก กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะสร้างสมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่งได้แล้ว ยังสร้างประโยชน์ในอนาคตได้ด้วย เผื่อคลอดแล้วต้องเลี้ยงลูกอาจใช้ทักษะใหม่นี้สร้างอาชีพเสริมง่าย ๆ ได้อีกด้วย

จริง ๆ แล้วช่วงเวลา 9 เดือนแห่งการตั้งครรภ์นี้ คุณแม่สามารถทำอะไรได้มากมายกว่านี้เยอะเลยทีเดียว แต่ 5 ข้อนี้ก็คงจะเป็นแนวทางที่ทำให้คุณคลายความอึดอัดและไม่สบายตัวลงไปได้บ้างแล้ว ก็ลองนำไปใช้กันดูนะ จิตใจคุณผ่อนคลายลูกน้อยคลอดออกมาก็จะเป็นคนสงบและอารมณ์ดี

แท้งคุกคาม อันตราย ที่คนท้องไม่ควรมองข้าม

ขณะตั้งครรภ์ อยู่ดี ๆ ก็มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด คุณแม่รู้ไหมว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากภาวะแท้งคุกคาม ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะอาจตามมาด้วยการแท้งลูกแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว โดยเราก็ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแท้งคุกคามมาฝากกันด้วย เพื่อจะได้เตรียมรับมือป้องกันได้อย่างถูกวิธีนั่นเอง

ภาวะแท้งคุกคาม คืออะไร?

แท้งคุกคาม คือความผิดปกติที่มักจะเกิดในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก โดยจะเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการแท้ง ซึ่งหากทำการรักษาไม่ทัน ก็อาจแท้งลูกได้ในที่สุด ดังนั้นเมื่อพบอาการผิดปกติ จึงควรไปหาหมอทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

รู้ได้อย่างไร ว่ากำลังแท้งคุกคาม

จะรู้ได้อย่างไร ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะแท้งคุกคามหรือไม่ สังเกตได้จากอาการดังนี้

  • มีเลือดออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะออกมากน้อยแค่ไหน
  • มีตกขาวเป็นสีน้ำตาล และพบว่ามีเลือดปนมากับตกขาวด้วย
  • มีอาการปวดท้องน้อย อย่างไรก็ตามในบางคนอาจมีเลือดออก แต่ยังไม่มีอาการปวดท้องได้เหมือนกัน

ควรดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อแท้งคุกคาม

เมื่อแท้งคุกคาม คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพราะหากผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจแท้งได้เลย โดยเราก็มีคำแนะนำในการดูแลตัวเองมาฝากกันดังนี้

1.ห้ามยกของหนัก

การยกของหนัก จะทำให้มีโอกาสแท้งลูกได้สูง เพราะจะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัวมากกว่าเดิม ดังนั้นห้ามยกของหนักอย่างเด็ดขาด รวมถึงการยกของบางอย่าง ที่ทำให้รู้สึกว่ามีการเกร็งหน้าท้องด้วย

2.อย่าเครียด

ยิ่งเครียด ยิ่งเสี่ยงต่อการแท้ง โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ในภาวะแท้งคุกคามด้วยแล้ว ดังนั้นคุณแม่ควรทำใจให้สบาย ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่าพึ่งคิดเรื่องอะไรที่ทำให้เครียดเด็ดขาด

3.งดมีเพศสัมพันธ์

ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะทำอย่างระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะส่งผลให้มดลูกบีบตัว ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ในช่วงที่มีภาวะแท้งคุกคามแบบนี้ มดลูกบีบรัดตัวเพียงนิดเดียว ก็จะทำให้แท้งได้ทันที เพราะฉะนั้นอย่าเสี่ยงจะดีกว่า

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแท้งลงได้ และทำให้อาการแท้งคุกคามหายเป็นปกติเร็วขึ้น ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มักจะนอนดึก หรือนอนน้อย ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนโดยด่วน

5.อย่ายืน หรือเดินมากเกินไป

การเดินหรือยืนมากเกินไป จะทำให้มีโอกาสแท้งได้สูง ดังนั้นคุณแม่ควรเลี่ยงการยืนหรือเดินให้น้อยที่สุด ทางที่ดีควรนั่งพักหรือนอนพักบ่อย ๆ จะดีกว่า

แท้งคุกคามไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะฉะนั้นมาดูแลตัวเองให้ดี และทำตามคำแนะนำจากหมออย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์กันดีกว่า ที่สำคัญเมื่อมีความผิดปกติใด ๆ ควรไปพบแพทย์ทันที อย่าได้ปล่อยไว้นานจนสายเกินไปเด็ดขาด

7 สัญญาณเตือน คุณแม่อาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ

คุณแม่รู้ไหมครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะผิดปกติที่อันตรายต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่จึงควรเฝ้าระวัง สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ และนี่ก็คือ 7 สัญญาณ ที่จะบอกได้ว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษนั่นเอง

1.ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างแรกที่บอกได้ชัดเจนที่สุด ว่าคุณกำลังเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยจะมีความดันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแพทย์จะทำการวัดความดัน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง หากพบว่าทั้งสองครั้งความดันสูงเหมือนกัน ก็แสดงว่าคุณอาจกำลังเจอปัญหาครรภ์เป็นพิษแล้วล่ะ

2.ปวดศีรษะรุนแรง

เมื่อครรภ์เป็นพิษจะมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรงมาก แม้กินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่หาย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการปวดบริเวณหน้าผากและท้ายทอยมากที่สุด เพราะฉะนั้นหากคุณแม่ท้องมีอาการปวดศีรษะบ่อยและปวดแบบรุนแรง อย่าชะล่าใจ ควรรีบไปหาหมอทันที เพราะหากครรภ์เป็นพิษ ก็จะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

3.คลื่นไส้ อาเจียน

โดยปกติอาการคลื่นไส้และอาเจียนจะเกิดกับคนท้องในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งหากเกิดในช่วง 6 เดือน ขึ้นไป ก็ให้สงสัยได้เลยว่าคุณอาจกำลังถูกภาวะครรภ์เป็นพิษเล่นงานอยู่ โดยแนะนำให้รีบไปหาหมอทันที เพราะยิ่งตรวจเจอความผิดปกติเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาให้หายได้เร็วเท่านั้น

4.บวมตามร่างกาย

ส่วนใหญ่คนท้องจะมีอาการปวดตามมือตามเท้าได้เป็นธรรมดา แต่ก็ต้องสังเกตสักนิด เพราะบางครั้งอาการบวมที่เกิดขึ้น อาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายก็ได้ โดยเฉพาะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการบวมพร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ และจะบวมตามใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

5.สายตาพร่ามัว

สายตาพร่ามัวก็เป็นสัญญาณของโรคครรภ์เป็นพิษ เพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกว่ามีอาการตาพร่ามัว มองไม่ค่อยชัดบ่อย ๆ และหากเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะ จุกแน่นหน้าอกด้วยแล้ว ก็อย่าได้นิ่งเฉยอย่างเด็ดขาด เพราะหากคุณกำลังเป็นโรคนี้จริง ๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ก็จะเกิดอันตรายร้ายแรงได้นั่นเอง

6.ปัสสาวะน้อยมาก

การปัสสาวะในคนท้อง ยิ่งอายุครรภ์เยอะ ก็จะยิ่งปัสสาวะบ่อยมาก ดังนั้นหากพบว่าปัสสาวะน้อยจนดูผิดปกติไปจากเดิม ก็ต้องสงสัยแล้วว่าคุณกำลังมีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาการปัสสาวะน้อยอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เหมือนกัน จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจดูว่าคุณกำลังเป็นอะไรกันแน่

7.หายใจลำบาก

อาการหายใจลำบาก หายใจได้ไม่เต็มปอด มักจะพบได้บ่อยมากในคนท้องที่ครรภ์เป็นพิษ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับอาการปวดบริเวณลิ้นปี่ และจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยบางคนอาจถึงขั้นชักได้เลยทีเดียว

เมื่อมีอาการแบบนี้ แม่ท้องอย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาด ควรไปหาหมอทันทีก่อนที่จะสายเกินไป เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

ก่อนเข้าห้องคลอด ทำใจอย่างไรดี เมื่อวินาทีที่พีคที่สุดมาถึง 

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงคือการคลอดลูก เมื่อเวลาคลอดใกล้มาถึง เชื่อว่าจิตใจของคนท้องจะต้องไม่เป็นปกติเหมือนกันทุกคน ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก จะรับมือกับความน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อย่างไร แม้ว่าอาการหวาดกลัวจะเป็นความรู้สึกที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ เรามีวิธีบรรเทาความกลัวให้ลดน้อยลงสำหรับคนใกล้คลอด

คลอดลูกคราวนี้ต้องเจ็บมากแน่ ๆ

คนใกล้คลอดมักคิดแบบนี้และจินตนาการไปต่าง ๆ นานา แต่หากจะปลอบใจว่า คลอดลูกไม่เจ็บเลยก็คงไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะการคลอดแบบธรรมชาติเจ็บจริงอะไรจริง ทั้งตอนก่อนคลอดและระหว่างคลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจ็บนานแค่ไหน บางคนร้องเจ็บปวดเป็นวัน ๆ บางคนเจ็บประเดี๋ยวเดียวก็คลอดออกมาได้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบที่สอง ผู้ใหญ่มักจะพูดว่ามีบุญจริง ๆ ที่คลอดง่าย อย่างไรก็ตาม วิธีคลายความเจ็บสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนคลอด โดยการทำสมาธิ คุณอาจต้องใช้เวลาฝึกสมาธิล่วงหน้าก่อนสักสองสามเดือนหรือฝึกไว้ตั้งแต่เริ่มท้องเลยก็ได้ ถ้าสามารถทำสมาธิได้ดี ความกลัวและความเจ็บจะคลายลง การคลอดธรรมชาติจะเจ็บแค่ช่วงระหว่างคลอดเท่านั้น แล้วความเจ็บปวดทุกอย่างจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นหน้าลูก

ผ่าคลอดไปให้สิ้นเรื่องเลยดีไหม

คนที่กลัวคลอดธรรมชาติมาก ๆ อาจเลือกคลอดด้วยวิธีผ่าออก แต่ต้องปรึกษาหมอก่อนและอยู่ในดุลยพินิจของหมอเท่านั้น รวมทั้งคนที่หมอวินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ก็จะใช้วิธีนี้เช่นกัน การผ่าคลอดเป็นวิธีที่สบายกว่าคลอดธรรมชาติ เพราะหมอจะกำหนดเวลาผ่าและให้ยาก่อน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างที่กำลังผ่าคลอด แต่จะรู้สึกอีกทีก็ตอนพักฟื้น ซึ่งอาจมีอาการเจ็บแผลบ้างเท่านั้น ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

ลูกจะปลอดภัยไหม ถ้าออกมาผิดปกติจะทำอย่างไร

ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกกลัวเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งถ้าหากว่าได้มีการฝากครรภ์กับหมอไว้ตั้งแต่เดือนแรก และเข้ารับการตรวจสุขภาพทั้งตัวแม่และลูกในท้องเป็นระยะ หมอคอยติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่องและไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีกทั้งตัวคุณเองก็ได้มีการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ไม่ทานอาหารแปลกปลอม ไม่ทำกิจกรรมโลดโผนตลอดช่วงเวลาที่อุ้มท้อง ก็สามารถที่จะมั่นใจได้ว่าลูกของคุณปลอดภัยดี เมื่อคลอดออกมาทุกอย่างย่อมเป็นปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในความดูแลของหมอที่รับฝากครรภ์อย่างใกล้ชิดและดูแลตัวเองดี ควรทำใจให้สบายและตัดความกลัวข้อนี้ออกไปได้เลย

ให้คุณพ่อเป็นกำลังใจอีกแรงหนึ่งเพื่อบรรเทาความกลัว คุณพ่อจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ก็ตอนนี้นี่เอง ฉะนั้น เคลียร์งานรอไว้ได้เลย เมื่อไรที่ถึงเวลาคลอดให้จับมือกันตั้งแต่เตรียมตัวออกจากบ้าน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วให้คุณพ่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้าห้องคลอด เพราะทางโรงพยาบาลจะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปได้ด้วย คุณพ่อคือขวัญและกำลังใจที่แข็งแกร่งของครอบครัว ดังนั้น คนเป็นพ่อจะต้องไม่ปล่อยมือแม่ของลูกเพราะการคลอดคือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

สุดช็อก ท้องแล้วทำไมมีประจำเดือนได้อีก


ว่าที่คุณแม่คนใหม่ที่เพิ่งดีอกดีใจกับการตั้งครรภ์ครั้งแรก จู่ ๆ ก็พบว่ามีเลือดไหลทางช่องคลอด ท้องแล้วทำไมเลือดออก หรือว่าเป็นเลือดประจำเดือน หรือว่าไม่ได้ท้องจริง ๆ เหตุการณ์แบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจ แต่ก่อนที่จะคิดหนักและเป็นกังวลมากไปกว่านี้ ลองสังเกตอาการตัวเองอีกครั้งว่าเลือดที่ออกมานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรถ้าคุณตั้งครรภ์จริง ๆ เลือดนั้นไม่ใช่ประจำเดือนอย่างแน่นอน แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นซึ่งมีทั้งสาเหตุที่เป็นสัญญาณอันตรายและที่เป็นเหตุการณ์ปกติของหญิงตั้งครรภ์

อาการเลือดออกที่เป็นสัญญาณอันตราย มีลักษณะอย่างไร

อาการที่ต้องรีบพบหมออย่างเร็วที่สุดคือมีเลือดไหลมากผิดปกติ ลักษณะเป็นเลือดสดใหม่และปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุหลายอย่าง อย่างแรกอาจเกิดจากผนังมดลูกฉีกขาดเพราะถูกแรงกระแทกที่หน้าท้อง หรือได้รับอุบัติเหตุ เช่นเดินชน หรือล้ม ผู้ที่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ แม้ว่าตัวคุณเองจะเป็นคนแข็งแรงดีก็ตาม แต่ผนังมดลูกและตัวอ่อนน้อย ๆ ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ

การมีเลือดออกแบบผิดปกติยังอาจมีสาเหตุจากเนื้องอกในมดลูก และเมื่อตัวอ่อนเริ่มเข้าไปฝังตัวในบริเวณที่เป็นเนื้องอกนั้น เลือดก็จะไหลออกมา สาเหตุนอกเหนือจากนี้คือการฟอร์มตัวของตัวอ่อนเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ หรือตัวอ่อนฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่ควรจะเป็น ดังที่เรียกว่าตั้งครรภ์นอกมดลูกนั่นเอง สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย และไม่สามารถปล่อยให้ครรภ์เติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบปัญหาไม่ต้องเสียใจเพราะคุณยังมีโอกาสเป็นคุณแม่ได้อีกโดยการดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งใหม่

อาการเลือดออกแบบปกติที่ไม่เลวร้าย และไม่ต้องตกใจกลัว

ช่วงประมาณสัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกได้ ผู้หญิงบางคนไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ และพอเลือดไหลออกมา ก็เข้าใจว่าเป็นประจำเดือน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเลือดจากการที่ตัวอ่อนกำลังเริ่มฝังตัวในบริเวณมดลูก และในระหว่างการฝังตัวนี้ เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นฉีกขาดเล็กน้อย ทำให้มีเลือดซึมออกมาแต่ไม่มาก เลือดจะมีลักษณะเป็นสีจาง ๆ โดยไม่มีอาการปวดท้อง จึงไม่ต้องตกใจ เลือดออกแบบนี้ไม่มีอันตราย เพราะเมื่อการฝังตัวอ่อนเสร็จสิ้นกระบวนการ เลือดจะหยุดไหลไปเองอาจใช้เวลาแค่ 1 – 2 วันเท่านั้น

คุณแม่บางคนมีเลือดออกในลักษณะเหมือนเลือดค้างเก่าคล้าย ๆ ประจำเดือนใกล้หมด และไหลแบบกะปริบกะปรอยโดยไม่รู้สึกปวดท้อง อาการแบบนี้ไม่ต้องตกใจเช่นกันเพราะสาเหตุของเลือดออกอาจเป็นเพียงแค่แผลเล็กถลอกเล็กน้อยที่บริเวณมดลูก เนื่องจากการถูกเสียดสี หรืออีกกรณีหนึ่งคือเกิดจากมดลูกติดเชื้อเพราะมีตกขาวมาก กรณีนี้ไม่อันตรายต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่ต้องรักษาให้ถูกต้องโดยการพบหมอและใช้ยาที่หมอจัดให้เท่านั้น

การตั้งครรภ์ เป็นภารกิจใหญ่ของว่าที่คุณแม่ตลอดระยะเวลาเก้าเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการที่จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตน้อย ๆ ด้วยความมีสติ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้คิดบวกไว้เสมอ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

วิธีสังเกตสุขภาพลูกในครรภ์ ระหว่างช่วง 24 – 28 สัปดาห์

สุขภาพของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ แถมทารกก็พูดบอกเราไม่ได้ ยิ่งในช่วงใกล้คลอดคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตตนเองให้มาก หากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น เลือดออกจากช่องคลอด ปวดท้องน้อยรุนแรง เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ทำให้หิวน้ำมาก ปวดหัว ครรภ์เป็นพิษทำให้มือเท้าบวมมากผิดปกติ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ในทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันตราย

แต่หากมีอาการต่อไปนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อทารก เพราะอาการสะอึก การดิ้น เป็นการบ่งบอกสุขภาพของทารกในท้องได้

  1. ทารกสะอึก

การสังเกตว่าลูกในครรภ์สะอึกในแต่ละวัน จะไม่มีการกำหนดครั้งเพื่อนับการสะอึกในแต่ละวัน สามารถสังเกตว่าลูกสะอึกได้หรือไม่ด้วยตัวคุณแม่เอง เพราะเมื่อเวลาลูกสะอึกจะเหมือนเวลาที่เราสะอึก ท้องคุณแม่จะกระตุกหรือเกร็งเบา ๆ เพราะการสะอึกคือทารกกำลังฝึกหายใจในน้ำคร่ำ ทารกได้กลืนน้ำคร่ำเข้าปอดและไหลออกอย่างรวดเร็วทำให้กระบังลมหดตัวเร็ว และปอดกำลังพัฒนา ยิ่งสะอึกบ่อยยิ่งดี เพราะถ้าสะอึกบ่อยแสดงว่าปอดกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี

  1. การนับลูกดิ้น

การนับลูกดิ้นในแต่ละวันคุณหมอจะให้นับลูกดิ้นหลังทานอาหารแต่ละมื้อ เพราะเมื่อลูกได้รับสารอาหารลูกจะเริ่มขยับตัว โดยเมื่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้น 1 ครั้ง เท่ากับกับดิ้น 1 ครั้ง แต่ถ้าลูกดิ้นติดกัน 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาไม่ห่างกันมาก แสดงว่า ลูกดิ้น 1 ครั้ง การที่ลูกดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน เป็นสัญญาณที่ดี แต่การดิ้นของทารกอาจทำให้เกิดการพันกันของสายสะดือ อาจทำให้สายสะดือพันคอทารกและเสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติเช่น ลูกดิ้นมาก แต่ระยะห่างในการดิ้นแต่ละชั่วโมงทิ้งห่างเกินไปหรือหายไปเลย ให้คุณแม่ไปอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจดูอย่างละเอียด

  1. การลูบท้องเพื่อกระตุ้นการดิ้นของลูก

การลูบหน้าท้องเพื่อทำให้ทารกดิ้นมากขึ้นเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ทารกดิ้นมากขึ้นและเมื่อลูกได้รับการสัมผัสจากแม่ ลูกจะจำการกระทำนี้ คุณแม่สามารถพูดคุยไปพร้อม ๆ กับลูบท้องได้ หากลูกดิ้นตอบเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้แม่ได้ให้ความรักกับลูกทางหน้าท้อง

สุขภาพของทารกในช่วงใกล้คลอดจะเริ่มมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้น ท้องคุณแม่ก็เริ่มใหญ่ขึ้น ทารกจะเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมท่าในการคลอดธรรมชาติ แต่หากลูกไม่ยอมกลับหัว คุณแม่อาจจะต้องยอมผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก อย่างไรก็ตามสุขภาพของลูกในช่วงปลายการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและระมัดระวังให้มากที่สุด ทั้งการนั่ง การนอน การเดิน และอาหาร

 

เมื่ออายุครรภ์นานถึง 40 สัปดาห์แล้ว ทำไมไม่คลอดสักทีนะ ?

เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 38 – 40 คุณแม่หลายคนคงจะเริ่มกังวลแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไม่ได้เห็นหน้าลูกสักที ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 36- 40 สัปดาห์ โดยปกติคุณแม่จะคลอดกันแล้ว แต่เมื่อเริ่มท้องแก่มากขึ้นก็ไม่มีวี่แววว่าไม่ได้เชยชมลูกสักที วันนี้เรามีวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดไวสมใจ อีกทั้งการคลอดเลยกำหนดการตั้งครรภ์นานเกินไปส่งผลกระทบต่อแม่และลูก เสี่ยงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะ ฉะนั้นเราควรรู้วิธีกระตุ้นการคลอดในแบบต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบวิธีทำธรรมชาติและวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • วิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อช่วย

เมื่อลูกยังไม่คลอดสักทีคุณแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดโดยวิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อเป็นคนช่วยเร่งคลอด นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงท้องแก่นั้น จะทำให้การคลอดมีโอกาสสูงมากขึ้น เพราะการที่อสุจิเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดการกระตุ้นของมดลูก ทำให้มดลูกหดรัดตัว ทำให้ปวดท้องคลอดได้ไวขึ้น และเป็นการช่วยในการเปิดปากมดลูกอีกด้วย แต่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบรุนแรงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้ เมื่อเร่งคลอดและเริ่มปวดท้องถี่ ๆ ทุก 5 นาที หรือมีมูกเลือด(มีมูกใสๆปนเลือด) หรือมีน้ำเดิน(น้ำที่ไหลออกจากช่องคลอด ไม่เหม็น กลั้นไม่ได้ เหมือนปัสสาวะแตกแต่ไม่เจ็บ) ควรไปพบแพทย์ได้เลย

  • วิธีทางการแพทย์ การผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอด

หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะทำวิธีแรก ให้แนะนำวิธีการผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอดได้เลย เพราะหากทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการสำลักขี้เทาที่ปนอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เกิดปัญหาการติดเชื้อ ส่งผลให้ทารกพิการ รกอาจเสื่อมไม่สามารถนำอาหารเข้าสู่ร่างกายทารกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเสียชีวิตจากการอยู่ในครรภ์นานเกินไป อีกทั้งคุณแม่ได้รับอันตรายไปด้วย ถ้าหากเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นมา ยิ่งหากทิ้งไว้จนทารกเสียชีวิตในครรภ์นานแล้ว จะทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไม่แข็งตัว อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ หากคุณหมอตัดสินใจผ่าคลอด แล้วต้องรอฟังอาการของลูกว่าลูกออกมามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ หากมีอาจจะต้องอยู่ในห้อง NICU สักระยะ เพื่อความปลอดภัยและรอดูอาการ

การเร่งคลอดจะกระทำได้ต่อเมื่อคุณหมอแนะนำให้ทำการเร่งคลอดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและลูกน้อย คุณแม่และคุณพ่อควรปรึกษาหมอสูติก่อนทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นควรรีบพบแพทย์ทันที และที่สำคัญคุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ต้องกังวลเกินไป ลูกอาจจะยังไม่อยากออกมาข้างนอกเพราะลูกชอบที่จะอยู่ในครรภ์แม่แค่นั้นเอง

 

การเปลี่ยนแปลงที่ควรรู้ กับเหตุการณ์ครั้งสำคัญของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ ควรใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โภชนาการ อาหารเสริม วิตามินต่าง ๆ และระมัดระวังตัวเสมอ ยิ่งอายุครรภ์เพิ่มขึ้นมากเท่าใด ความเสี่ยงก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นเราควรดูแลตนเองให้ดีตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ในแต่ละสัปดาห์ร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวของแม่มีความสำคัญต่อลูก การทราบข้อมูลต่าง ๆ จะทำให้คุณแม่ตัดสินใจได้ดีขึ้น เราจึงจะขออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของทารกตั้งแต่สัปดาห์แรก จนถึง 12 สัปดาห์ เพื่อให้คุณแม่มีความพร้อมทั้งทางร่ายกายและจิตใจ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

  • ช่วงสัปดาห์แรก – 4 สัปดาห์

ในช่วงสัปดาห์แรกถึง4สัปดาห์ คุณแม่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่หากประจำเดือนขาดควรซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ หากไม่มั่นใจว่าท้องหรือไม่ สามารถไปโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อขอเจาะเลือดตรวจดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ ให้คุณแม่ฝากท้องทันที จากนั้นคุณหมอจะให้ยาเสริมมากินควบคู่กับยาเสริมบำรุงต่าง ๆ เช่น แคลเซียม โฟเลตและวิตามินต่าง ๆ หลังจากนั้นคุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายแบบเบา ๆ ได้ ในช่วง 4 สัปดาห์แรก การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ยังมีไม่มาก เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายในมากกว่า การพัฒนาตัวอ่อนจะเร็วมาก คุณแม่จะต้องนอนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ทารกพัฒนาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 5 – 8

ตัวอ่อนเริ่มมีการเจริญเติบโตมากขึ้น เริ่มมีตา จมูก ปาก แขน ขา เริ่มเริ่มมีการสร้างนิ้วมือ มีขนาดเท่ากับลูกเชอรี่ การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ อาจจะมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย อยากนอน อยากของเปรี้ยว อ้วก เหม็นอาหารที่เคยทาน ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หากคุณแม่มีน้ำหนักลดลงไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากการทานได้น้อยลง จะทำให้น้ำหนักตัวลด วิธีที่จะทำให้กินได้ปกติคือ ต้องหมั่นกินทีละน้อย ๆ แต่บ่อยขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยถือว่าโชคดีมาก และควรทานอาหารจำพวกโปรตีน ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่ควรทานของหมักของดองหรืออาหารสำเร็จรูป เพราะอาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อลูกได้

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 9 – 12

ทารกเริ่มมีอวัยวะครบถ้วนและสามารถขยับตัวได้ แต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะทารกตัวเล็กมาก ในช่วงนี้คุณแม่จะยังสามารถแพ้ท้องได้เรื่อย ๆ หน้าท้องนูนขึ้น ท้องจะเริ่มแตกลาย มีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับร่วมด้วย และเมื่อไปหาหมอ คุณหมอจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ สิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ยังคงเป็นเรื่องของสุขภาพและโภชนาการ หากคุณแม่จำเป็นต้องทานยาอื่น ๆ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาน เพราะยาบางตัวอาจจะมีผลกระทบต่อลูก หากคุณแม่ท่านใดที่มีความเครียด ควรนอนพักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ถ้าช่วงนี้ยังต้องทำงานหนักอยู่ ควรทำงานให้น้อยลง ไม่ยกของหนัก เพื่อป้องกันการแท้งในช่วง 12 สัปดาห์นี้

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้เบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลใจระหว่างตั้งครรภ์ การทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายเบา ๆ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้ทั้งคุณและลูกปลอดภัยแน่นอน

 

ความเจ็บปวดที่แสนงดงาม คลอดธรรมชาติ และการผ่าคลอด ความต่างที่ต้องเลือก

คุณแม่หลายท่านมักวิตกกังวลเกี่ยวกับการคลอดลูก ระหว่างการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอด แบบไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุด เจ็บตัวน้อยที่สุด และการรักษาตัวหายไวที่สุด คงมีคุณแม่ไม่น้อยที่หาข้อมูลจากช่องทางต่าง ๆ ทั้งถามผู้ใกล้ชิด พยาบาล คุณหมอ หรือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่คุณแม่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าตัวเลือกไหนเป็นคำตอบที่คุณแม่จะสามารถเชื่อมั่นได้ และสามารถวางแผนก่อนที่กำหนดการคลอดลูกน้อยจะมาถึง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำตัวช่วยในการคลอดสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังวิตกกังวลอยู่

อย่างที่คุณแม่ทราบกันดี การคลอดลูกนั้น มีสองวิธีหลัก ๆ นั่นก็คือ การผ่าคลอด และ การคลอดแบบธรรมชาติ แล้วมันต่างกันแบบไหนกัน

การผ่าคลอด  กระบวนของการผ่าตัดนั้นเริ่มแรกจะมีวิธีการวางยาอยู่สองวิธี คือการให้ยาสลบหรือจะเป็นการบล็อกหลัง ซึ่งคุณแม่สามารถคุยและตกลงกับคุณหมอได้ว่าจะเลือกแบบไหน การวางยาสลบนั้นจะมีข้อดีตรงที่คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างไรและไม่รู้สึกตัวตลอดที่ทำการผ่าตัด ส่วนการบล็อกหลังคุณแม่อาจจะมีอาการเจ็บตอนคุณหมอฉีดยาเข้าไปในกระดูกสันหลัง แต่ข้อดีของการบล็อกหลังนั้นในระหว่างที่ทำการผ่าตัด เราจะรับรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเห็นลูกน้อยขณะที่เขาลืมตาดูโลกได้แบบเรียลไทม์ แต่ข้อเสียของการผ่าคลอดนั้นอาจเป็นที่น่ากังวล เพราะระหว่างนั้นอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น การเสียเลือดมาก ภาวะความดันต่ำจากการบล็อกหลัง แผลติดเชื้อ หรือผังพืดที่เกิดจากการผ่าตัดซึ่งส่งผลในอนาคตสำหรับการผ่าตัดครั้งต่อไป และที่สำคัญการผ่าคลอดนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงมากกว่าการคลอดธรรมชาติหลายเท่านัก แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องการกำหนดวันคลอดของลูก หรือดูฤกษ์การคลอดลูกน้อยเป็นอันดับแรก การผ่าคลอดจึงถือว่าตอบโจทย์ที่สุด

การคลอดธรรมชาติ กระบวนการผ่าตัดคุณหมอจะทำการตัดฝีเย็บของขนาดช่องคลอดให้มีขนาดกว้างขึ้น หลังจากคลอดเสร็จก็จะเย็บเก็บแผลเข้าตามเดิม แต่ในช่วงระหว่างการผ่าตัดจะมีความเจ็บปวดมาก ซึ่งเกิดจากการที่มดลูกบีบรัดตัวแต่หลังจากคลอดเสร็จก็จะหายเจ็บทันที เหลือแต่การรักษาตัวที่เกิดจากฝีเย็บภายในไม่กี่วัน และอาการอ่อนเพลียจากการเบ่งคลอด การเสียเลือด เสียน้ำเท่านั้น แต่การคลอดธรรมชาตินั้นอาจเกิดฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น นั่นก็คือ การที่ปากมดลูกของคุณแม่ไม่เปิด รกเกาะต่ำ เด็กไม่กลับหัว หรืออุ้งเชิงกรานของคุณแม่เล็กนั่นเอง แต่ข้อดีของการคลอดธรรมชาติคือ แผลฝีเย็บจะหายไวกว่าแผลผ่าคลอดและค่ารักษาพยาบาลยังถูกกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการวางแผนการตั้งครรภ์ รวมถึงการคลอดบุตร คุณแม่ต้องดูปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายของคุณแม่ด้วย เพราะเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงต้องมีสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์เสมอ

 

ระหว่างท้อง ทำไมคุณหมอต้องระวังเรื่องเบาหวานของคุณแม่เป็นพิเศษ

คุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะทราบดีว่า ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ จะต้องมีการตรวจโรคต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งความดัน เบาหวาน เอดส์ (HIV) หรือ โรคแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เป็นเพราะในช่วงระหว่างนี้ คุณแม่จะมีร่างกายที่อ่อนแอ และมีฮอร์โมนที่สูงมากกว่าปกติของคนทั่วไป ที่ส่งผลให้ทางร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเส้นผมที่แห้ง ดวงตาไม่สดใส ริมฝีปากแตกเป็นขุย เท้าบวม คุณแม่บางท่านอาจมีโรคเครียดตามมาด้วย แต่ทำไม ? คุณหมอถึงต้องระวังเบาหวานเป็นพิเศษด้วย

เบาหวาน โดยที่ทราบกันทั่วไป คือ เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่นกัน คือ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย การทานอาหาร หรือ บุคคลที่มีไขมันในเลือดที่ค่อนข้างสูง

แล้ว “ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร”

เนื่องจากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่นั้น รกจะสร้างฮอร์โมนบางชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยได้ โดนวิธีการตรวจหาโรคนั้น คุณหมอจะให้คุณแม่ดื่มน้ำตาลกลูโคสเข้าไป 50 กรัม หลังจากนั้น 1 ชม.จะเจาะเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าหากพบว่าระดับน้ำตาลเท่ากับหรือมากกว่า 140 มก./ดล. อาจบอกได้ว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งจะส่งผลต่อครรภ์และเด็กทารก และจะทำให้ คุณแม่มีโอกาสครรภ์เป็นพิษ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ แผลหายช้า เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญคุณแม่อาจมีอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูง ส่วนทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการตั้งแต่กำเนิด น้ำหนักและตัวใหญ่กว่าปกติ หรืออาจเสียชีวิตได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ตอนคลอด และภายหลังการคลอดใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็จะส่งผลเสียในระยะยาวแก่ทารกด้วย ซึ่งอาจทำให้ทารกมีพัฒนาการช้า และยังเกิดโรคแทรกแซงตามมา เช่น ภาวะหัวใจโต ภาวะตัวเหลือง ภาวะเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เป็นต้น

วิธีป้องกันหากคุณแม่ไม่อยากเป็นเบาหวาน

  1. ใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ข้าวเหนียว น้ำผลไม้ และหันมารับประทานผัก และผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีการต้ม นึ่ง หรือผัด ซึ่งอาจแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อได้ และที่สำคัญคุณแม่อย่าละเลยอาหารหลักมื้อเช้าเป็นอันขาด
  2. การออกกำลังกาย แม้ว่าในช่วงนี้การออกกำลังกายจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่ แต่การบริการร่างกายที่สม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  3. การพบแพทย์ตามนัด มีส่วนสำคัญอย่างมากในช่วงระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะนอกจากคุณหมอจะช่วยแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณแม่แล้ว ยังสามารถช่วยคุณแม่ป้องกันละลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน เพื่อที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงต่อไป

                แม้ในขณะที่ตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องพบเจออุปสรรคมากมาย แต่การดูแลตัวเองและลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้นการห่างไกลโรค ไม่ว่าจะเบาหวานหรือโรคอื่น ๆ จึงล้วนส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ทั้งสิ้น