วิธีสังเกตสุขภาพลูกในครรภ์ ระหว่างช่วง 24 – 28 สัปดาห์

สุขภาพของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ แถมทารกก็พูดบอกเราไม่ได้ ยิ่งในช่วงใกล้คลอดคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตตนเองให้มาก หากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น เลือดออกจากช่องคลอด ปวดท้องน้อยรุนแรง เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ทำให้หิวน้ำมาก ปวดหัว ครรภ์เป็นพิษทำให้มือเท้าบวมมากผิดปกติ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ในทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนอันตราย

แต่หากมีอาการต่อไปนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อทารก เพราะอาการสะอึก การดิ้น เป็นการบ่งบอกสุขภาพของทารกในท้องได้

  1. ทารกสะอึก

การสังเกตว่าลูกในครรภ์สะอึกในแต่ละวัน จะไม่มีการกำหนดครั้งเพื่อนับการสะอึกในแต่ละวัน สามารถสังเกตว่าลูกสะอึกได้หรือไม่ด้วยตัวคุณแม่เอง เพราะเมื่อเวลาลูกสะอึกจะเหมือนเวลาที่เราสะอึก ท้องคุณแม่จะกระตุกหรือเกร็งเบา ๆ เพราะการสะอึกคือทารกกำลังฝึกหายใจในน้ำคร่ำ ทารกได้กลืนน้ำคร่ำเข้าปอดและไหลออกอย่างรวดเร็วทำให้กระบังลมหดตัวเร็ว และปอดกำลังพัฒนา ยิ่งสะอึกบ่อยยิ่งดี เพราะถ้าสะอึกบ่อยแสดงว่าปอดกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี

  1. การนับลูกดิ้น

การนับลูกดิ้นในแต่ละวันคุณหมอจะให้นับลูกดิ้นหลังทานอาหารแต่ละมื้อ เพราะเมื่อลูกได้รับสารอาหารลูกจะเริ่มขยับตัว โดยเมื่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้น 1 ครั้ง เท่ากับกับดิ้น 1 ครั้ง แต่ถ้าลูกดิ้นติดกัน 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาไม่ห่างกันมาก แสดงว่า ลูกดิ้น 1 ครั้ง การที่ลูกดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน เป็นสัญญาณที่ดี แต่การดิ้นของทารกอาจทำให้เกิดการพันกันของสายสะดือ อาจทำให้สายสะดือพันคอทารกและเสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติเช่น ลูกดิ้นมาก แต่ระยะห่างในการดิ้นแต่ละชั่วโมงทิ้งห่างเกินไปหรือหายไปเลย ให้คุณแม่ไปอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจดูอย่างละเอียด

  1. การลูบท้องเพื่อกระตุ้นการดิ้นของลูก

การลูบหน้าท้องเพื่อทำให้ทารกดิ้นมากขึ้นเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ทารกดิ้นมากขึ้นและเมื่อลูกได้รับการสัมผัสจากแม่ ลูกจะจำการกระทำนี้ คุณแม่สามารถพูดคุยไปพร้อม ๆ กับลูบท้องได้ หากลูกดิ้นตอบเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้แม่ได้ให้ความรักกับลูกทางหน้าท้อง

สุขภาพของทารกในช่วงใกล้คลอดจะเริ่มมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทารกตัวใหญ่ขึ้น ท้องคุณแม่ก็เริ่มใหญ่ขึ้น ทารกจะเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมท่าในการคลอดธรรมชาติ แต่หากลูกไม่ยอมกลับหัว คุณแม่อาจจะต้องยอมผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก อย่างไรก็ตามสุขภาพของลูกในช่วงปลายการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและระมัดระวังให้มากที่สุด ทั้งการนั่ง การนอน การเดิน และอาหาร

 

เมื่ออายุครรภ์นานถึง 40 สัปดาห์แล้ว ทำไมไม่คลอดสักทีนะ ?

เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 38 – 40 คุณแม่หลายคนคงจะเริ่มกังวลแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไม่ได้เห็นหน้าลูกสักที ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ถึงอายุครรภ์ 36- 40 สัปดาห์ โดยปกติคุณแม่จะคลอดกันแล้ว แต่เมื่อเริ่มท้องแก่มากขึ้นก็ไม่มีวี่แววว่าไม่ได้เชยชมลูกสักที วันนี้เรามีวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดไวสมใจ อีกทั้งการคลอดเลยกำหนดการตั้งครรภ์นานเกินไปส่งผลกระทบต่อแม่และลูก เสี่ยงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะ ฉะนั้นเราควรรู้วิธีกระตุ้นการคลอดในแบบต่าง ๆ ที่มีทั้งแบบวิธีทำธรรมชาติและวิธีทางการแพทย์ ดังนี้

  • วิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อช่วย

เมื่อลูกยังไม่คลอดสักทีคุณแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกคลอดโดยวิธีธรรมชาติ โดยให้คุณพ่อเป็นคนช่วยเร่งคลอด นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงท้องแก่นั้น จะทำให้การคลอดมีโอกาสสูงมากขึ้น เพราะการที่อสุจิเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดการกระตุ้นของมดลูก ทำให้มดลูกหดรัดตัว ทำให้ปวดท้องคลอดได้ไวขึ้น และเป็นการช่วยในการเปิดปากมดลูกอีกด้วย แต่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบรุนแรงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้ เมื่อเร่งคลอดและเริ่มปวดท้องถี่ ๆ ทุก 5 นาที หรือมีมูกเลือด(มีมูกใสๆปนเลือด) หรือมีน้ำเดิน(น้ำที่ไหลออกจากช่องคลอด ไม่เหม็น กลั้นไม่ได้ เหมือนปัสสาวะแตกแต่ไม่เจ็บ) ควรไปพบแพทย์ได้เลย

  • วิธีทางการแพทย์ การผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอด

หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะทำวิธีแรก ให้แนะนำวิธีการผ่าคลอดและการเหน็บยาเร่งคลอดได้เลย เพราะหากทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการสำลักขี้เทาที่ปนอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เกิดปัญหาการติดเชื้อ ส่งผลให้ทารกพิการ รกอาจเสื่อมไม่สามารถนำอาหารเข้าสู่ร่างกายทารกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเสียชีวิตจากการอยู่ในครรภ์นานเกินไป อีกทั้งคุณแม่ได้รับอันตรายไปด้วย ถ้าหากเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นมา ยิ่งหากทิ้งไว้จนทารกเสียชีวิตในครรภ์นานแล้ว จะทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไม่แข็งตัว อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ หากคุณหมอตัดสินใจผ่าคลอด แล้วต้องรอฟังอาการของลูกว่าลูกออกมามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ หากมีอาจจะต้องอยู่ในห้อง NICU สักระยะ เพื่อความปลอดภัยและรอดูอาการ

การเร่งคลอดจะกระทำได้ต่อเมื่อคุณหมอแนะนำให้ทำการเร่งคลอดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและลูกน้อย คุณแม่และคุณพ่อควรปรึกษาหมอสูติก่อนทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นควรรีบพบแพทย์ทันที และที่สำคัญคุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ต้องกังวลเกินไป ลูกอาจจะยังไม่อยากออกมาข้างนอกเพราะลูกชอบที่จะอยู่ในครรภ์แม่แค่นั้นเอง

 

การเปลี่ยนแปลงที่ควรรู้ กับเหตุการณ์ครั้งสำคัญของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ ควรใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โภชนาการ อาหารเสริม วิตามินต่าง ๆ และระมัดระวังตัวเสมอ ยิ่งอายุครรภ์เพิ่มขึ้นมากเท่าใด ความเสี่ยงก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นเราควรดูแลตนเองให้ดีตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ในแต่ละสัปดาห์ร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวของแม่มีความสำคัญต่อลูก การทราบข้อมูลต่าง ๆ จะทำให้คุณแม่ตัดสินใจได้ดีขึ้น เราจึงจะขออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของทารกตั้งแต่สัปดาห์แรก จนถึง 12 สัปดาห์ เพื่อให้คุณแม่มีความพร้อมทั้งทางร่ายกายและจิตใจ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

  • ช่วงสัปดาห์แรก – 4 สัปดาห์

ในช่วงสัปดาห์แรกถึง4สัปดาห์ คุณแม่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่หากประจำเดือนขาดควรซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ หากไม่มั่นใจว่าท้องหรือไม่ สามารถไปโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อขอเจาะเลือดตรวจดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ ให้คุณแม่ฝากท้องทันที จากนั้นคุณหมอจะให้ยาเสริมมากินควบคู่กับยาเสริมบำรุงต่าง ๆ เช่น แคลเซียม โฟเลตและวิตามินต่าง ๆ หลังจากนั้นคุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายแบบเบา ๆ ได้ ในช่วง 4 สัปดาห์แรก การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ยังมีไม่มาก เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายในมากกว่า การพัฒนาตัวอ่อนจะเร็วมาก คุณแม่จะต้องนอนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ทารกพัฒนาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 5 – 8

ตัวอ่อนเริ่มมีการเจริญเติบโตมากขึ้น เริ่มมีตา จมูก ปาก แขน ขา เริ่มเริ่มมีการสร้างนิ้วมือ มีขนาดเท่ากับลูกเชอรี่ การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ อาจจะมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย อยากนอน อยากของเปรี้ยว อ้วก เหม็นอาหารที่เคยทาน ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หากคุณแม่มีน้ำหนักลดลงไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากการทานได้น้อยลง จะทำให้น้ำหนักตัวลด วิธีที่จะทำให้กินได้ปกติคือ ต้องหมั่นกินทีละน้อย ๆ แต่บ่อยขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยถือว่าโชคดีมาก และควรทานอาหารจำพวกโปรตีน ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่ควรทานของหมักของดองหรืออาหารสำเร็จรูป เพราะอาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อลูกได้

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 9 – 12

ทารกเริ่มมีอวัยวะครบถ้วนและสามารถขยับตัวได้ แต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะทารกตัวเล็กมาก ในช่วงนี้คุณแม่จะยังสามารถแพ้ท้องได้เรื่อย ๆ หน้าท้องนูนขึ้น ท้องจะเริ่มแตกลาย มีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับร่วมด้วย และเมื่อไปหาหมอ คุณหมอจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ สิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ยังคงเป็นเรื่องของสุขภาพและโภชนาการ หากคุณแม่จำเป็นต้องทานยาอื่น ๆ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาน เพราะยาบางตัวอาจจะมีผลกระทบต่อลูก หากคุณแม่ท่านใดที่มีความเครียด ควรนอนพักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ถ้าช่วงนี้ยังต้องทำงานหนักอยู่ ควรทำงานให้น้อยลง ไม่ยกของหนัก เพื่อป้องกันการแท้งในช่วง 12 สัปดาห์นี้

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้เบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลใจระหว่างตั้งครรภ์ การทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายเบา ๆ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้ทั้งคุณและลูกปลอดภัยแน่นอน

 

ความเจ็บปวดที่แสนงดงาม คลอดธรรมชาติ และการผ่าคลอด ความต่างที่ต้องเลือก

คุณแม่หลายท่านมักวิตกกังวลเกี่ยวกับการคลอดลูก ระหว่างการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอด แบบไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุด เจ็บตัวน้อยที่สุด และการรักษาตัวหายไวที่สุด คงมีคุณแม่ไม่น้อยที่หาข้อมูลจากช่องทางต่าง ๆ ทั้งถามผู้ใกล้ชิด พยาบาล คุณหมอ หรือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่คุณแม่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าตัวเลือกไหนเป็นคำตอบที่คุณแม่จะสามารถเชื่อมั่นได้ และสามารถวางแผนก่อนที่กำหนดการคลอดลูกน้อยจะมาถึง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำตัวช่วยในการคลอดสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังวิตกกังวลอยู่

อย่างที่คุณแม่ทราบกันดี การคลอดลูกนั้น มีสองวิธีหลัก ๆ นั่นก็คือ การผ่าคลอด และ การคลอดแบบธรรมชาติ แล้วมันต่างกันแบบไหนกัน

การผ่าคลอด  กระบวนของการผ่าตัดนั้นเริ่มแรกจะมีวิธีการวางยาอยู่สองวิธี คือการให้ยาสลบหรือจะเป็นการบล็อกหลัง ซึ่งคุณแม่สามารถคุยและตกลงกับคุณหมอได้ว่าจะเลือกแบบไหน การวางยาสลบนั้นจะมีข้อดีตรงที่คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างไรและไม่รู้สึกตัวตลอดที่ทำการผ่าตัด ส่วนการบล็อกหลังคุณแม่อาจจะมีอาการเจ็บตอนคุณหมอฉีดยาเข้าไปในกระดูกสันหลัง แต่ข้อดีของการบล็อกหลังนั้นในระหว่างที่ทำการผ่าตัด เราจะรับรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเห็นลูกน้อยขณะที่เขาลืมตาดูโลกได้แบบเรียลไทม์ แต่ข้อเสียของการผ่าคลอดนั้นอาจเป็นที่น่ากังวล เพราะระหว่างนั้นอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น การเสียเลือดมาก ภาวะความดันต่ำจากการบล็อกหลัง แผลติดเชื้อ หรือผังพืดที่เกิดจากการผ่าตัดซึ่งส่งผลในอนาคตสำหรับการผ่าตัดครั้งต่อไป และที่สำคัญการผ่าคลอดนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงมากกว่าการคลอดธรรมชาติหลายเท่านัก แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องการกำหนดวันคลอดของลูก หรือดูฤกษ์การคลอดลูกน้อยเป็นอันดับแรก การผ่าคลอดจึงถือว่าตอบโจทย์ที่สุด

การคลอดธรรมชาติ กระบวนการผ่าตัดคุณหมอจะทำการตัดฝีเย็บของขนาดช่องคลอดให้มีขนาดกว้างขึ้น หลังจากคลอดเสร็จก็จะเย็บเก็บแผลเข้าตามเดิม แต่ในช่วงระหว่างการผ่าตัดจะมีความเจ็บปวดมาก ซึ่งเกิดจากการที่มดลูกบีบรัดตัวแต่หลังจากคลอดเสร็จก็จะหายเจ็บทันที เหลือแต่การรักษาตัวที่เกิดจากฝีเย็บภายในไม่กี่วัน และอาการอ่อนเพลียจากการเบ่งคลอด การเสียเลือด เสียน้ำเท่านั้น แต่การคลอดธรรมชาตินั้นอาจเกิดฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น นั่นก็คือ การที่ปากมดลูกของคุณแม่ไม่เปิด รกเกาะต่ำ เด็กไม่กลับหัว หรืออุ้งเชิงกรานของคุณแม่เล็กนั่นเอง แต่ข้อดีของการคลอดธรรมชาติคือ แผลฝีเย็บจะหายไวกว่าแผลผ่าคลอดและค่ารักษาพยาบาลยังถูกกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการวางแผนการตั้งครรภ์ รวมถึงการคลอดบุตร คุณแม่ต้องดูปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายของคุณแม่ด้วย เพราะเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงต้องมีสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์เสมอ

 

ระหว่างท้อง ทำไมคุณหมอต้องระวังเรื่องเบาหวานของคุณแม่เป็นพิเศษ

คุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะทราบดีว่า ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ จะต้องมีการตรวจโรคต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งความดัน เบาหวาน เอดส์ (HIV) หรือ โรคแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เป็นเพราะในช่วงระหว่างนี้ คุณแม่จะมีร่างกายที่อ่อนแอ และมีฮอร์โมนที่สูงมากกว่าปกติของคนทั่วไป ที่ส่งผลให้ทางร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเส้นผมที่แห้ง ดวงตาไม่สดใส ริมฝีปากแตกเป็นขุย เท้าบวม คุณแม่บางท่านอาจมีโรคเครียดตามมาด้วย แต่ทำไม ? คุณหมอถึงต้องระวังเบาหวานเป็นพิเศษด้วย

เบาหวาน โดยที่ทราบกันทั่วไป คือ เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่นกัน คือ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย การทานอาหาร หรือ บุคคลที่มีไขมันในเลือดที่ค่อนข้างสูง

แล้ว “ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร”

เนื่องจากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่นั้น รกจะสร้างฮอร์โมนบางชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยได้ โดนวิธีการตรวจหาโรคนั้น คุณหมอจะให้คุณแม่ดื่มน้ำตาลกลูโคสเข้าไป 50 กรัม หลังจากนั้น 1 ชม.จะเจาะเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าหากพบว่าระดับน้ำตาลเท่ากับหรือมากกว่า 140 มก./ดล. อาจบอกได้ว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งจะส่งผลต่อครรภ์และเด็กทารก และจะทำให้ คุณแม่มีโอกาสครรภ์เป็นพิษ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ แผลหายช้า เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญคุณแม่อาจมีอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูง ส่วนทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการตั้งแต่กำเนิด น้ำหนักและตัวใหญ่กว่าปกติ หรืออาจเสียชีวิตได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ตอนคลอด และภายหลังการคลอดใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็จะส่งผลเสียในระยะยาวแก่ทารกด้วย ซึ่งอาจทำให้ทารกมีพัฒนาการช้า และยังเกิดโรคแทรกแซงตามมา เช่น ภาวะหัวใจโต ภาวะตัวเหลือง ภาวะเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เป็นต้น

วิธีป้องกันหากคุณแม่ไม่อยากเป็นเบาหวาน

  1. ใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ข้าวเหนียว น้ำผลไม้ และหันมารับประทานผัก และผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีการต้ม นึ่ง หรือผัด ซึ่งอาจแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อได้ และที่สำคัญคุณแม่อย่าละเลยอาหารหลักมื้อเช้าเป็นอันขาด
  2. การออกกำลังกาย แม้ว่าในช่วงนี้การออกกำลังกายจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่ แต่การบริการร่างกายที่สม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  3. การพบแพทย์ตามนัด มีส่วนสำคัญอย่างมากในช่วงระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะนอกจากคุณหมอจะช่วยแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณแม่แล้ว ยังสามารถช่วยคุณแม่ป้องกันละลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน เพื่อที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงต่อไป

                แม้ในขณะที่ตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องพบเจออุปสรรคมากมาย แต่การดูแลตัวเองและลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้นการห่างไกลโรค ไม่ว่าจะเบาหวานหรือโรคอื่น ๆ จึงล้วนส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ทั้งสิ้น