ลูกคลอดก่อนกำหนด จะดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูกันเลย

คลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาที่คนท้องมักจะต้องเจอกันบ่อย ๆ โดยส่วนใหญ่มักจะคลอดในช่วงอายุครรภ์ 7 เดือน ซึ่งเด็กยังไม่พร้อมที่จะออกมาเจอกับโรคภายนอกมากนัก ดังนั้นคุณหมอจึงต้องให้เด็กอยู่ในตู้อบจนกว่าจะแข็งแรงดีและมีน้ำหนักตามเกณฑ์ ซึ่งหลังจากพาลูกกลับบ้านได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของคุณแม่แล้วล่ะ ที่จะต้องดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยและเติบโตอย่างสมวัย โดยเราก็มีคำแนะนำในการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดมาบอกกันดังนี้

วิธีดูแล ทารกคลอดก่อนกำหนด

สำหรับการดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดก็ไม่ยากเลย โดยมีสิ่งที่คุณแม่ควรทำและใส่ใจดังนี้

  1. ให้ลูกดูดนมแม่บ่อย ๆ และมากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพของลูก และทำให้ลูกเติบโตอย่างสมวัย โดยควรให้ลูกดูดนมทุก 2 ชั่วโมง และการดูดนมแต่ละครั้งก็ต้องให้ดูดจนเกลี้ยงเต้าจึงสลับไปดูดอีกข้าง ที่สำคัญต้องให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธีด้วยนะ
  2. อย่าให้ใครสัมผัสลูก เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งแม้แต่คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสลูกทุกครั้ง
  3. ห่อตัวลูกอยู่เสมอ เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนด จะยังต้องการความอบอุ่นเหมือนกับอยู่ในท้องแม่ อีกทั้งหากลูกตัวเย็นจะทำให้ลูกป่วยได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องห่อตัวลูกเอาไว้ หรือห่มผ้าให้ลูกทุกครั้งที่นอนหลับนั่นเอง
  4. เล่นกับลูกบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนดมักจะมีปัญหาพัฒนาการช้า พ่อแม่จึงต้องช่วยกระตุ้นอีกทางนั่นเอง

ปัญหาที่มักจะเจอ เมื่อลูกคลอดก่อนกำหนด

มาดูกันว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด มักจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้ถูกวิธีนั่นเอง

  1. ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนดจะมีภูมิคุ้มกันต่ำมาก หรือแทบไม่มีเลย จึงส่งผลให้ติดเชื้อ ป่วยบ่อย ซึ่งคุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
  2. มองเห็นช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน หรือในเด็กบางคนอาจมีปัญหามองไม่เห็นเลยก็ได้ ซึ่งคุณแม่จะต้องสังเกต หากพบว่าลูกมองไม่เห็นควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน
  3. มีความผิดปกติที่หู เช่น ไม่ได้ยินเสียง มีการติดเชื้อในหู เป็นต้น
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยอาจจะพบว่าลูกคอแข็งช้า ไม่สามารถคลานหรือเดินตามวัยได้ โดยคุณแม่ก็ควรช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของลูก หรือหากลองแล้วไม่มีทีท่าว่าจะได้ผล ก็ให้พาไปพบแพทย์จะดีที่สุด

เมื่อลูกคลอดก่อนกำหนด คุณแม่จะต้องใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด และสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยอยู่เสมอ ซึ่งหากพบความผิดปกติใด ๆ ก็ควรรีบพาลูกไปหาหมอในทันที เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง นอกจากนี้อย่าลืมให้ลูกดื่มนมแม่ให้ได้เยอะที่สุดด้วย

แก้ปัญหาลูกนอนหลับยากกับ 6 เคล็ดลับ ที่ทำแล้วได้ผลจริง

คุณแม่หลายท่านคงจะกังวลกับปัญหาลูกนอนหลับยากอยู่ใช่ไหม ซึ่งกว่าจะนอนก็ทำเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว วันนี้เราจึงนำ 6 เคล็ดลับช่วยให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้นมาฝากกัน โดยรับรองเลยว่าทำแล้วได้ผลจริงอย่างแน่นอน ไปดูกันเลยดีกว่าว่า มีเคล็ดลับอะไรบ้าง

1.พาอาบน้ำให้สบายตัว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนใหญ่ เมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ก็จะทำให้นอนหลับยากทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น ก็ต้องพาไปอาบน้ำให้สบายตัวกันก่อนเลย โดยแนะนำให้อาบน้ำอุ่นให้ลูก เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย จึงทำให้ลูกง่วงนอนเร็วและหลับง่ายกว่าปกตินั่นเอง

2.ร้องเพลงกล่อมเด็ก

ต้องบอกเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน การร้องเพลงกล่อมเด็ก ก็ยังคงได้ผลเสมอ เพราะเสียงเพลงจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเพลิดเพลิน และนอนหลับไปอย่างง่ายดาย แถมยังมีงานวิจัยพบว่าเสียงเพลงจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมองให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะร้องเพลงกล่อมลูกน้อยกันเลยเชียว

3.ปิดไฟและทำให้ห้องนอนเงียบที่สุด

หากมีแสงไฟหรือเสียงดังรบกวนจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรปิดไฟให้หมด และสร้างบรรยากาศภายในห้องนอนให้เงียบที่สุด จากนั้นกล่อมลูกนอนสักพัก เจ้าตัวน้อยก็จะค่อย ๆ เคลิ้มและนอนหลับไปอย่างรวดเร็ว คุณแม่ท่านไหนที่เจอกับปัญหาลูกนอนหลับยาก ก็ลองทำตามวิธีนี้กันดู รับรองว่าได้ผล

4.นอนกอดลูก

บางครั้งคุณแม่ก็ไม่ต้องทำอะไรมากเลย เพียงแค่นอนกอดลูกเท่านั้น เพราะสัมผัสของแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และนอนหลับไปอย่างมีความสุข แต่ถ้าลูกยังเล็กเกินไป และกลัวลูกจะรู้สึกอึดอัด ก็อาจใช้วิธีเอามือไปสัมผัสกับตัวของลูกแทน ก็จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายกว่าเดิมเช่นกัน

5.ให้ลูกดื่มนมจนอิ่ม

การที่ลูกนอนหลับยาก บางครั้งอาจเป็นเพราะเขายังดื่มนมไม่อิ่มก็ได้ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกได้ดื่มนมจนอิ่มแล้วจึงให้ลูกเข้านอน ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกนอนหลับง่ายแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาวนานมากขึ้น ไม่ตื่นขึ้นมากวนตอนดึกบ่อย ๆ อีกด้วย

6.เลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ซึมซับได้ดี

ระหว่างลูกนอนหลับ คุณแม่ส่วนใหญ่ก็คงจะให้ลูกสวมใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันใช่ไหม ซึ่งการเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ซึมซับได้ดี แห้งเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัวตลอดการนอนหลับนั่นเอง

หากลูกน้อยของคุณนอนหลับยาก มาลองทำตาม 6 เคล็ดลับเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยให้เจ้าตัวน้อยของคุณ นอนหลับง่ายกว่าเดิม และนอนหลับสนิทมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้จะได้ผลดีมากแค่ไหน ก็ต้องมาลองทำกันดู

น้ำนมน้อย ทำอย่างไรดี? เรามีเคล็ดลับมาฝาก

น้ำนมน้อย เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดให้มีน้ำนมเยอะเพียงพอต่อความต้องการของลูก วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเด็ด ๆ ในการกระตุ้นน้ำนมแม่มาฝากกัน ซึ่งจะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ก็ต้องไปดูกันเลย

1.ดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำอุ่น จะทำให้เกิดการผลิตน้ำนมออกมามากขึ้น โดยให้ดื่มน้ำอุ่นสลับกับการดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติตลอดทั้งวัน และดื่มให้ได้วันละ 2 ลิตรขึ้นไป ก็จะทำให้คุณแม่มีน้ำนมมากพอให้ลูกน้อยดื่มอย่างแน่นอน และหากสามารถงดการดื่มน้ำเย็นไปก่อนได้ก็จะดีมาก

2.ปั๊มนมบ่อย ๆ

นอกจากให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้ว คุณแม่ก็ควรปั๊มนมเก็บไว้ด้วย ซึ่งการปั๊มนมจะช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมเยอะขึ้น และยังทำให้คุณแม่มีน้ำนมสำรองไว้ให้ลูกดื่มในยามที่คุณแม่ไม่อยู่บ้านหรือไม่สะดวกให้นมลูก นอกจากนี้การปั๊มนมออกบ้างก็จะช่วยป้องกันอาการเต้านมคัดได้เช่นกัน

3.นวดเต้านม

เพียงแค่นวดเต้านมเบา ๆ ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำนมน้อยได้ดี เพราะการนวดจะกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น และทำให้นมแม่ไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ใครที่มีปัญหานมน้อย ก็ลองทำตามกันดู แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่โดนใจที่สุด

4.ทานอาหารกระตุ้นนมแม่

อาหารบางชนิดสามารถเพิ่มน้ำนมได้ โดยจะทำให้คุณแม่มีน้ำนมเยอะขึ้น ยกตัวอย่างอาหารเพิ่มน้ำนม เช่น หัวปลี น้ำขิง มะละกอสุก ยี่หร่า ใบกระเพรา และน้ำเต้า เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณน้ำนมได้แล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มคุณค่าสารอาหารให้กับนมแม่อีกด้วย โดยล้วนมีประโยชน์ต่อลูกน้อยทั้งสิ้น

5.ฟังเพลงที่ชอบ

การฟังเพลงที่ชอบ จะช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่ได้ทางอ้อม เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีความเครียด ซึ่งความเครียดนี่เองที่เป็นตัวการทำให้นมแม่มีน้อย โดยการฟังเพลงเบา ๆ จังหวะสบาย ๆ จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย และจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี จึงส่งผลให้ร่างกายของคุณแม่สามารถผลิตน้ำนมออกมาได้เยอะกว่าเดิมนั่นเอง

6.ให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นมแม่น้อย ก็เพราะการดูดนมที่ผิดวิธีของลูกน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้าอยากให้น้ำนมเยอะขึ้น คุณแม่จะต้องให้ลูกดูดนมแม่อย่างถูกวิธีที่สุด ด้วยการให้ลูกอมหัวนมแม่ลึกไปจนถึงลานนม ซึ่งการให้ลูกดูดนมแบบนี้จะทำให้นมไหลได้ดีกว่าเดิม และยังป้องกันปัญหาหัวนมแตกได้อีกด้วย

ไม่ยากเลยสำหรับเคล็ดลับการเพิ่มนมแม่ ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่มีปัญหาน้ำนมน้อย ก็ลองทำตามวิธีเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อให้เกิดการผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั่นเอง

โบราณไปไหม ถ้าจะโกนผมไฟรับขวัญลูกน้อยในยุค 4G


โกนผมไฟเป็นพิธีเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง บางครอบครัวยังมีการจัดพิธีโกนผมไฟให้ลูกเมื่อครบเดือน แต่อาจจะไม่อลังการเท่าคนสมัยก่อน ขณะที่บางครอบครัวยังมีปัญหาโต้แย้งกันเรื่องโกนผมไฟอยู่ เมื่อญาติผู้ใหญ่สั่งให้ทำแต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าไม่จำเป็นและเป็นเพียงความเชื่อแบบโบราณเท่านั้น

ตามความเชื่อโบราณ คนไทยให้ความสำคัญกับการโกนผมไฟมาก เพราะเชื่อกันว่าเด็กที่เกิดมาถ้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้เกินหนึ่งเดือนแสดงว่าพ้นจากอันตรายและจะจัดพิธีรับขวัญเด็กด้วยการโกนผมไฟ ครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อยก็จะจัดอย่างเต็มรูปแบบ มีธรรมเนียมปฏิบัติตามความเชื่อบวกกับพิธีกรรมทางศาสนามากมาย มีการนำอาหารและสิ่งของที่เป็นสิริมงคลมารับขวัญเด็ก ของบางอย่างก็นำมาเพื่อเป็นเคล็ดในเรื่องต่าง ๆ เช่น เพื่อให้เด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ป่วยไข้  ไม่มีอุปสรรคอันตราย มีความมั่งคั่งสุขสบายในชีวิต ฯลฯ

อีกความเชื่อหนึ่งก็คือ การโกนผมไฟจะทำให้เด็กมีผมดกดำ ซึ่งประเด็นนี้มีคุณพ่อคุณแม่บางคนแอบลังเลใจอยู่นิด ๆ เพราะตัวเองไม่ได้โกนผมไฟให้ลูกแล้วลูกผมบาง ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกันจริงไหม ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี ถ้าเชื่อและโกนผมไฟให้ลูกในยุคที่ใคร ๆ เขาก็ทันสมัยกันขนาดนี้ แล้วเราจะถูกมองว่าโบราณไหมหนอ เอาตามความจริงเลยก็คือการโกนผมไฟไม่ได้ทำให้ผมดกหรือผมบาง ลักษณะผมของเด็กเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ดังนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของคุณพ่อคุณแม่หรือไม่ก็ญาติพี่น้องในสายเดียวกัน และความจริงอีกอย่างหนึ่งคือเด็กทารกที่ผมบาง พอโตขึ้นหน่อย ผมก็เริ่มงอกมาเพิ่ม เด็กบางคนผมเพิ่งจะหนาดกดำตอนเข้าโรงเรียนทั้ง ๆ ที่ไม่เคยโกนผมไฟมาก่อนเลย

แต่ถ้ามองในแง่ของวิทยาศาสตร์ การโกนผมไฟมีข้อดีคือทำให้ศีรษะของเด็กสะอาด เด็กทารกที่อายุเดือนสองเดือน ยังมีคราบไขมันเกาะอยู่บนหนังศีรษะ เป็นไขมันที่เกาะติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิด การล้างน้ำหรือสระผมเด็กตามปกติก็ยังไม่สามารถขจัดไขมันออกได้หมดเพราะมีเส้นผมบังอยู่ ดังนั้นการโกนผมออกหมดทั้งศีรษะจึงช่วยให้คราบไขมันเหล่านี้หลุดออกได้ง่ายขึ้น ศีรษะเด็กจะสะอาดและไม่เกิดปัญหาเชื้อรา ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากจะนำวิธีโกนผมไฟไปใช้บ้างเพื่อความสะอาดของลูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าไม่สะดวกนักก็อาจจัดการโกนผมไฟให้ลูกแบบง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก แต่สิ่งที่จำเป็นคือสุขลักษณะของอุปกรณ์ในการโกนผมและความปลอดภัยของลูก เพราะศีรษะน้อย ๆ ของเขายังค่อนข้างบางอยู่

ส่วนประเด็นที่ว่าถ้าโกนผมไฟลูกในยุคปี 2018 จะถูกมองว่าโบราณหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่อย่างใด ถึงมีคนมองว่าโบราณบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย การโกนผมไฟเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณที่บ่งบอกให้คนรุ่นหลังอย่างเรา ๆ ได้รู้ว่าคนสมัยก่อนให้ความสำคัญกับเด็กขนาดไหน แสดงถึงความรักความห่วงใยที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายมีให้กับลูก นั่นคือคุณค่าของสังคมไทยโบราณอันอบอุ่นอย่างแท้จริง

Category : การเลี้ยงบุตร

Tag : โกนผมไฟ, ลูกผมบาง, อยากให้ลูกผมดก

เครดิตภาพ : http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/889/19889/album/22788/images/199405.jpg

อย่าก้าวข้ามความปลอดภัย ในวันที่ลูกหัดเดิน


วัยหัดเดินของลูกเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องของความปลอดภัย เพราะกล้ามเนื้อขาของลูกยังไม่แข็งแรงมากพอที่ก้าวออกไปได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องกล้าพอที่จะให้ลูกได้รู้จักล้มด้วย โดยเราเป็นผู้เดินอยู่ข้าง ๆ และคอยให้กำลังใจลูกเพื่อพัฒนาการที่ดีในก้าวต่อ ๆ ไป

เมื่อกล้ามเนื้อขาของลูกเริ่มแข็งแรงขึ้น สามารถตั้งไข่ได้โดยไม่ล้มหรือล้มน้อยครั้ง คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวไว้ได้เลย เราจะมาหัดให้ลูกเดินทีละก้าวอย่างมั่นใจ ก่อนอื่นต้องคอยสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อดูความพร้อม แต่ไม่ต้องถึงกับเร่งให้เขาหัดเดินเร็วเกินไป การเตรียมตัวสำหรับวันแรก ๆ ของการหัดเดินนั้นอาจมีลุ้นบ้างเพราะขาของเขายังไม่แข็งแรง 100% คุณแม่สามารถใช้วิธีจัดสถานที่ให้ลูกหัดเดินภายในบริเวณบ้านโดยไม่ต้องใช้พื้นที่กว้างมากนัก จะได้คอยดูแลได้ง่าย เพราะถึงอย่างไรในวันแรกนี้ลูกต้องล้มแน่นอน ให้เตรียมจัดหาอุปกรณ์ เช่น พื้นยางหรืออุปกรณ์กันกระแทกติดไว้ตามมุมต่าง ๆ เพื่อเวลาลูกล้มไปจะได้ลดแรงกระแทกลง

คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ใหม่ให้สิ้นเปลืองมาก แต่สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่และปรับการจัดวางใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อการหัดเดิน ให้ลูกสามารถเกาะและฝึกก้าวขาไปกับเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นได้โดยไม่ต้องคอยจับมือเรา และเมื่อเขาเริ่มทำได้ เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พยายามจัดสถานที่ให้ลูกหัดเดินบนพื้นราบก่อนและตรวจดูว่ามีส่วนใดที่เป็นอันตรายบ้าง เช่น มุมโต๊ะที่ยื่นแหลมออกมา สภาพของเฟอร์นิเจอร์แข็งแรงมั่นคงดีหรือไม่ และอย่าลืมปิดกั้นพื้นที่ส่วนที่เป็นบันไดทางขึ้นบ้านไว้ก่อน เพราะลูกอาจก้าวขึ้นลงและพลาดตกได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยติดตามดูลูกเพื่อช่วยฝึกให้เขาเริ่มปล่อยมือจากการเกาะทีละข้าง จนกระทั่งเขาสามารถปล่อยมือทั้งสองข้างได้

พาลูกไปเดินนอกบ้านเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ลูกจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากเดินมากขึ้น ถ้ามีรถเข็นก็สามารถให้ลูกเกาะเดินไปเรื่อย ๆ พอรถเคลื่อนที่ไป เด็กจะสนุกและ active ยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูก อย่ากลัวที่จะปล่อยมือเขา แต่ควรปล่อยให้ลูกได้ล้มและสัมผัสความเจ็บดูบ้าง เพื่อเรียนรู้ชีวิตแบบธรรมชาติ ให้เขาได้ฝึกความกล้า และเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเดินนอกบ้านนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้มากกว่าการเดินในบ้านของตัวเอง เพราะพื้นที่ภายนอกอาจมีสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าลูกควรจะเดินได้มากแค่ไหน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แค่สังเกตว่าการเดินของลูกเป็นปกติดี และสิ่งที่จะช่วยให้ลูกก้าวเดินได้อย่างภาคภูมิใจที่สุดก็คือกำลังใจจากคุณพ่อและคุณแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือเสียงปรบมือ ดีไม่ดี วันพรุ่งนี้ลูกของคุณอาจจะไม่ได้แค่เดินอย่างเดียว แต่กลับวิ่งฉิวจนคุณไล่ตามไม่ทันก็ได้

เริ่มป้อนอาหารลูก เรื่องง่าย ๆ แค่ปอกกล้วย

พัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละ Step เป็นเรื่องที่น่าลุ้นเสมอสำหรับคุณแม่มือใหม่ แม้กระทั่งอาหารก็ยังเป็นเรื่องกังวลใจของคุณแม่ไม่น้อย โดยเฉพาะอาหารมื้อแรกเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะมีหลายข้อสงสัยที่คุณแม่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีกับมื้อนี้ของหนู

ลูกยังไม่หย่านมเลย จะป้อนอาหารได้แล้วหรือ

การเริ่มต้นให้เด็กทารกกินอาหารที่เรียกว่า Solid Food สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการให้นม เพียงแต่คุณแม่ต้องสังเกตดูพัฒนาการทางร่างกายของลูกว่าพร้อมรับอาหารหรือยัง ธรรมชาติของเด็กทารกเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เขาจะมีพฤติกรรมบางอย่างเป็นการบ่งบอกถึงความต้องการอาหาร คุณแม่อาจทดสอบง่าย ๆ ลองเอาช้อนเล็ก ๆ แตะปากลูกเบา ๆ ถ้าเขาอ้าปากก็แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณแล้ว ถ้าลองอีกโดยการเอาช้อนใส่ในปาก หากว่าลูกไม่หันหน้าหนีหรือคายช้อนออกมา แสดงว่าถึงเวลาป้อนอาหาร Solid Food ได้แน่นอน โดยทั่วไปความพร้อมทางร่างกายทั้งระบบย่อยและขับถ่ายจะอยู่ในช่วงที่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 6 เดือน แต่อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

ให้ลูกกินอะไร เคี้ยวอาหารไม่ได้ ฟันยังไม่ขึ้นสักหน่อย

Solid Food ไม่ใช่อาหารแข็งตามความหมายของคำว่า Solid แต่เป็นอาหารทารกที่มีส่วนผสมเป็นผัก ผลไม้ ฯลฯ ที่ย่อยง่ายมีเนื้อเหลวเด็กสามารถกลืนได้ง่าย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารชนิดหนึ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับทารกก็คือกล้วยน้ำว้าสุก อาจเลือกที่สุกมากหน่อยไม่ต้องถึงกับงอม นำมาปอกแล้วขูดใส่ถ้วยแค่ 1-2 ช้อนชา ผสมน้ำลงไปหน่อยเพื่อช่วยละลายเนื้อกล้วยให้เหลวขึ้นอีกนิด ค่อย ๆ ป้อนแค่ปลายช้อนชา ถ้าลูกเปิดรับทำปากขมุบขมิบก็แสดงว่าผ่าน

กินนิดเดียวต้องหิวแน่ ๆ ลูกจะปวดท้องไหมหนอ

การป้อนครั้งแรกไม่ต้องคาดหวังว่ากล้วยจะเข้าปากมากน้อยแค่ไหน กลืนบ้างคายบ้างคุณแม่อย่าเพิ่งซีเรียสไป แค่ให้ลูกได้ลิ้มลองเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรคุณแม่ยังคงต้องให้นมลูกเป็นอาหารหลักอยู่ดี Solid Food ถือว่าเป็นอาหารเสริม เมื่อลูกเริ่มกลืนได้ดีขึ้นและขับถ่ายเป็นปกติ จึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณและเพิ่มชนิดอาหาร เช่น ฟักทองบด แครอท ข้าวตุ๋น ผักโขม เน้นอาหารย่อยง่ายเป็นสำคัญ เรื่องปวดท้องเพราะไม่อิ่มไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ถ้าปวดท้องเพราะไม่ย่อยหรือท้องผูกจะเป็นปัญหามากกว่า และที่ต้องให้ความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาดเพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียได้

อาหารมื้อแรกของลูก ไม่น่าตกใจอย่างที่คุณแม่หลายคนกลัว และไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ทั้งสำหรับคุณแม่และสำหรับลูกน้อย ที่สำคัญก็คือคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกของเราทำไม่ได้เท่ากับคนอื่น ลูกเขากินเก่งลูกเราไม่ยอมกิน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ให้เขาเติบโตและมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ

น้ำนมที่ดีที่สุดสำหรับลูกมีแบบไหนบ้าง?


“มนุษย์คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม”
นี่คือคำจำกัดความหากเราพูดถึงมนุษย์ ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องมีลูก ฉะนั้นการเลี้ยงลูกให้แข็งแรงและสมบูรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการตามวัย สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งแข็งแรงคือการได้ทานนมแม่จนถึง 6 เดือน ในน้ำนมแม่ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ทำให้มีภูมิคุ้มกันจากโรคต่าง ๆ เปรียบเสมือนได้รับวัคซีนหยดแรกที่ไม่มีขายที่ไหนในโลก หากคุณแม่พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารครบ5หมู่ ยิ่งจะช่วยให้มีน้ำนมมากยิ่งขึ้น

อาหารที่จะช่วยให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น เช่น

  • การทานน้ำอุ่นหรือทานน้ำเปล่าเยอะ ๆ จะช่วยให้มีน้ำนมเยอะขึ้น เพราะในน้ำนมแม่ส่วนใหญ่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
  • การทานไขมันสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม เช่น เมนูหมูสามชั้นต้มใบชะมวงใส่พริกซอย ผัดกะเพราหมู แซลมอนนึ่งมะนาว หมูผัดพริกขิง เมนูเหล่านี้หากทานตอนให้นมลูกรับรองว่าไม่น่าเบื่อและแซ่บถูกใจคุณแม่แน่นอน
  • ทานน้ำหัวปลีต้ม ผักใบเขียว ใบกะเพรา อาหารรสเผ็ดร้อน
  • ทานน้ำผลไม้ที่ไม่หวานมาก

นอกจากนี้คุณแม่จะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด การให้นมแม่จากเต้าหรือการสต๊อกน้ำนมในช่วง1-2 เดือน ต้องปลุกลูกขึ้นมาทานนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง ไม่ควรให้ลูกนอนนานเกินไป หลักจาก  3เดือนสามารถเว้นระยะของมื้อนมให้ค่อย ๆ นานขึ้น และเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นทีละน้อยได้

“ไม่มีน้ำนม น้ำนมไหลน้อย” ทำอย่างไรดี?

สำหรับคุณแม่ที่อยากให้นมลูกแต่ท้อเหลือเกินเมื่อไม่มีน้ำนม หรือน้ำนมไหลน้อย คุณแม่ต้องพยายามเพื่อลูกให้เต็มที่ก่อน ลองทานอาหารเพิ่มน้ำนมด้วยวิธีธรรมชาติ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หากไม่มีน้ำนมจริง ๆ พยายามจนสุดทางแล้วคุณแม่สามารถใช้นมผสมเลี้ยงลูกได้ เนื่องจากนมผสมมีสารอาหารใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่เหมือนนมแม่ 100% นมแม่นั้นมีภูมิต้านทานทางธรรมชาติซึ่งไม่มีสารอาหารชนิดใดมาแทนได้ และปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนี้ได้ วิธีให้ลูกทานนมผสมคุณแม่ต้องทดลองซื้อนมยี่ห้อต่าง ๆ มาทดลองให้ลูกทาน1-2 วัน หากอุจจาระเป็นสีเหลืองมีลักษณะเหมือนครีมนั่นแสดงว่าลูกถูกกับนมยี่ห้อนั้น แต่ถ้าลูกทานนมแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง ร้องงอแง อาจจะเกิดจากนมบางชนิดเมื่อผสมแล้วมีฟองมาก ทำให้ลูกมีลมในท้องทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือหากทานนมยี่ห้อใดแล้วมีอุจจาระออกเป็นเม็ด ๆ คล้ายอึกระต่าย หรือถ่ายเหลว หรือมีสีผิดปกติ อึปนเลือด คุณแม่ควรเปลี่ยนนมและปรึกษาหมอเด็ก เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเพื่อฟังคำแนะนำจากหมอว่านมชนิดใดเหมาะกับลูกของเรา

 

 

คุณแม่วัยใสก็สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้

ปัจจุบันมีคุณแม่วัยใสเป็นจำนวนมาก และมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี บางคนถึงกับต้องหยุดอนาคตตัวเองเพื่อมาเลี้ยงลูก ซึ่งบางครั้งอาจจะเจอทั้งคำดูถูกและสายตาเหยียดหยาม ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้เต็มที่จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อลูกมาก งบประมาณในการเลี้ยงลูกควรจัดสรรให้ดี พยายามทำใจให้สบาย ห้ามเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญห้ามทำแท้งเด็ดขาด เพราะนอกจากผิดศีลธรรมแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย หากมีชีวิตหนึ่งเกิดมาจากเรา เราควรเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด ใช้ประสบการณ์ในวันนี้ให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ไม่ให้เราทำผิดซ้ำอีก ทุกคนผิดพลาดได้แต่ควรยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองแล้วก้าวต่อไป

เราจะจัดการกับชีวิตตนเองอย่างไร?

คุณแม่วัยใสควรศึกษาต่อหากยังเรียนไม่จบ ให้พ่อแม่เลี้ยงดูแทนจนกว่าเราจะเรียนจบ มีงานทำ หรือคุณแม่วัยใสอาจจะต้องออกจากสถานศึกษา มาทำงานหาเงินเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูลูก หากมีเงินเหลือควรเอาไปศึกษาต่อกับสถานศึกษาที่สามารถไม่ต้องเข้าเรียนในห้องเรียนได้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก จะสอนให้เราโตขึ้น เราลำบากตอนนี้ ต่อไปเราก็พร้อมที่จะรับมือในเรื่องอื่น ๆ ทุกอย่าง

งบประมาณในการเลี้ยงดูลูก

คุณแม่วัยใสมักมีงบประมาณในการดูแลลูกที่น้อย ดังนั้นของใช้ที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นควรทำการจดรายการให้ดี บริหารจัดการเงินให้ดี หากให้นมเองได้ควรให้ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุด มีสารอาหารครบถ้วนมากกว่านมผงดัดแปลง การให้นมลูกจนถึง 6 เดือนเป็นสิ่งที่คุณหมอแนะนำ หากไม่ต้องใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้จะประหยัดได้มาก ส่วนสิ่งของที่จำเป็นได้แก่เสื้อผ้า สบู่-ยาสระผมเด็กอ่อน น้ำยาซักผ้าเด็กอ่อน น้ำยาปรับผ้านุ่มเด็กอ่อน ปรอทวัดไข้ อีกอย่างที่สำคัญคือเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลของลูก ส่วนของใช้อื่น ๆ ที่ยังไม่จำเป็นก็ไม่ต้องรีบซื้อมา

เลี้ยงลูกอย่างไรดี?

สิ่งหนึ่งที่คุณแม่วัยใสต้องให้ความสำคัญคือการเลี้ยงดูลูก หากต้องออกจากสถานศึกษาเพื่อมาเลี้ยงลูก ควรใช้เวลาใส่ใจลูกให้เต็มที่ ใส่ใจเรื่องอาหารของลูกหลังจาก 6 เดือน อาหารจะต้องสะอาด สดใหม่ ไม่ควรซื้ออาหารบดสำเร็จรูปให้ลูกทาน เพราะอาจจะมีอันตรายต่อลูก การใส่ใจสุขภาพและพัฒนาการของลูกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หากคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงาน ควรหาคนที่เราไว้ใจให้เลี้ยงลูกได้ เช่น คุณแม่ของเรา เพราะคุณแม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเรามานาน เราควรฟังคำแนะนำของท่าน

หากวันนี้คุณเป็นคุณแม่วัยใสที่เคยผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาแล้ว ต่อไปในภายหน้าควรสอนลูกเรื่องเซ็กส์และเรื่องการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา สอนลูกให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ สามารถเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ลูกฟังเป็นกรณีตัวอย่างได้ และควรสอนลูกให้กล้าที่จะปรึกษาเสมือนแม่คือเพื่อนของลูก เมื่อคุณสามารถเป็นเพื่อนให้ลูกได้ คุยทุกเรื่อง ยอมรับในตัวตนได้ ทำให้วัยรุ่นกล้าที่จะคุยและปรึกษาทุกเรื่อง อย่าอายที่จะพูดเรื่องของเพศศึกษา ถ้าวันหนึ่งเราเคยพลาด วันที่เรามีลูกเราควรบอกเขา อย่าให้เขาพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตแบบเรา ความผิดพลาดจะสอนให้เราโตขึ้น

 

วิธีการรับมือของคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ และเคล็ด(ไม่)ลับในการเลี้ยงดูเด็กแฝด

สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ที่ได้ลูกแฝด ต้องดูแลเรื่องของสุขภาพและอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 – 3 เท่าตั้งแต่การตั้งครรภ์ เนื่องจากการตั้งครรภ์แฝดนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ ยิ่งมีแฝดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่าตัว หากเป็นแฝดที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำถุงเดียวกัน คุณแม่ต้องหมั่นระวังตัวและต้องนับว่าลูกดิ้นเกินวันละ 10 ครั้งหรือไม่ หากลูกไม่ค่อยดิ้น ควรไปพบหมอ เพราะว่าเมื่อเด็กอยู่ในถุงน้ำคร่ำถุงเดียวกัน โอกาสที่จะทำให้สายสะดือรัดคอกันมีสูงมาก จะมีแฝดหนึ่งคนตัวใหญ่และอีกคนตัวเล็ก เพศอาจจะต่างกันหรือเหมือนกันได้ และแฝดที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำคนละถุง คุณแม่ก็ต้องคอยนับลูกดิ้นด้วยเช่นกัน หากดิ้นต่ำกว่า 10 ครั้งถือว่าผิดปกติ ควรไปพบหมอ ยิ่งหากมีอาการท้องแข็งร่วมด้วย คุณแม่จะต้องรีบไปทันที

  • ช่วงตั้งครรภ์

ในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้ 20-28 สัปดาห์ ควรควบคุมน้ำหนักของตนเองไม่ให้น้ำหนักขึ้นมากเกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ควรทานอาหารเสริมจำพวกแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูก และควรทานโฟเลตเพื่อเสริมสร้างเซลล์ในสมอง พัฒนาระบบประสาท ตามปริมาณที่คุณหมอกำหนดให้ เพื่อบำรุงลูกฝาแฝดให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งสองคน หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดมีอาการท้องแข็งถี่ ๆ ทุก 5 นาที มีมูกเลือด มีน้ำเดิน ปวดท้องรุนแรง ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่ากำลังจะคลอด ครรภ์แฝดสองจะมีกำหนดคลอดในสัปดาห์ที่ 34-36 หากเป็นครรภ์แฝดสามจะคลอดในสัปดาห์ที่ 32 – 34 หากคลอดก่อนกำหนดจะทำให้ร่างกายของลูก ๆ ไม่แข็งแรง อาจจะต้องเข้าตู้อบสัก 1 – 2 อาทิตย์ เพื่อเฝ้าระวังอาการตัวเหลืองหรืออาการอื่น ๆที่แทรกซ้อน

  • เคล็ด(ไม่)ลับในการเลี้ยงเด็กฝาแฝด

การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนว่ายากแล้ว การเลี้ยงเด็กสองคนขึ้นไปในเวลาเดียวกันยิ่งยากขึ้น ฉะนั้นคุณแม่ต้องหาผู้ช่วยสัก 1 – 2  คน มาช่วยเลี้ยงและสลับเวรยามเฝ้าลูก ๆ เพราะทารกในช่วง 1 – 3 เดือนแรก จะตื่นขึ้นมาทานนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง การมีน้ำนมอย่างเพียงพอในสต๊อกนั้นสำคัญมาก นั่นหมายถึง ลูก ๆ จะได้รับสารอาหารจากนมของคุณแม่ได้อย่างเต็มที่ เพราะน้ำนมของคุณแม่คือสารอาหารที่ดีที่สุด แต่หากคุณแม่ท่านใดน้ำนมไม่พอ สามารถเลี้ยงลูกแฝดด้วยนมผสมได้คะ การเลี้ยงลูกแฝดนั้นห้ามเครียด ทำใจให้สบายในการเลี้ยงลูก เพราะการเลี้ยงดูและการอบรมด้วยความรักตั้งแต่เด็ก มีส่วนสำคัญต่ออารมณ์ของลูก ๆ ในตอนโต ที่สำคัญคุณแม่ต้องคอยสังเกตพัฒนาการของลูก ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเด็กฝาแฝดมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดมากถึง 80% นั่นหมายถึงเด็กฝาแฝดจะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะหากลูก ๆ พ้นช่วง 6 เดือนไปแล้ว พวกเขาจะเริ่มมีพัฒนาการตามทันเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน และที่สำคัญ เด็กฝาแฝดมีพัฒนาการทางอารมณ์เร็วมาก ๆ การติดตามพัฒนาการโดยรวม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อและคุณแม่ควรใส่ใจมากเป็นพิเศษ

ครอบครัวไหนที่อยากได้ลูกแฝด ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัยมากขึ้น หากคุณแม่ท่านใดอยากได้ลูกฝาแฝดลองปรึกษาคุณหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องการมีบุตรยากดูได้ เพราะครอบครัวที่ได้ฝาแฝดส่วนใหญ่ได้จะมาจากการทำ IVF ทั้งนี้จะติดแฝดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยโดยรวมของคุณแม่ ความสมบูรณ์ของไข่และการฝังตัวของตัวอ่อนด้วย ไม่ว่าจะได้ลูกคนเดียวหรือลูกฝาแฝดอย่าลืมใส่ใจตั้งแต่ระหว่างการตั้งครรภ์ และระหว่างที่พวกเขาเจริญเติบโตด้วย ควรเลี้ยงดูเขาด้วยความรักและความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยล่ะ

 

ภาวะตัวเหลืองของลูก ความผิดปกติที่สร้างความกังวลใจได้มาก

ภาวะตัวเหลืองเกิดจากการที่ สารเหลืองบิลิรูบิน (Bilirubin) สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งมาจากการสลายของเม็ดเลือดแดง สารสีเหลืองมากกว่าปกติ การติดเชื้อ ได้รับยาบางชนิด หรือท่อร้ำดีอุดตัน โดยปกติแล้วภาวะตัวเหลืองของทารกจะมีขึ้นและหายไปภายใน 3-4 วัน ซึ่งร้อยละ 65 ของทารกที่ครบกำหนดคลอดจะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งสารสีเหลืองนี้เกิดจากการที่ตับยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ในการเปลี่ยนแปลงให้สารกลายเป็นน้ำ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปแบบของปัสสาวะและอุจจาระ ส่งผลให้สารสีเหลืองยังคงอยู่ในกระแสเลือด และถ้าหากมีปริมาณที่มาก ก็มีฤทธิ์ที่จะไปทำลายสมอง ก่อให้เกิดความพิการได้ ดังนั้นแพทย์จึงต้องเฝ้าระวังวัดระดับความเหลืองจากเครื่องมือแพทย์ที่ตรวจทางผิวหนัง หรือการเจาะเลือดนำไปวัดระดับในห้องปฏิบัติการ ถ้ามีในระดับ 12-15 ทารกน้อยจะต้องได้รับการส่องไฟเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตัวเหลืองลง

การแก้ภาวะตัวเหลืองของลูกนั้นก็สุดแสนง่าย คือการที่คุณแม่ให้นมทารกในปริมาณที่มาก และเพียงพอต่อทารก    โดยสังเกตจากการที่ทารกขับถ่ายออกมา 3-5 ครั้งต่อวัน ซึ่งการขับถ่ายจะช่วยให้สารสีเหลืองออกมาด้วย แต่ถ้าอาการตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น ให้คุณแม่รีบนำทารกมาพบแพทย์ เพื่อตรวจดูอีกครั้งว่าทารกต้องรับการส่องไฟหรือไม่ ซึ่งการส่องไฟก็ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่คิด อีกทั้งยังช่วยขับสารออกมาได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้หากลูกน้อยมีภาวะตัวเหลืองที่เข้าขั้นวิกฤติ อาจต้องได้รับการถ่ายเลือด ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยเจ็บตัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่อย่าตกใจไป เพราะการที่เรารู้เท่าทันการรักษา เพียงแค่สามวิธีง่าย ๆ นี้ ก็จะทำให้ภาวะตัวเหลืองของลูกหายได้ไวขึ้นนั่นเอง

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ลูกน้อยมีภาวะตัวเหลือง

  1. คุณแม่ควรให้นมลูกน้อยบ่อย ๆ ทุก ๆ 2 ชม. ให้นานครั้งละ 15-30 นาที และหมั่นสังเกตการขับถ่ายว่า กี่ครั้งต่อวัน
  2. ไม่นำลูกน้อยมาตากแดด เพราะจริง ๆ แล้ว การตากแดดไม่สามารถทำให้ลูกน้อยหายตัวเหลืองได้
  3. ไม่จำเป็นต้องป้อนน้ำแก่ทารก เพราะทารกสามารถกินนมแม่ได้อย่างเดียว จนถึงช่วง 6เดือนแรก การที่ให้ทารกกินน้ำ จะเป็นการแย่งพื้นที่กระเพาะอาหาร ทำให้ลูกน้อยอิ่มเร็ว และไม่สามารถกินนมได้ปริมาณที่เพียงพอ
  4. คุณแม่ไม่กินยาสมุนไพร หรือยาที่ซื้อเอง เพราะสามารถส่งผ่านไปยังน้ำนมได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่สร้างอันตรายให้ลูกน้อยได้
  5. หากภาวะตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น หรือเหลืองมากกว่าเดิม คุณแม่ควรรีบนำลูกไปพบแพทย์

ภาวะตัวเหลืองไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากคุณแม่ทราบข้อมูลและวิธีการรักษา แค่นี้ลูกน้องของคุณก็จะมีสุขภาพที่ดี และพัฒนาการที่ดีพร้อมของทุกย่างก้าวในชีวิต