ทำอย่างไรให้ลูกอยากแปรงฟันและไม่กลัวหมอฟัน

 

การแปรงฟันของเด็ก ๆ เป็นสิ่งที่เด็กหลายคนไม่ต้องการเป็นอย่างมาก อาจเพราะเด็กบางคนไม่เคยชินกับการแปรงฟันตั้งแต่เล็ก ๆ มันก็จะเหมือนมีอะไรเข้าไปในปากของเค้าที่ไม่พึงประสงค์  เช่น เครื่องมือแพทย์ เวลาไปหาคุณหมอรักษาโรคอื่น ๆ หรือบางคนมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บางทีเด็กก็เจอะเจอเอง บางครั้งก็จากจินตนาการ จากประสบการณ์ที่ได้ยินเพื่อนเล่า ดูหนัง หรือการข่มขู่ของผู้ใหญ่ ที่ไม่ทันคิดว่าการพูดเล่น หรือการข่มขู่ให้กลัว จะส่งผลในระยะยาวเช่นนี้ ดังนั้นคุณแม่ควรที่จะค่อย ๆ หาวิธีปรับแก้ไขกันไป หรือคุณแม่ที่ยังพอมีเวลาได้เตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าได้

แรกเกิด – 6 เดือน

  • ในช่วงแรกเกิดนั้น ทางโรงพยาบาลจะแนะนำวิธีการทำความสะอาดเหงือกและช่องปากของลูกน้อยให้คุณแม่ได้ทราบ โดยเด็กแรกเกิด จะใช้ผ้าก๊อตพันนิ้วมื้อเพื่อใช้กวาดไปตามเหงือก กระพุ้งแก้ม ลิ้น และโดยรอบ การทำต้องทำด้วยความผ่อนคลาย อย่าเร่งรีบจนลูกรู้สึกเหมือนกำลังถูกกระทำให้เจ็บปวด คุณแม่อาจร้องเพลง หรือมีสิ่งอื่นช่วยเพื่อดึงดูดความสนใจของลูก เมื่อลูกเคยชินก็จะทำให้ง่ายในครั้งต่อ ๆ ไป และจะเป็นความเคยชินมาในวัยเติบโตด้วย การพบคุณหมอฟันในช่วงวัยนี้ของลูก ก็ไม่จำเป็นว่าเป็นการมารักษาเสมอไป แต่มาเพื่อตรวจเช็คช่องปากของลูกว่ามีความผิดปกติใด  ๆ หรือไม่ หรือการทำความสะอาดของคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูนั้น ทำให้ถูกต้องแล้วหรือไม่
  • ให้ลูกเลิกนมขวดเพื่อป้องกันฟันผุ พยายามพูดจรรโลงใจเพื่อให้ลูกไม่ต้องการดื่มนมจากขวดอีกต่อไป
  • ให้ลูกดื่มน้ำตามทุกครั้งหลังให้นม แล้วคุณแม่คอยพูดเสมอ ๆ ว่า มาทำความสะอาดฟันกัน

6-12 เดือน

  • คุณแม่ต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อให้คุณหมอตรวจฟัน หากพบสิ่งที่ต้องทำการรักษาจะได้ทำได้ทันท่วงที
  • ในช่วงวัยนี้ ลูกสามารถที่จะใช้แปรงขนอ่อนนุ่มในการทำความสะอาดฟันได้แล้ว ให้คุณแม่หาซื้อแปรงที่ดึงดูดลูกน้อย แต่ต้องมีขนแปรงที่อ่อนนุ่ม ลูกจะเริ่มเรียนรู้ถึงการใช้แปรงเข้าทำความสะอาดภายในช่องปาก และคุ้นเคยมาจากตอนเล็กที่ได้ใช้ผ้าก๊อตพันนิ้วมือเพื่อทำความสะอาด

12 เดือน – 6 ขวบปี

  • เป็นช่วงที่เริ่มมีประสบการณ์ มีการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะพูดหว่านล้อมให้ลูกชอบที่จะทำความสะอาดฟัน เช่น การเล่านิทานเกี่ยวกับการแปรงฟัน การแปรงฟันให้ลูกดูเป็นตัวอย่างทำพร้อม ๆ กัน ทุกเช้า
  • พาลูกไปเลือกแปรงด้วยตัวเอง โดยคุณแม่อาจเลือกประเภทให้ลูกแล้ว แต่ให้ลูกเลือกลาย หรือสี ที่ลูกต้องการ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องใช้สิ่งของที่เค้าเลือกมาเอง
  • นัดพบหมอฟันให้ลูก โดยเลือกสถานที่สะอาด คุณหมอใจดี มีสนามเด็กเล่นระหว่างรอ เป็นต้น ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกดี
  • หรืออาจมีข้อแลกเปลี่ยน เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแลกให้ลูกยอมแปรงฟัน หรือทำตามกติกาของคุณแม่ให้เป็นผลสำเร็จก่อน

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้คุณลูกมีแนวคิดเชิงบวกกับการแปรงฟัน หรือไปพบหมอฟัน อย่าลืมว่าไม่ควรข่มขู่ลูก เพราะยิ่งขู่ ลูกจะ

ยิ่งกลัว  ที่สำคัญคุณพ่อ คุณแม่ต้องทำการแปรงฟันเป็นตัวอย่างให้ลูกอยู่เสมอ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการให้กำลังใจลูกในทุก ๆ เรื่อง

 

ภัยใกล้ภายตัวในบ้าน โปรดระวังลูกน้อย

 

จากที่หลายต่อหลายครั้งมีข่าวออกมาจากทั่วทุกมุมโลก ถึงเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ และ มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นภัยแฝงอยู่ภายในบ้านเอง ที่คอยคุกคามลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเราได้ทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องรีบกลับมามองดูรอบบ้านในทันทีว่ามีสิ่งต่าง ๆ ที่ตกเป็นข่าวและเรามองข้ามยังมิได้จัดการอยู่อีกหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย   มีสิ่งของมากมายภายในบ้านซึ่งเป็นที่คอยปกป้องลูกน้อยแต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ลูกนั้นเป็นอันตรายที่เราคาดไม่ถึง  มาสำรวจกันดีกว่าว่าเจ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีอะไรบ้าง

บริเวณห้องน้ำ

  • อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายต่าง ๆ เช่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาป้วนปาก แป้งฝุ่น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ควรมีที่เก็บวางให้พ้นมือเด็ก เพราะเด็กอาจกลืนกิน หรือนำมาเล่นจนลื่นเสียหลักได้
  • บริเวณพื้น พื้นห้องน้ำที่เปียก ย่อมทำให้เจ้าตัวน้อยลื่นล้มได้ ควรมีผ้า หรือ แผ่นรองกันลื่น เพื่อช่วยป้องกัน
  • อ่างอาบน้ำ ไม่ควรเปิดน้ำทิ้งค้างไว้ เพราะเด็ก ๆ อาจก้มศีรษะลงไป และในอ่างอาบน้ำควรมีแผ่นยางกันลื่น ส่วนด้านนอกควรมีผ้าซับน้ำหลังจากขึ้นจากอ่างอาบน้ำ
  • อุปกรณ์ตกแต่ง เช่น สเปรย์ฉีดผม หวีปลายแหลม มีดโกนหนวด ควรหาที่จัดวางให้พ้นมือเด็ก

บริเวณห้องครัว

  • เตาแก๊ส ควรปิดให้สนิท และควรจัดวางให้อยู่ในที่ปลอดภัย
  • อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น มีดทำอาหาร ช้อนส้อม ที่คว่ำจานชาม อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าที่ใช้ประกอบอาหาร
  • ตู้เย็น ควรวางบนพื้นที่มีระนาบ ไม่โยก และภายในตู้ควรใส่ชั้นวางให้เรียบร้อย เพราะเด็ก เวลาเปิดตู้เย็นมักชอบใช้การโหนอาจทำให้ตู้เย็นล้มทับได้ ส่วนภายในบางครั้งเด็กดูหนัง หรือมีความคิดเอง ที่จะเข้าไปเล่นหลบซ่อนตัวภายใน เมื่อเห็นว่ามีที่พอในการแทรกตัวเข้าไป จึงควรวางชั้นวางให้ครบ

บริเวณห้องนอน

  • สายชาร์จโทรศัพท์ อย่านำมาวาง หรือเสียบคาปลั๊กไว้ตลอด
  • ตู้เสื้อผ้า ในกรณีที่บางบ้านมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ที่เด็กจะสามารถเข้าไปได้ จึงควรมีการ ปิดล็อค

บริเวณอื่น ๆ ของบ้าน

  • พัดลม ควรเป็นพัดลมที่ขาสูง เพราะหากอยู่ต่ำเด็กจะนำนิ้วมือเข้าไปแหย่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนพัดลมที่มีขนาดสูง มีล้อ ควรถอดล้อออกเพื่อมิให้ลูกเล็ก ๆ ขึ้นไปปีนเกาะแถวบริเวณฐาน เพราะพัดลมอาจไถลลื่น ทำให้เด็กเสียหลักล้มลงพร้อมพัดลมได้
  • ปลั๊กไฟฟ้า ควรมีจุกปิดกันเด็ก ๆ นำนิ้วเข้าไปแหย่เล่น ตามพัฒนาการเด็กอยากรู้อยากสัมผัส สายไฟจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อเลิกใช้งานควรม้วนเก็บไว้ให้ดี หรือหาซื้อที่จัดเก็บสายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย
  • การวางสิ่งของเทินสูง ต้องคอยตรวจตราว่ามีการเอนตัวหรือไม่ หรือหากเป็นไปได้ควรกั้นบริเวณมิให้เด็กได้เข้าใกล้บริเวณนั้น ๆ
  • เตารีด ควรเก็บในตู้หรือที่มิดชิด ถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
  • รถยนต์ที่จอดภายในบ้าน ควรทำการปิดล๊อค ประตูทุกครั้ง เพราะเด็กอาจเข้าไปเล่นและเปิดล็อคประตูเองไม่ได้
  • เรื่องของการจุดธูปเทียน อย่าให้เด็กเห็นเวลาจุดเทียน จุดธูป ไม้ขีด ไฟแช็ก เพราะพวกเค้าจะทำตามเมื่อสบโอกาส ดังนั้นควรเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พ้นมือเจ้าหนูน้อย

สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่จะทำให้หลายบ้านได้คิดถึง หากแต่ยังมีอีกมากมายที่สามารถก่อเกิดอันตรายได้ แต่ทั้งนี้ทุกอย่างทุกคนในบ้านต้องไม่ประมาทใด ๆ ทั้งสิ้น  เพียงเท่านี้ คุณก็จะเห็นเจ้าตัวน้อยนั่งเล่นนอนเล่นในบ้านที่พวกเค้ารักอย่างปลอดภัย

 

รู้วัยรู้เล่นเพื่อพัฒนาการลูกแรกเกิดถึง 5 ปี

 

การเรียนรู้ช่วงวัยของลูกมีประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะหากให้ลูกเล่นไม่ตรงกับช่วงวัย แทนที่ลูกจะสามรถพัฒนาการสิ่งต่าง ๆ ตามไปได้กับการเล่น แต่กลับจะทำให้ลูกเกิดอันตราย หรือเป็นการสูญเปล่าเสียเวลาซะอย่างนั้น การเล่นเป็นสื่อที่นำพาจินตนาการต่าง ๆ ให้เข้าสู่กระบวนการคิดของสมองและเกิดการเรียนรู้ การจดจำ การพัฒนาไปในอีกขั้นต่อ ๆ ไป

วัย แรกเกิด – 6 เดือน

เป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการกระตุ้นการมองเห็น เด็ก ๆ จะเริ่มสนใจสิ่งของที่มีสีสันสดสวย ดึงดูดสายตา แต่ด้วยเพราะพึ่งจะเริ่มใช้สายตาจึงทำได้ยังไม่ดีนัก ดังนั้นการเคลื่อนไหวช้า ๆ ของสิ่งของต่าง ๆ จะทำให้เด็ก ๆ มองง่ายและชัดเจนมากขึ้น ของเล่นแนะนำจึงเป็นพวกโมบายที่มีสีสันสดใส ทำให้หนูน้อยเพลิดเพลินไปกับการ พลิ้วไหวไปมาอย่างช้า ๆ ให้ได้นอนมองเพลินตา

วัย 6 – 12 เดือน

ในวัยนี้เป็นอีกก้าวของการที่เด็กจะพัฒนากล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือ กล้ามเนื้อขา เด็กมักจะอยากที่จะเดิน หยิบ จับ สิ่งของต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และสนใจสิ่งของที่มีการเคลื่อนไหว มีเสียง มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เป็นต้น  หนูน้อยอยากสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ในทันทีที่เห็นสิ่งที่ตนสนใจ ของเล่นแนะนำจึงเป็นพวกรถ ตุ๊กตาที่บีบจับแล้วมีเสียง หนังสือผ้า เป็นต้น

วัย 1 -1.5 ขวบปี

พัฒนาการวัยนี้เป็นวัยเรียนรู้ อยากลอง อยากสัมผัส มีจินตนาการของตนเองมากยิ่งขึ้น ชอบที่จะตี ทุบ เพื่อให้เกิดเสียงแล้วฟัง สัมผัสเสียงที่แตกต่าง แยกแยะประเภทสิ่งของ มีกระบวนการคิดที่ซับซ้อน ของเล่นแนะนำ เป็นพวกชุดบล็อกไม้ หยอดตามรูปทรงเลขาคณิต แป้งปั้น แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังสำหรับเด็กวัยนี้ที่มักชอบนำสิ่งของใส่ปาก หรือทำลายสิ่งของ เพราะต้องการเรียนรู้

วัย 1.5 – 2 ขวบปี

หนูน้อยช่วงวัยนี้ ชอบเรียนแบบบุคคลรอบข้าง จึงมักเล่นแบบบทบาทสมมุติ และเป็นช่วงที่จดจำสิ่งต่าง ๆได้เป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ยังแสดงออกไม่ได้ตามที่คิดเท่าที่ควร และเป็นวัยที่ต้องเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากยิ่งขึ้น ของเล่นแนะนำเป็นพวก รถขาไถ สิ่งของเรียนแบบ เช่น ของเด็กผู้หญิงก็จะเป็นตุ๊กตาที่แต่งตัวสวย ๆ หรือสำหรับเด็กผู้ชายก็เป็นพวกตุ๊กตายิงปืน รถต่าง ๆ

วัย 2 – 5 ปี

การเรียนรู้ของเด็กเริ่มพัฒนาการมาถึงจุดที่นำสิ่งที่พบ ประสบการณ์ที่เจอ ออกมาใช้ ออกมาเรียนรู้ ดังนั้นของเล่นที่ได้มาจะถูกนำมาต่อยอดให้ปรับเปลี่ยนไปตามจินตนาการ เช่น เล่นรถสามล้อถีบ ก็จะมีการนำรถเข้าไปทำเป็นเติมน้ำมัน  ทำการซ่อมรถ เป็นต้น มากกว่าที่จะใช้มันในการขับขี่ ทั้งนี้แล้วแต่จินตนาการของใครถูกเรียนรู้มาอย่างไร ของเล่นแนะนำ  เช่น ชุดเลียนแบบคุณหมอ หรืออาชีพต่าง ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงวัยใด หากคุณพ่อคุณแม่สนใจกับพฤติกรรมของลูก ก็จะทำให้สามารถเสริมสิ่งต่าง ๆ ให้กับเค้า นำไปต่อยอดได้ และจะให้ดี อย่าปล่อยให้ลูกเล่นเพียงลำพังกับสิ่งของ หรือเล่นแต่กับคนอื่น พ่อแม่ควรเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของลูก เพราะสามารถสั่งสอนสิ่งที่ควรหรือไม่ควรให้กับลูกได้ และให้ลูกอยู่ในสายตา เพราะไม่ว่าจะมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเพียงใด พวกเค้าก็ยังคงเป็นเด็กน้อย ที่ยังต้องเรียนรู้โลกกว้างอีกหลายสิ่ง หลายอย่าง พร้อมกับต้องการผู้แนะนำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งคงไม่มีใครเหมือนพ่อแม่ ที่ให้ลูกได้แบบไม่มีเงื่อนไข

 

4 วิธีธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยอารมณ์ดี


จากการวิจัยพบว่า เมื่อเด็ก ๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี จะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายควบคู่ไปกับสภาวะจิตใจที่ดีด้วย และอารมณ์ที่ดีของลูกนั้น คุณแม่สามารถที่จะเป็นผู้ฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ด้วยวิธีการง่าย ๆ และเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา อาหารเสริม หรือสิ่งใด ๆ เลย เพียงคุณแม่เสียสละเวลา ตั้งใจ และเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของลูก ๆ เท่านี้ พวกเค้าก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

นวด

สัมผัสของแม่มีผลต่อความรู้สึกของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ลูกจะรับรู้ถึงการสัมผัสที่อ่อนโยน นุ่มนวล จากมือและไออุ่นรักของแม่ การสัมผัสด้วยการนวดให้กับลูก จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อในจุดต่าง ๆ ถูกกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนได้ดี เมื่อลูกรู้สึกถึงความผ่อนคลาย สบายตัว ก็จะทำให้ลูกมีอารมณ์ที่ดี

หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้โลชั่น สำหรับเด็กทาและนวดเบา ๆ เน้นในจุดที่ลูกอาจใช้ทำกิจกรรมมากเป็นพิเศษในแต่ละวัน เน้นปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า นอกจากจะทำให้ลูกได้ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อและจิตใจแล้ว ผิวพรรณของลูกก็จะได้รับความชุ่มชื้น ผิวไม่แห้งและหยาบกร้านอีกด้วย

ฟังเพลง

เพลง เป็นสิ่งที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจลูกน้อย ให้ผ่อนคลาย คล้อยไปตาม เสียงและจังหวะเพลงโดยเพลง ช่วยพัฒนาเส้นใยประสาทให้แตกแขนงมากยิ่งขึ้น มีอารมณ์ที่มั่นคง สงบนิ่ง

การเลือกใช้เพลงคลาสสิก จำพวก เพลงของโมสาร์ท เปิดในระดับเสียงที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป จะเป็นการช่วยให้ลูกจดจ่ออยู่กับเสียงเพลง ส่งผลให้เกิดสมาธิ และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียวง่าย นอกจากนี้ คุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องเปิดแต่เพลงจากอุปกรณ์ให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียว เสียงของคุณแม่สามารถร้องเพลงให้ลูกฟังด้วยใยรัก ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังสัมผัสทางประสาทที่อบอุ่น คุ้นเคยและสุขใจของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

การเล่น

เด็ก ๆ ทุกคน ชอบการเล่น ทำให้คุณแม่สามารถสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ผ่านการเล่นของลูกได้เป็นอย่างดี เมื่อลูกได้เล่นอย่างสนุกสนานผ่านการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ตาม ที่เค้าต้องการอย่างเต็มที่ และมีความสุขในช่วงเวลาที่พอเหมาะแล้ว จะทำให้ลูกอารมณ์ดี  คุณแม่ควรศึกษาการเล่นให้เหมาะสมกับวัยของลูก เพื่อปรับการเล่นให้เหมาะสม  ลูกจะได้ตอบสนองที่ตรงความต้องการ ไม่เบื่อในการเล่นหรือเรียนรู้

การนอน

เด็ก ควรนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัย การพักผ่อนที่เพียงพอจะส่งผลดีในทุกด้านของมนุษย์ เมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นนอนก็จะมีอารมณ์ดี และมีสุขภาพดี การมีสุขภาพที่ดีส่งผลถึงสภาพจิตใจที่ดี  ไม่ต้องรู้สึกเจ็บป่วยหรือ กังวลใด ๆ ที่จะเป็นการกัดกร่อนอารมณ์ลูกให้ขาดการเรียนรู้ รับรู้

ควรปรับบรรยากาศ สภาวะแวดล้อมรอบข้าง เมื่อถึงเวลาเข้านอนของลูกให้เหมาะกับการพักผ่อนของลูก อย่าให้มีสิ่งรบกวนการนอนพักผ่อน และควรให้ลูกนอนเป็นเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน เพื่อให้เค้าเคยชิน เมื่อถึงเวลาตื่นนอนจะได้ไม่ต้องร้องไห้เสียอารมณ์ทั้งคุณแม่คุณลูก

 

สอนลูก เรียนรู้ได้จากเรื่องเล่น

หลายคนคงรู้แล้วว่า การเล่นของเด็ก คือ การเรียนรู้ คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่จะทำให้เติบโตไปสู่อีกช่วงวัย แต่บางทีการเล่นของลูก ๆ ก็มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายปวดหัวไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรการเล่นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก  ประสบการณ์จากการเล่นจะนำพาให้เด็กอยู่ร่วมกับในสังคม เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในภายภาคหน้า และที่สำคัญอีกอย่างคือ การเล่นทำให้ อารมณ์ จิตใจ เบิกบาน เพลิดเพลิน เหมือนพวกเค้าได้ปลดปล่อยพลังภายในตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยในการเล่นของลูก ๆ แล้วละก็ จะยิ่งทำให้การเล่นนั้นมีประโยชน์ขึ้นอีกหลายเท่าตัว และยังสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นให้ลูกได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะการเล่นของเด็ก

·        การเล่นตามช่วงวัย เด็กจะเล่นตามลักษณะของพัฒนาการไปในแต่ละช่วง เช่น ระยะแรก การเล่นจะเป็นการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เมื่อมีการเรียนรู้ การเล่นจะซับซ้อนขึ้นเริ่มมีประสบการณ์ มีทักษะที่คุ้นเคย การทำตามแบบอย่าง เป็นต้น

·        การเล่นด้วยการสร้างจินตนาการ การสมมุติเกี่ยวกับตัวละคร เช่น ตนเอง บุคคลในครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่เคยได้พบเห็น มาผสานกับสิ่งที่คิดจินตนาการจนเกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ

·        การเล่นด้วยการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เด็กชอบปลดปล่อยพลังงาน ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อของตนเอง เช่น การกระโดด การเดินทรงตัวบนสิ่งของ การเล่นในสนามเด็กเล่นกับอุปกรณ์การเล่นต่าง ๆ

·        การเล่นแบบคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของ โดยรู้จักการนำข้าวของรอบ ๆ ตัว นำมาสร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์

·        การเล่นเลียนแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นตามคนที่ตนคุ้นเคย โดยบางทีจะยังไม่เข้าใจความหมายในทุกอย่างที่เล่น

เสริมสร้างการเล่นให้ลูก

ในช่วงอายุระหว่าง 5-8 ขวบ ของลูก เป็นช่วงวัยที่พบว่า การเล่นของพวกเค้าใช้จินตนาการมากที่สุด ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ ได้ยินได้เห็นได้สัมผัส แล้วนำมาผสมผสานเป็นของเล่นชิ้นใหม่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้จินตนาการของลูกโลดแล่นไปได้อีกยาวไกลคือการได้ช่วยส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานก่อนนอน การพาไปท่องเที่ยวยังที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ การเล่นไปพร้อมกับลูกพร้อมอธิบายสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมให้

คุณพ่อคุณแม่ ควรหาเวลาในการได้เล่นกับลูก ๆ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดของลูกทุกคนคือพ่อแม่  ซึ่งเวลาที่ได้เล่นอาจเป็นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การรดน้ำต้นไม้ กำหนดกติกา แบ่งพื้นที่ เพื่อแข่งกันรดน้ำต้นไม้ ใครจะเสร็จเร็วกว่ากัน หรือ เมื่อพาลูกไปท่องเที่ยวตากอากาศที่ทะเล สามารถสอนให้เค้ารู้จักเปลือกหอย แล้วช่วยกันเก็บเปลือยหอยมาทำเป็นตัวอักษรบนพื้นทราย เป็นต้น ลูกจะได้รับความสนุกสนานไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัวอบอุ่น พัฒนาการทั้งทางร่างกายและ EQ ของลูกจะโลดแลนอย่างไร้ขอบเขตกันไปเลย แล้วอย่าลืมคอยต่อยอดให้พวกเค้ากลายเป็นบุคคลที่สำคัญของประเทศ ทำประโยชน์ที่ดีในอนาคต