ภาวะตัวเหลืองของลูก ความผิดปกติที่สร้างความกังวลใจได้มาก

ภาวะตัวเหลืองเกิดจากการที่ สารเหลืองบิลิรูบิน (Bilirubin) สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งมาจากการสลายของเม็ดเลือดแดง สารสีเหลืองมากกว่าปกติ การติดเชื้อ ได้รับยาบางชนิด หรือท่อร้ำดีอุดตัน โดยปกติแล้วภาวะตัวเหลืองของทารกจะมีขึ้นและหายไปภายใน 3-4 วัน ซึ่งร้อยละ 65 ของทารกที่ครบกำหนดคลอดจะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งสารสีเหลืองนี้เกิดจากการที่ตับยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ในการเปลี่ยนแปลงให้สารกลายเป็นน้ำ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปแบบของปัสสาวะและอุจจาระ ส่งผลให้สารสีเหลืองยังคงอยู่ในกระแสเลือด และถ้าหากมีปริมาณที่มาก ก็มีฤทธิ์ที่จะไปทำลายสมอง ก่อให้เกิดความพิการได้ ดังนั้นแพทย์จึงต้องเฝ้าระวังวัดระดับความเหลืองจากเครื่องมือแพทย์ที่ตรวจทางผิวหนัง หรือการเจาะเลือดนำไปวัดระดับในห้องปฏิบัติการ ถ้ามีในระดับ 12-15 ทารกน้อยจะต้องได้รับการส่องไฟเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตัวเหลืองลง

การแก้ภาวะตัวเหลืองของลูกนั้นก็สุดแสนง่าย คือการที่คุณแม่ให้นมทารกในปริมาณที่มาก และเพียงพอต่อทารก    โดยสังเกตจากการที่ทารกขับถ่ายออกมา 3-5 ครั้งต่อวัน ซึ่งการขับถ่ายจะช่วยให้สารสีเหลืองออกมาด้วย แต่ถ้าอาการตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น ให้คุณแม่รีบนำทารกมาพบแพทย์ เพื่อตรวจดูอีกครั้งว่าทารกต้องรับการส่องไฟหรือไม่ ซึ่งการส่องไฟก็ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่คิด อีกทั้งยังช่วยขับสารออกมาได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้หากลูกน้อยมีภาวะตัวเหลืองที่เข้าขั้นวิกฤติ อาจต้องได้รับการถ่ายเลือด ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยเจ็บตัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่อย่าตกใจไป เพราะการที่เรารู้เท่าทันการรักษา เพียงแค่สามวิธีง่าย ๆ นี้ ก็จะทำให้ภาวะตัวเหลืองของลูกหายได้ไวขึ้นนั่นเอง

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ลูกน้อยมีภาวะตัวเหลือง

  1. คุณแม่ควรให้นมลูกน้อยบ่อย ๆ ทุก ๆ 2 ชม. ให้นานครั้งละ 15-30 นาที และหมั่นสังเกตการขับถ่ายว่า กี่ครั้งต่อวัน
  2. ไม่นำลูกน้อยมาตากแดด เพราะจริง ๆ แล้ว การตากแดดไม่สามารถทำให้ลูกน้อยหายตัวเหลืองได้
  3. ไม่จำเป็นต้องป้อนน้ำแก่ทารก เพราะทารกสามารถกินนมแม่ได้อย่างเดียว จนถึงช่วง 6เดือนแรก การที่ให้ทารกกินน้ำ จะเป็นการแย่งพื้นที่กระเพาะอาหาร ทำให้ลูกน้อยอิ่มเร็ว และไม่สามารถกินนมได้ปริมาณที่เพียงพอ
  4. คุณแม่ไม่กินยาสมุนไพร หรือยาที่ซื้อเอง เพราะสามารถส่งผ่านไปยังน้ำนมได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่สร้างอันตรายให้ลูกน้อยได้
  5. หากภาวะตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น หรือเหลืองมากกว่าเดิม คุณแม่ควรรีบนำลูกไปพบแพทย์

ภาวะตัวเหลืองไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากคุณแม่ทราบข้อมูลและวิธีการรักษา แค่นี้ลูกน้องของคุณก็จะมีสุขภาพที่ดี และพัฒนาการที่ดีพร้อมของทุกย่างก้าวในชีวิต

 

สีของอุจจาระ เสียงพูดแทนลูกน้อยว่าตอนนี้สุขภาพเป็นอย่างไร


ในช่วงแรกตั้งแต่ลูกน้อยของคุณลืมตาดูโลก ก็จะมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ร่วมถึงสีของอุจจาระที่มีสีเปลี่ยนตลอดระยะเวลาของช่วง 2 สัปดาห์แรก ซึ่งในช่วง 4-7 วันแรกนั้น ลูกน้อยจะยังมีสีของอุจจาระที่เป็นสีเทา ดำ เนื่องมาจากในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั้น ทารกน้อยได้กลืนเอาน้ำดี และสารที่หลั่งในลำไส้เข้าไป แต่เมื่อได้กินนมแม่เข้าไป จะทำให้สีของอุจจาระนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยจะมีลักษณะที่เป็นน้ำปนเนื้อผสมเป็นเนื้อเดียวกัน อีกทั้งในช่วงแรกทารกจะยังมีการขับถ่ายอุจจาระออกมาบ่อยถึง 10 กว่าครั้งต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นปกติ เพราะในน้ำนมแม่มีคอลอสตรัม ที่เต็มไปด้วย โปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน น้ำ น้ำตาล และภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ที่จะทำให้ลูกน้อยแข็งแรง และมีภูมิต้านทานตั้งแต่แรกเกิด

แต่ถ้าหากพบว่าลูกน้อยของคุณเกิดมีอาการป่วยไข้ สีของอุจจาระจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่า ลูกน้อยของคุณอาจมีโรคต่าง ๆ ตามมาดังนี้

  1. อึสีเขียวเข้ม สีดำ หรือขี้เทา ลักษณะเหนียวเหมือนน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นปกติของทารกแรกเกิด สีจะเปลี่ยนไปเมื่อลูกน้อยกินนมแม่ ซึ่งจะยังช่วยลดอาการตัวเหลืองด้วย
  2. อึสึเขียวปนเหลือง เป็นสีปกติของลูกน้อยเมื่อขี้เทาของลูกเริ่มหมด แต่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง
  3. อึสีเหลืองคล้ายฟักทอง จะมีลักษณะเหลวเนียนนุ่ม ซึ่งบ่งบอกถึงการดื่มนมแม่ที่เพียงพอ ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี และขับถ่าย 3-4 ครั้งต่อวัน แต่ถ้าหากลูกได้ดื่มนมผสมหรือนมวัวจะมีอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนปนออกมาด้วย
  4. อึสีเขียว อาจเกิดจากช่วงที่คุณแม่รับประทานผักมากเกินไป หรือ การที่ลูกน้อยได้กินนมผสมเข้าไปด้วย
  5. อึสีเหลืองปนเขียว สามารถบอกได้ถึงการที่ลูกน้อยของคุณมีอาการท้องอืด จากการกินนมในท่าที่ไม่เหมาะสมหรือกินนมผสมเข้าไป จึงทำให้อึมีสีนี้ได้
  6. อึสีเหลืองอมส้ม เกิดจากการที่ลูกกินนมบ่อยแต่ไม่อิ่ม เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรสังเกตลูกน้อยของคุณให้ดี
  7. อึสีดำ เป็นอาการท้องผูกของลูกน้อย คุณแม่จึงต้องหมั่นดูอาการ และให้ลูกน้อยกินนมแม่หรือน้ำมาก ๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้
  8. อึมีสีแดงปน เกิดจากแผลฉีกขาดบริเวณทวารหนัก หรืออาจเกิดจากลำไส้ ซึ่งลักษณะนี้ให้คุณแม่สังเกตดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  9. อึสีขาวซีด เกิดจากการทำงานผิดปกติของท่อน้ำดี ให้คุณแม่รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วน

ดังนั้นสุขภาพของลูกน้อยจะดีได้ คุณแม่ต้องหมั่นเอาใจใส่และคอยสังเกตสิ่งรอบตัวของลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอุจจาระก็มีส่วนช่วยในการบ่งชี้ว่าลูกน้อยของคุณมีโรคหรือไม่ รวมไปถึงการสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยในทุก ๆ ด้าน จึงเหมือนการดูแลสุขภาพลูกน้อย ซึ่งการที่คุณแม่มีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจสามารถช่วยชีวิตลูกน้อยได้ ผ่อนจากหนักเป็นเบาเมื่อยามมีวิกฤติ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคุณแม่เอง หรือกับคนใกล้ตัว

 

อันตรายใกล้ตัว เมื่อลูกสำลักอาหาร ช่วยวิธีผิด ลูกถึงตาย !!

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการสำลักอาหาร หรืออาหารติดคอ บางรายอาจพิการเพราะมีอาหารเข้าไปขวางหลอดลม ทำให้ขาดอากาศหายใจ บางรายถึงขั้นเสียชีวิตก็มี เหตุการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านรู้สึกเป็นห่วง เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้น อาจทำให้ตกใจและไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น อาจคร่าชีวิตลูกน้อยของคุณไปตลอดกาล ดังนั้นการที่เรารู้จักกระบวนการช่วยชีวิตเบื้องต้นที่ถูกวิธีนั้น จึงเป็นพื้นฐานที่ทุกครอบครัวที่มีลูกน้อย ต้องเอาใจใส่และหมั่นฝึกฝนให้เป็น

โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป เป็นช่วงวัยที่ลูกน้อยสามารถเริ่มกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนมแม่ และเป็นช่วงที่หัดอม บดเคี๊ยว และกลืน โดยใช้เหงือกซึ่งลูกน้อยบางคนอาจมีอาการสำลักอาหาร เนื่องจากเป็นช่วงที่กำลังมีพัฒนาการไปอีกขั้น และยังไม่เข้าใจกระบวนการบดเคี๊ยวอาหารสักเท่าไรนัก ฉะนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ จึงจำเป็นมาก

กรณีช่วยชีวิตลูกน้อยเมื่อมีอาหารติดคอหรือสำลักอาหาร

ให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตดูลูกน้อยของคุณว่ายังรู้สึกตัว และหายใจได้เองหรือไม่ หากยังทำได้อยู่ ให้ลูกพยายามไอเอาสิ่งของที่ติดคอนั้นออกมาเองให้ได้ก่อน โดยห้ามล้วงมือลงไปในคอ เพราะอาจเป็นการดันให้สิ่งของเข้าไปลึกและขวางหลอดลมได้ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่ถ้าสังเกตดูแล้วว่าลูกเริ่มมีอาการชักเกร็ง ไม่สามารถหายใจได้เอง ตาเหลือก ให้คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติตามวิธีดังนี้

  • สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 1 ขวบปี ให้จัดท่าและจับเด็กนอนคว่ำและให้ศรีษะลงต่ำเล็กน้อย จัดลำตัวและขาให้สูงกว่าจากนั้นให้ใช้สันมือตบลงไปที่กลางสะบักหลังแรง ๆ 5 ครั้ง แล้วจึงจับเด็กนอนหงาย ใช่สองนิ้วมือกดนวดหัวใจตรงบริเวณระหว่างราวนมแรง ๆ 5 ครั้ง ทำสลับไปมาจนกว่าเด็กจะส่งเสียงร้องหรือมีสิ่งของหลุดออกจากลำคอและสามารถหายใจได้เอง
  • สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบปีขึ้นไป ให้เข้าไปที่ด้านหลังเด็กแล้วโอบแขนมาใต้ราวนม ใช้มือข้างนึงกำกำปั้นไว้เหนือสะดือแต่ใต้ลิ้นปี่ ส่วนมืออีกข้างจับกำปั้นอีกข้างให้แน่น จากนั้นให้ออกแรงกดเข้าไปที่ท้องแล้วกระตุกขึ้นแรงๆ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าสิ่งของจะหลุดหรือมีเสียงของเด็กเล็ดลอดออกมา ในกรณีที่เด็กมีอาการหมดสติให้รีบทำการช่วยเหลือโดย CPR ระหว่างการนำส่งโรงพยาบาลทันที

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามทำเลยคือการจับลูกห้อยหัวลงและกระแทก ๆ เพราะเป็นวิธีการปฐมพยาบาลที่ผิด และจะยิ่งทำให้ลูกมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

กระตุ้นพัฒนาการสมอง ของทารกในครรภ์ด้วยเพลงโมสาร์ท


ในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ รู้หรือไม่ว่า สมองของทารกน้อยเริ่มมีการพัฒนา และทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การที่คุณแม่เปิดเพลงให้ลูกน้อยฟังระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยทำให้ระบบประสาทของทารกมีกระบวนการคิดแบบมีเหตุมีผล โดยเฉพาะเพลงโมสาร์ทหรือบทเพลงที่มีท่วงทำนองที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ทารกมีการจัดลำดับความคิดแบบมีลำดับขั้น และยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบนิ่งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสมาธิในการจดจำได้ดี

เพลงโมสาร์ท ถือเป็นบทเพลงอมตะที่ทั่วทุกประเทศ และทุกวัฒนธรรมยอมรับ เป็นเพลงที่มีทำนอง ช้า สลับ เร็ว และมีการสื่อสารทางอารมณ์ และสติปัญญาค่อนข้างเข้มข้น และละเอียดอ่อน ซึ่งบทเพลงแต่ละบทก็มีความแตกต่างกันไปมีทั้ง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ปลดปล่อย เติมพลัง และยังเป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่เปิดให้ทารกน้องฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์จึงช่วยให้ทารกสามารถรับรู้ได้

แล้วเพลงโมสาร์ทกระตุ้นพัฒนาการของทารกใน ครรภ์ได้อย่างไร ทำให้ลูกฉลาดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ความฉลาดของลูกน้อยไม่ได้เกิดจากการฟังเพลงโมสาร์ทเพียงอย่างเดียว แต่การฟังเพลงเป็นเพียงการกระตุ้นให้ลูกได้มีการรับรู้เมื่อ และได้ยินเสียง เมื่อลูกน้อยเกิดมาก็จะมีพัฒนาการที่พร้อมในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นพัฒนาการของทารกน้อยได้ นั่นก็คือ การพูดคุย การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม กิจกรรมเสริมการเรียนรู้เมื่อลูกน้อยเกิดมา และที่สำคัญการเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นอันดับแรกที่จะต้องคำนึงถึง

ทำนองเพลงที่เหมาะกับช่วงวัยของทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบปี

  • ช่วงอายุ 1-3 เดือน คุณแม่ควรเลือกเปิดเพลงที่มีทำนองที่อ่อนโยน ผ่อนคลาย ฟังสบาย ๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณรู้สึกอบอุ่นใจขึ้น
  • ช่วงอายุ 4-6 เดือน ในช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถรับรู้ได้มากขึ้น ทำนองเพลงที่เหมาะสม จะเป็นเพลงประเภทที่มีเสียงทุ้มนุ่มนวล
  • ช่วงอายุ 7-9 เดือน สำหรับช่วงนี้ลูกน้อยของคุณจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่เพิ่มขึ้น คุณแม่สามารถเลือกเพลงที่มีจังหวะตั้งแต่ช้า ไปจนถึงจังหวะที่เริ่มเร็วขึ้น ซึ่งสามารถดูได้จากการโต้ตอบของลูกน้อยนั่นเอง
  • ช่วงอายุ 10-12 เดือน คุณแม่สามารถร้องเพลงที่มีทำนองที่คล้องจอง เนื้อหาที่สั้น เข้าใจง่าย ให้ลูกฟังได้ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อสามารถช่วยคุณแม่เลี้ยงดูลูกน้อยแทนได้อีกด้วย

การฟังเพลงโมสาร์ทไม่เพียงแต่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี แต่ยังช่วยให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ยังรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรการกระตุ้นพัฒนาการยังสามารถทำได้หลายวิธี การพูดคุยระหว่างคุณแม่และลูกน้อยก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และยังทำให้ลูกน้อยรู้สึกคุ้นชินกับเสียงของคุณแม่ และยังรู้สึกอบอุ่นได้อีกด้วย

 

เนอสเซอรี่แบบไหนที่คุณแม่จะวางใจฝากลูกรักไว้ได้


เมื่อกำหนดการของการลาคลอดครบแล้ว คุณแม่ส่วนใหญ่มักกังวลกับปัญหาการเลี้ยงดูลูก ที่จะต้องหาคนที่ไว้วางใจได้มาดูแลลูกรักแทน แต่กระนั้นหากคนในครอบครัวของท่านไม่สามารถที่จะมาเลี้ยงดูบุตรแทนได้ ตัวเลือกถัดมาคงหนีไม้พ้น “เนอสเซอรี่ หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก” แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เนอสเซอรี่จะมีความไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน และความปลอดภัยจะได้มาตรฐานหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่คุณแม่หลาย ๆ ท่านคิดไม่ตก อยู่นั่นเอง

การเลือกเนอสเซอรี่ จึงถือว่าเป็นโจทย์ยากและท้าทายสำหรับคุณแม่ ที่จะลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย ที่จะสามารถฝากลูกรักจากมือคุณไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกนั้น คือ แก้วตาดวงใจ ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาในการเลือกเนอสเซอรรี่ที่ดี จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

6 สิ่งสำคัญในการเลือกเนอสเซอรี่

  1. ใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อหรือคุณแม่

การเลือกเนอเซอรี่ที่ใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่แล้ว นอกจากจะได้ใกล้ชิดลูกรัก ยังเป็นการช่วยประหยัดเวลาในการรับส่ง และสะดวกต่อการเดินทางอีกด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ท่านจะต้องคำนึงถึง ก็ให้นึกถึงความสะดวกสบายเป็นอันดับแรกก่อน

  1. ใบอนุญาตของสถานรับเลี้ยง

ใบอนุญาตในการประกอบการสถานรับเลี้ยง ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงที่รับเด็กอายุไม่เกิด 6 ปีบริบูรณ์ คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

  1. ความปลอดภัยในระดับที่ได้มาตรฐาน

มาตรฐานความปลอดภัยของสถานรับเลี้ยง คุณพ่อคุณแม่จะสามารถตรวจสอบได้จากอะไร กล่าวคือ ให้สังเกตดูว่ามีการรับ-ส่ง เด็กอย่างรัดกุมหรือไม่ มีกล้องวงจรภายในและภายนอกอาคารหรือไม่ และสอบถามมาตรการของทางสถานรับเลี้ยงว่า การจัดการความปลอดภัยอย่างไร

  1. ความสะอาดและสุขอนามัย

สุขอนามัยด้านความสะอาดก็จำเป็นต่อลูกน้อยเช่นกัน  เพราะนอกจากสถานรับเลี้ยงจะเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับลูกแล้ว  สิ่งที่ตามมาสำหรับจำนวนเด็กที่มาก ก็จะมีโรคภัยในเด็กตามมาด้วย ซึ่งเด็กนั้นสามารถติดโรคได้ง่าย อีกทั้งของเล่นก็ควรจะสะอาดเช่นเดียวกัน อย่างน้อยทางสถานรับเลี้ยงก็ต้องมีการทำความสะอาดของเล่นทุกวัน หรือทุกสัปดาห์

  1. ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนวณถึงค่าใช้จ่ายในการฝากลูกไว้กับทางสถานรับเลี้ยง ว่าเหมาะสมหรือไม่ กับมาตรการ หรือหลักสูตรที่ต้องเสียไป รวมถึงรายได้ในครัวเรือนของคุณด้วย

  1. จำนวนพี่เลี้ยง

จำนวนพี่เลี้ยงนั้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะพี่เลี้ยงต้องมีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงเด็ก ๆ หรือต้องมีปริมาณที่เหมาะสมที่จะสามารถควบคุมเด็กที่มีจำนวนมากในสถานรับเลี้ยง เพราะถ้าหากพี่เลี้ยงเด็กที่มีจำนวนน้อย อาจทำให้การดูแลเด็กไม่ทั่วถึงนั่นเอง

ทั้งนี้การเลี้ยงลูกเอง ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ดี แต่หากการเลือกเนอสเซอรี่ยังคงจำเป็นต่อคุณพ่อและคุณแม่ ด้วยภาระต่าง ๆ การคำนึงถึงตัวเลือกที่ได้กล่าวไปข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไว้ เพื่อที่การเลี้ยงลูกน้อยของคุณจะได้ไม่มีปัญหาอีกต่อไป

 

 “คาร์ซีท” อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย อุ่นใจทุกการเดินทาง


อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้  เพราะฉะนั้นการใช้คาร์ซีทหรือเบาะนิรภัย จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะตระหนักถึง นอกจากจะเพื่อความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลูกน้อยของท่านได้อีกด้วย แต่จะเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสม และได้มาตรฐานผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย ซึ่งสังเกตง่าย ๆ ก็คือ คาร์ซีทจะต็องมีป้ายเครื่องหมาย E นั่นหมายความว่าได้ผ่านมาจรฐานของสหประชาชาติ, ECE Regulation 04 หรือ R 44.03 ดังนั้นเราจึงได้นำความรู้เบื้องต้น มาเป็นตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีทอยู่

ลักษณะของคาร์ซีทในแบบต่าง ๆ

  1. คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าไปด้านหลังรถ หรือ Rearward-facing baby seat

คาร์ซีทลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 15 เดือน เนื่องจากเด็กช่วงวัยนี้ยังมีกระดูกต้นคอและกระดูกสันหลังที่อ่อน จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกคาร์ซีทที่หันหน้าไปทางด้านหลังรถ เผื่อในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุจะได้ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการกระชากหรือการเบรคที่รุนแรงซึ่งมีอันตรายต่อตัวทารกได้

  1. คาร์ซีทแบบผสมนั่งหันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ หรือ Combination seat

คาร์ซีทลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบปี ซึ่งคาร์ซีทแบบนี้ถือว่าคุ้มมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะ   สามารถใช้ได้ในระยะยาว และปรับได้ทั้งสองระดับ แต่ราคาอาจค่อนข้างสูงเล็กน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกซื้อก็ขึ้นอยู่              กับปัจจัยด้านอื่นด้วย ทั้งการคำนวณน้ำหนักและความสูงของตัวลูกน้อย ก็มีส่วนสำคัญในการเลือกซื้อ

  1. คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าไปด้านหน้ารถ Forward-facing child seat

คาร์ซีทลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 9 เดือน -11 ขวบปี ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่อาจพบเห็นไม่บ่อยนักในประเทศไทย ตัวคาร์ซีทจะมาพร้อมชุดสายรัดและเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะที่นั่งเด็ก โดยเฉลี่ยจะกับเด็กที่มีน้ำหนัก 10-25 กิโลกรัม

  1. คาร์ซีทแบบมีพนักพิงด้านหลัง หรือ High-backed Booster

คาร์ซีทลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4-12 ขวบปี  เนื่องจากเด็กที่เริ่มโตขึ้น คาร์ซีทที่มีพนักพิงจะช่วยให้เด็กรู้สึกนั่งสบาย และเป็นช่วงวัยสุดท้ายก่อนที่เด็ก ๆ จะเปลี่ยนไปนั่งแบบใช้เข็มขัดนิรภัยบนรถยนต์แทน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับลูกน้อย ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึง ทั้งเรื่องของน้ำหนักตัว ความเหมาะสมกับตัวรถยนต์ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่กระทบต่อคุณพ่อคุณแม่มากเท่าไรนักนั่นเอง และที่สำคัญ ต้องมีการเรียนรู้การติดตั้งให้ถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยอย่างสูงสุดของลูกน้อยของท่านนั่นเอง

ทำอย่างไรให้ลูกอยากแปรงฟันและไม่กลัวหมอฟัน

 

การแปรงฟันของเด็ก ๆ เป็นสิ่งที่เด็กหลายคนไม่ต้องการเป็นอย่างมาก อาจเพราะเด็กบางคนไม่เคยชินกับการแปรงฟันตั้งแต่เล็ก ๆ มันก็จะเหมือนมีอะไรเข้าไปในปากของเค้าที่ไม่พึงประสงค์  เช่น เครื่องมือแพทย์ เวลาไปหาคุณหมอรักษาโรคอื่น ๆ หรือบางคนมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บางทีเด็กก็เจอะเจอเอง บางครั้งก็จากจินตนาการ จากประสบการณ์ที่ได้ยินเพื่อนเล่า ดูหนัง หรือการข่มขู่ของผู้ใหญ่ ที่ไม่ทันคิดว่าการพูดเล่น หรือการข่มขู่ให้กลัว จะส่งผลในระยะยาวเช่นนี้ ดังนั้นคุณแม่ควรที่จะค่อย ๆ หาวิธีปรับแก้ไขกันไป หรือคุณแม่ที่ยังพอมีเวลาได้เตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าได้

แรกเกิด – 6 เดือน

  • ในช่วงแรกเกิดนั้น ทางโรงพยาบาลจะแนะนำวิธีการทำความสะอาดเหงือกและช่องปากของลูกน้อยให้คุณแม่ได้ทราบ โดยเด็กแรกเกิด จะใช้ผ้าก๊อตพันนิ้วมื้อเพื่อใช้กวาดไปตามเหงือก กระพุ้งแก้ม ลิ้น และโดยรอบ การทำต้องทำด้วยความผ่อนคลาย อย่าเร่งรีบจนลูกรู้สึกเหมือนกำลังถูกกระทำให้เจ็บปวด คุณแม่อาจร้องเพลง หรือมีสิ่งอื่นช่วยเพื่อดึงดูดความสนใจของลูก เมื่อลูกเคยชินก็จะทำให้ง่ายในครั้งต่อ ๆ ไป และจะเป็นความเคยชินมาในวัยเติบโตด้วย การพบคุณหมอฟันในช่วงวัยนี้ของลูก ก็ไม่จำเป็นว่าเป็นการมารักษาเสมอไป แต่มาเพื่อตรวจเช็คช่องปากของลูกว่ามีความผิดปกติใด  ๆ หรือไม่ หรือการทำความสะอาดของคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูนั้น ทำให้ถูกต้องแล้วหรือไม่
  • ให้ลูกเลิกนมขวดเพื่อป้องกันฟันผุ พยายามพูดจรรโลงใจเพื่อให้ลูกไม่ต้องการดื่มนมจากขวดอีกต่อไป
  • ให้ลูกดื่มน้ำตามทุกครั้งหลังให้นม แล้วคุณแม่คอยพูดเสมอ ๆ ว่า มาทำความสะอาดฟันกัน

6-12 เดือน

  • คุณแม่ต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อให้คุณหมอตรวจฟัน หากพบสิ่งที่ต้องทำการรักษาจะได้ทำได้ทันท่วงที
  • ในช่วงวัยนี้ ลูกสามารถที่จะใช้แปรงขนอ่อนนุ่มในการทำความสะอาดฟันได้แล้ว ให้คุณแม่หาซื้อแปรงที่ดึงดูดลูกน้อย แต่ต้องมีขนแปรงที่อ่อนนุ่ม ลูกจะเริ่มเรียนรู้ถึงการใช้แปรงเข้าทำความสะอาดภายในช่องปาก และคุ้นเคยมาจากตอนเล็กที่ได้ใช้ผ้าก๊อตพันนิ้วมือเพื่อทำความสะอาด

12 เดือน – 6 ขวบปี

  • เป็นช่วงที่เริ่มมีประสบการณ์ มีการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะพูดหว่านล้อมให้ลูกชอบที่จะทำความสะอาดฟัน เช่น การเล่านิทานเกี่ยวกับการแปรงฟัน การแปรงฟันให้ลูกดูเป็นตัวอย่างทำพร้อม ๆ กัน ทุกเช้า
  • พาลูกไปเลือกแปรงด้วยตัวเอง โดยคุณแม่อาจเลือกประเภทให้ลูกแล้ว แต่ให้ลูกเลือกลาย หรือสี ที่ลูกต้องการ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องใช้สิ่งของที่เค้าเลือกมาเอง
  • นัดพบหมอฟันให้ลูก โดยเลือกสถานที่สะอาด คุณหมอใจดี มีสนามเด็กเล่นระหว่างรอ เป็นต้น ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกดี
  • หรืออาจมีข้อแลกเปลี่ยน เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแลกให้ลูกยอมแปรงฟัน หรือทำตามกติกาของคุณแม่ให้เป็นผลสำเร็จก่อน

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้คุณลูกมีแนวคิดเชิงบวกกับการแปรงฟัน หรือไปพบหมอฟัน อย่าลืมว่าไม่ควรข่มขู่ลูก เพราะยิ่งขู่ ลูกจะ

ยิ่งกลัว  ที่สำคัญคุณพ่อ คุณแม่ต้องทำการแปรงฟันเป็นตัวอย่างให้ลูกอยู่เสมอ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการให้กำลังใจลูกในทุก ๆ เรื่อง

 

ภัยใกล้ภายตัวในบ้าน โปรดระวังลูกน้อย

 

จากที่หลายต่อหลายครั้งมีข่าวออกมาจากทั่วทุกมุมโลก ถึงเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ และ มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นภัยแฝงอยู่ภายในบ้านเอง ที่คอยคุกคามลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเราได้ทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องรีบกลับมามองดูรอบบ้านในทันทีว่ามีสิ่งต่าง ๆ ที่ตกเป็นข่าวและเรามองข้ามยังมิได้จัดการอยู่อีกหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย   มีสิ่งของมากมายภายในบ้านซึ่งเป็นที่คอยปกป้องลูกน้อยแต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ลูกนั้นเป็นอันตรายที่เราคาดไม่ถึง  มาสำรวจกันดีกว่าว่าเจ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีอะไรบ้าง

บริเวณห้องน้ำ

  • อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายต่าง ๆ เช่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาป้วนปาก แป้งฝุ่น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ควรมีที่เก็บวางให้พ้นมือเด็ก เพราะเด็กอาจกลืนกิน หรือนำมาเล่นจนลื่นเสียหลักได้
  • บริเวณพื้น พื้นห้องน้ำที่เปียก ย่อมทำให้เจ้าตัวน้อยลื่นล้มได้ ควรมีผ้า หรือ แผ่นรองกันลื่น เพื่อช่วยป้องกัน
  • อ่างอาบน้ำ ไม่ควรเปิดน้ำทิ้งค้างไว้ เพราะเด็ก ๆ อาจก้มศีรษะลงไป และในอ่างอาบน้ำควรมีแผ่นยางกันลื่น ส่วนด้านนอกควรมีผ้าซับน้ำหลังจากขึ้นจากอ่างอาบน้ำ
  • อุปกรณ์ตกแต่ง เช่น สเปรย์ฉีดผม หวีปลายแหลม มีดโกนหนวด ควรหาที่จัดวางให้พ้นมือเด็ก

บริเวณห้องครัว

  • เตาแก๊ส ควรปิดให้สนิท และควรจัดวางให้อยู่ในที่ปลอดภัย
  • อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น มีดทำอาหาร ช้อนส้อม ที่คว่ำจานชาม อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าที่ใช้ประกอบอาหาร
  • ตู้เย็น ควรวางบนพื้นที่มีระนาบ ไม่โยก และภายในตู้ควรใส่ชั้นวางให้เรียบร้อย เพราะเด็ก เวลาเปิดตู้เย็นมักชอบใช้การโหนอาจทำให้ตู้เย็นล้มทับได้ ส่วนภายในบางครั้งเด็กดูหนัง หรือมีความคิดเอง ที่จะเข้าไปเล่นหลบซ่อนตัวภายใน เมื่อเห็นว่ามีที่พอในการแทรกตัวเข้าไป จึงควรวางชั้นวางให้ครบ

บริเวณห้องนอน

  • สายชาร์จโทรศัพท์ อย่านำมาวาง หรือเสียบคาปลั๊กไว้ตลอด
  • ตู้เสื้อผ้า ในกรณีที่บางบ้านมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ที่เด็กจะสามารถเข้าไปได้ จึงควรมีการ ปิดล็อค

บริเวณอื่น ๆ ของบ้าน

  • พัดลม ควรเป็นพัดลมที่ขาสูง เพราะหากอยู่ต่ำเด็กจะนำนิ้วมือเข้าไปแหย่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนพัดลมที่มีขนาดสูง มีล้อ ควรถอดล้อออกเพื่อมิให้ลูกเล็ก ๆ ขึ้นไปปีนเกาะแถวบริเวณฐาน เพราะพัดลมอาจไถลลื่น ทำให้เด็กเสียหลักล้มลงพร้อมพัดลมได้
  • ปลั๊กไฟฟ้า ควรมีจุกปิดกันเด็ก ๆ นำนิ้วเข้าไปแหย่เล่น ตามพัฒนาการเด็กอยากรู้อยากสัมผัส สายไฟจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อเลิกใช้งานควรม้วนเก็บไว้ให้ดี หรือหาซื้อที่จัดเก็บสายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย
  • การวางสิ่งของเทินสูง ต้องคอยตรวจตราว่ามีการเอนตัวหรือไม่ หรือหากเป็นไปได้ควรกั้นบริเวณมิให้เด็กได้เข้าใกล้บริเวณนั้น ๆ
  • เตารีด ควรเก็บในตู้หรือที่มิดชิด ถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
  • รถยนต์ที่จอดภายในบ้าน ควรทำการปิดล๊อค ประตูทุกครั้ง เพราะเด็กอาจเข้าไปเล่นและเปิดล็อคประตูเองไม่ได้
  • เรื่องของการจุดธูปเทียน อย่าให้เด็กเห็นเวลาจุดเทียน จุดธูป ไม้ขีด ไฟแช็ก เพราะพวกเค้าจะทำตามเมื่อสบโอกาส ดังนั้นควรเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พ้นมือเจ้าหนูน้อย

สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่จะทำให้หลายบ้านได้คิดถึง หากแต่ยังมีอีกมากมายที่สามารถก่อเกิดอันตรายได้ แต่ทั้งนี้ทุกอย่างทุกคนในบ้านต้องไม่ประมาทใด ๆ ทั้งสิ้น  เพียงเท่านี้ คุณก็จะเห็นเจ้าตัวน้อยนั่งเล่นนอนเล่นในบ้านที่พวกเค้ารักอย่างปลอดภัย

 

รู้วัยรู้เล่นเพื่อพัฒนาการลูกแรกเกิดถึง 5 ปี

 

การเรียนรู้ช่วงวัยของลูกมีประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะหากให้ลูกเล่นไม่ตรงกับช่วงวัย แทนที่ลูกจะสามรถพัฒนาการสิ่งต่าง ๆ ตามไปได้กับการเล่น แต่กลับจะทำให้ลูกเกิดอันตราย หรือเป็นการสูญเปล่าเสียเวลาซะอย่างนั้น การเล่นเป็นสื่อที่นำพาจินตนาการต่าง ๆ ให้เข้าสู่กระบวนการคิดของสมองและเกิดการเรียนรู้ การจดจำ การพัฒนาไปในอีกขั้นต่อ ๆ ไป

วัย แรกเกิด – 6 เดือน

เป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการกระตุ้นการมองเห็น เด็ก ๆ จะเริ่มสนใจสิ่งของที่มีสีสันสดสวย ดึงดูดสายตา แต่ด้วยเพราะพึ่งจะเริ่มใช้สายตาจึงทำได้ยังไม่ดีนัก ดังนั้นการเคลื่อนไหวช้า ๆ ของสิ่งของต่าง ๆ จะทำให้เด็ก ๆ มองง่ายและชัดเจนมากขึ้น ของเล่นแนะนำจึงเป็นพวกโมบายที่มีสีสันสดใส ทำให้หนูน้อยเพลิดเพลินไปกับการ พลิ้วไหวไปมาอย่างช้า ๆ ให้ได้นอนมองเพลินตา

วัย 6 – 12 เดือน

ในวัยนี้เป็นอีกก้าวของการที่เด็กจะพัฒนากล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือ กล้ามเนื้อขา เด็กมักจะอยากที่จะเดิน หยิบ จับ สิ่งของต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และสนใจสิ่งของที่มีการเคลื่อนไหว มีเสียง มีสัมผัสที่แตกต่างกัน เป็นต้น  หนูน้อยอยากสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ในทันทีที่เห็นสิ่งที่ตนสนใจ ของเล่นแนะนำจึงเป็นพวกรถ ตุ๊กตาที่บีบจับแล้วมีเสียง หนังสือผ้า เป็นต้น

วัย 1 -1.5 ขวบปี

พัฒนาการวัยนี้เป็นวัยเรียนรู้ อยากลอง อยากสัมผัส มีจินตนาการของตนเองมากยิ่งขึ้น ชอบที่จะตี ทุบ เพื่อให้เกิดเสียงแล้วฟัง สัมผัสเสียงที่แตกต่าง แยกแยะประเภทสิ่งของ มีกระบวนการคิดที่ซับซ้อน ของเล่นแนะนำ เป็นพวกชุดบล็อกไม้ หยอดตามรูปทรงเลขาคณิต แป้งปั้น แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังสำหรับเด็กวัยนี้ที่มักชอบนำสิ่งของใส่ปาก หรือทำลายสิ่งของ เพราะต้องการเรียนรู้

วัย 1.5 – 2 ขวบปี

หนูน้อยช่วงวัยนี้ ชอบเรียนแบบบุคคลรอบข้าง จึงมักเล่นแบบบทบาทสมมุติ และเป็นช่วงที่จดจำสิ่งต่าง ๆได้เป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ยังแสดงออกไม่ได้ตามที่คิดเท่าที่ควร และเป็นวัยที่ต้องเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากยิ่งขึ้น ของเล่นแนะนำเป็นพวก รถขาไถ สิ่งของเรียนแบบ เช่น ของเด็กผู้หญิงก็จะเป็นตุ๊กตาที่แต่งตัวสวย ๆ หรือสำหรับเด็กผู้ชายก็เป็นพวกตุ๊กตายิงปืน รถต่าง ๆ

วัย 2 – 5 ปี

การเรียนรู้ของเด็กเริ่มพัฒนาการมาถึงจุดที่นำสิ่งที่พบ ประสบการณ์ที่เจอ ออกมาใช้ ออกมาเรียนรู้ ดังนั้นของเล่นที่ได้มาจะถูกนำมาต่อยอดให้ปรับเปลี่ยนไปตามจินตนาการ เช่น เล่นรถสามล้อถีบ ก็จะมีการนำรถเข้าไปทำเป็นเติมน้ำมัน  ทำการซ่อมรถ เป็นต้น มากกว่าที่จะใช้มันในการขับขี่ ทั้งนี้แล้วแต่จินตนาการของใครถูกเรียนรู้มาอย่างไร ของเล่นแนะนำ  เช่น ชุดเลียนแบบคุณหมอ หรืออาชีพต่าง ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงวัยใด หากคุณพ่อคุณแม่สนใจกับพฤติกรรมของลูก ก็จะทำให้สามารถเสริมสิ่งต่าง ๆ ให้กับเค้า นำไปต่อยอดได้ และจะให้ดี อย่าปล่อยให้ลูกเล่นเพียงลำพังกับสิ่งของ หรือเล่นแต่กับคนอื่น พ่อแม่ควรเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของลูก เพราะสามารถสั่งสอนสิ่งที่ควรหรือไม่ควรให้กับลูกได้ และให้ลูกอยู่ในสายตา เพราะไม่ว่าจะมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเพียงใด พวกเค้าก็ยังคงเป็นเด็กน้อย ที่ยังต้องเรียนรู้โลกกว้างอีกหลายสิ่ง หลายอย่าง พร้อมกับต้องการผู้แนะนำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งคงไม่มีใครเหมือนพ่อแม่ ที่ให้ลูกได้แบบไม่มีเงื่อนไข

 

4 วิธีธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยอารมณ์ดี


จากการวิจัยพบว่า เมื่อเด็ก ๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี จะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายควบคู่ไปกับสภาวะจิตใจที่ดีด้วย และอารมณ์ที่ดีของลูกนั้น คุณแม่สามารถที่จะเป็นผู้ฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ด้วยวิธีการง่าย ๆ และเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา อาหารเสริม หรือสิ่งใด ๆ เลย เพียงคุณแม่เสียสละเวลา ตั้งใจ และเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของลูก ๆ เท่านี้ พวกเค้าก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

นวด

สัมผัสของแม่มีผลต่อความรู้สึกของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ลูกจะรับรู้ถึงการสัมผัสที่อ่อนโยน นุ่มนวล จากมือและไออุ่นรักของแม่ การสัมผัสด้วยการนวดให้กับลูก จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อในจุดต่าง ๆ ถูกกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนได้ดี เมื่อลูกรู้สึกถึงความผ่อนคลาย สบายตัว ก็จะทำให้ลูกมีอารมณ์ที่ดี

หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้โลชั่น สำหรับเด็กทาและนวดเบา ๆ เน้นในจุดที่ลูกอาจใช้ทำกิจกรรมมากเป็นพิเศษในแต่ละวัน เน้นปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า นอกจากจะทำให้ลูกได้ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อและจิตใจแล้ว ผิวพรรณของลูกก็จะได้รับความชุ่มชื้น ผิวไม่แห้งและหยาบกร้านอีกด้วย

ฟังเพลง

เพลง เป็นสิ่งที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจลูกน้อย ให้ผ่อนคลาย คล้อยไปตาม เสียงและจังหวะเพลงโดยเพลง ช่วยพัฒนาเส้นใยประสาทให้แตกแขนงมากยิ่งขึ้น มีอารมณ์ที่มั่นคง สงบนิ่ง

การเลือกใช้เพลงคลาสสิก จำพวก เพลงของโมสาร์ท เปิดในระดับเสียงที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป จะเป็นการช่วยให้ลูกจดจ่ออยู่กับเสียงเพลง ส่งผลให้เกิดสมาธิ และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียวง่าย นอกจากนี้ คุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องเปิดแต่เพลงจากอุปกรณ์ให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียว เสียงของคุณแม่สามารถร้องเพลงให้ลูกฟังด้วยใยรัก ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังสัมผัสทางประสาทที่อบอุ่น คุ้นเคยและสุขใจของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

การเล่น

เด็ก ๆ ทุกคน ชอบการเล่น ทำให้คุณแม่สามารถสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ผ่านการเล่นของลูกได้เป็นอย่างดี เมื่อลูกได้เล่นอย่างสนุกสนานผ่านการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ตาม ที่เค้าต้องการอย่างเต็มที่ และมีความสุขในช่วงเวลาที่พอเหมาะแล้ว จะทำให้ลูกอารมณ์ดี  คุณแม่ควรศึกษาการเล่นให้เหมาะสมกับวัยของลูก เพื่อปรับการเล่นให้เหมาะสม  ลูกจะได้ตอบสนองที่ตรงความต้องการ ไม่เบื่อในการเล่นหรือเรียนรู้

การนอน

เด็ก ควรนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัย การพักผ่อนที่เพียงพอจะส่งผลดีในทุกด้านของมนุษย์ เมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นนอนก็จะมีอารมณ์ดี และมีสุขภาพดี การมีสุขภาพที่ดีส่งผลถึงสภาพจิตใจที่ดี  ไม่ต้องรู้สึกเจ็บป่วยหรือ กังวลใด ๆ ที่จะเป็นการกัดกร่อนอารมณ์ลูกให้ขาดการเรียนรู้ รับรู้

ควรปรับบรรยากาศ สภาวะแวดล้อมรอบข้าง เมื่อถึงเวลาเข้านอนของลูกให้เหมาะกับการพักผ่อนของลูก อย่าให้มีสิ่งรบกวนการนอนพักผ่อน และควรให้ลูกนอนเป็นเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน เพื่อให้เค้าเคยชิน เมื่อถึงเวลาตื่นนอนจะได้ไม่ต้องร้องไห้เสียอารมณ์ทั้งคุณแม่คุณลูก