5 กิจกรรม ช่วยเสริมพัฒนาการลูกน้อยวัย 4 เดือน

พัฒนาการของลูกน้อยจะเป็นไปตามวัยก็จริง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของพวกเขาด้วย โดยเราก็มี 5 กิจกรรมเสริมพัฒนาการลูกน้อยวัย 4 เดือน ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำร่วมกับลูกมาแนะนำกัน ใครที่อยากให้ลูกรักมีพัฒนาการที่ดีและสมวัย ก็ต้องมาลองทำตามกันเลย

1.เล่นจ๊ะเอ๋

วัยนี้ลูกสามารถมองเห็นและรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้แล้ว ดังนั้นจึงสามารถเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกได้ ซึ่งการเล่นจ๊ะเอ๋จะช่วยฝึกให้ลูกมีปฏิกิริยาตอบรับมากขึ้น นั่นคือ เมื่อคุณแม่หายไปเขาก็จะมองหา และเมื่อคุณแม่โผล่มาจ๊ะเอ๋ เขาก็จะตกใจเล็กน้อยและหัวเราะดีใจนั่นเอง อีกทั้งการเล่นจ๊ะเอ๋บ่อย ๆ ก็จะช่วยพัฒนาสมองทำให้ลูกฉลาดอีกด้วย เพราะฉะนั้นห้ามพลาด

2.ร้องเพลง

แทนที่จะเปิดเพลงหรือเสียงดนตรีให้ลูกฟัง ลองเปลี่ยนมาร้องเพลงด้วยตัวเองกันดีไหม เพราะลูกจะชอบฟังเสียงของคุณพ่อคุณแม่มากกว่า โดยการร้องเพลงจะกระตุ้นพัฒนาการด้านอารมณ์และด้านการฟังให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกล่อมให้ลูกนอนหลับได้อย่างง่ายดายกว่าเดิมอีกด้วย

3.เล่านิทาน

ไม่ต้องรอให้ลูกพูดได้ถึงจะเล่านิทานให้ฟัง เพราะลูกสามารถรับรู้ได้ตั้งแต่วัย 4 เดือน ดังนั้นคุณแม่จึงควรเริ่มเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ตอนนี้ โดยอาจจะใช้โทนเสียงสูงต่ำในการเล่าเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟัง และทำให้ลูกรู้สึกสนุกสนานมากกว่าเดิม ซึ่งคุณแม่สามารถเล่านิทานให้ลูกฟังได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

4.ฝึกลูกนั่ง

วัย 4 เดือน เป็นวัยที่ลูกเริ่มนั่งแล้ว คุณแม่จึงควรช่วยเสริมพัฒนาการด้านนี้ให้กับลูกอีกที ด้วยการช่วยจับลูกนั่ง หรืออาจนำหมอนนำผ้าห่มมาหนุนหลังลูกไว้ ให้ลูกได้อยู่ในท่านั่งบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้ลูกนั่งด้วยตัวเองได้เร็วมากขึ้น แต่ถึงแม้ว่าลูกจะนั่งได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกันก็ไม่ต้องกังวล เพราะเด็กแต่ละคนอาจมีพัฒนาการที่ต่างกันไปนั่นเอง

5.พูดคุยกับลูก

การพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ จะช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาและการพูดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเด็กวัยนี้จะเริ่มตอบรับด้วยเสียงอ้อแอ้ และเริ่มจดจำคำพูดของพ่อแม่เพื่อเลียนแบบ โดยหากคุณพูดกับลูกเป็นประจำ ก็จะทำให้ลูกพูดได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูกได้อีกด้วย ซึ่งก็ขอแนะนำให้พูดกับลูกด้วยคำสั้น ๆ ก่อน เช่น หม่ำ ๆ แม่ พ่อ เพราะเด็กจะจดจำคำสั้น ๆ เหล่านี้ได้ดีกว่า

พัฒนาการเด็กเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพ่อแม่ก็ควรมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมนำ 5 กิจกรรมเหล่านี้ไปทำกับลูกน้อยของคุณในวัย 4 เดือนบ่อย ๆ แล้วเขาจะมีพัฒนาการที่ดี สมวัยแน่นอน

รอยขีดเขียนบนฝาผนัง เมื่อจินตนาการลูกอยู่เหนือเหตุผล คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไร


บ้านไหนมีเด็กเล็ก บ้านนั้นต้องมีจิตรกรรมบนฝาผนังไม่ว่าจะเป็นรูปวาด ระบายสี คน สัตว์ สิ่งของ ตัวอักษรตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ตัว A B C แม้แต่รอยขีดเขียนที่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง งานฝีมือทั้งหลายของเจ้าตัวเล็ก แม้จะสร้างความยุ่งยากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่สำคัญอันเปี่ยมด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของลูกที่ไม่ควรถูกจำกัด

ศิลปินตัวน้อยมักจะละเลงจินตนาการของเขาบนฝาผนังบ้านได้ตลอดเวลา แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะจัดเตรียมกระดาษ ดินสอ – สีทุกชนิดตั้งแต่สีเทียน สีเครยอน สีไม้ไว้ให้บนโต๊ะของเขาอย่างพร้อมเพรียงแล้วก็ตาม อีกทั้งพยายามจับลูกให้นั่งวาดรูปอยู่กับที่ แรก ๆ ก็ยอมนั่งนิ่ง ๆ แต่พอผ่านไปสักพักเริ่มขีดเขียนออกนอกกระดาษ เปลี่ยนไปเป็นบนพื้นโต๊ะก่อน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ขยับไปเรื่อย ๆ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ไปจนถึงการขีดเขียนบนฝาผนังทั่วบ้านไปหมด

เรื่องของผลงานที่ปรากฏคงไม่ต้องพูดถึง คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังประสบเหตุการณ์แบบนี้อยู่หรือเคยผ่านมาแล้วจะทราบกันดี ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกกำลังจะเข้าสู่วัยจินตนาการก็ต้องเตรียมรับมือไว้ได้เลย วิธีการคือ ตั้งกฎขึ้นมาเล็กน้อยแต่ไม่ต้องเคร่งครัดมาก ทำความเข้าใจกับลูกก่อนว่าถ้าจะขีดเขียนหรือระบายสี ต้องทำที่ไหน อย่างไร ถ้าไม่ทำตามจะถูกทำโทษอย่างไร เด็กบางคนก็เชื่อฟังดี แต่บางคนก็จะเป็นอย่างที่บอกคือเผลอไม่ได้ ทำโทษก็ไม่กลัว ดังนั้นให้คุณพ่อคุณแม่จัดแผนสำรองไว้อีกทางหนึ่งโดยการเตรียมกระดาษแผ่นใหญ่ ๆ มาปิดทับผนังบ้านไว้รอบด้าน เผื่อว่าลูกแหกกฎ…ต้องมีแน่นอน แต่อย่าซีเรียส ค่อยเป็นค่อยไป

ถ้าลูกออกนอกกฎจริง ๆ ก็ต้องลงโทษนิดหน่อยไม่ต้องถึงกับเกรี้ยวกราด ให้ว่ากันไปตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ สอนเขาด้วยเหตุผล แต่ไม่ต้องคาดหวังมาก เพราะเด็กเล็กยังมีความสามารถในการใช้เหตุผลได้น้อย แต่จะใช้จินตนาการมากกว่า สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด ณ เวลานั้นก็คือการเคลื่อนไหว การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การไม่อยู่ติดที่ เราไม่อาจสะกดให้เขานั่งวาดรูปบนโต๊ะได้นานอย่างที่ต้องการ ดังนั้นถ้าลูกจะเผลอไผลไปขีดผนังอีก คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ดุรุนแรง ไม่ตำหนิรอยขีดเขียนที่เขาละเลงไว้อย่างเลอะเทอะ เพราะนั่นคือผลงานสุดมหัศจรรย์ที่เขาภูมิใจว่าเขาทำได้ การระเบิดอารมณ์ใส่ลูกจะทำให้เขาขาดความมั่นใจ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่เต็มที่

ปัญหาการขีดเขียนเลอะเทอะไม่เป็นที่เป็นทางของเด็กจะหมดไปเองเมื่อเขาโตขึ้น แต่ในช่วงที่เขากำลังพัฒนาสมองซีกขวาซึ่งเป็นด้านจินตนาการนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยเขาโลดแล่นไปก่อน อาจพาเขาไปทำกิจกรรมศิลปะอย่างอื่นบ้างแทนที่จะวาดรูปบนฝาบ้านอย่างเดียว เราสามารถตามหางานศิลปะแบบต่าง ๆ ให้กับลูกได้ทุกที่ที่อยู่รอบตัว ส่วนเรื่องจิตรกรรมฝาผนังก็ไม่ต้องกังวลใจ อย่างดีก็แค่เสียเงินทาสีบ้านใหม่เท่านั้นเอง เพื่อลูก…เรื่องเล็ก

แต้มจินตนาการลูก เสริมสร้างความชาญฉลาดไปกับเพื่อนเล่นคนสำคัญ


ก้าวแห่งพัฒนาการที่สำคัญของลูกคือช่วงขวบปีแรก คุณพ่อและคุณแม่คือเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ เด็กทารกที่ได้เล่นกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่แรกเกิด นอกจากจะได้รับความอบอุ่นแล้ว เขายังจะมีพัฒนาการที่ดีและเร็วอีกด้วย ดังนั้นการให้เวลาเล่นกับลูกในแต่ละวัน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ๆ

เวลาที่คุณเล่นกับลูก สื่อสัมผัสแห่งความรัก, ความอบอุ่นสามารถถ่ายทอดไปยังลูกของคุณได้จริง ๆ ข้อดีข้อแรกเลยก็คือลูกของคุณจะมีจิตใจและอารมณ์ดีเพราะเขาได้ซึมซับความรู้สึกดี ๆ ที่พ่อแม่ส่งผ่านมาให้ นอกจากนี้ การเล่นกับลูกยังช่วยเสริมพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน

เสริมพัฒนาการทางสายตาและทักษะการมอง

ทารกเดือนแรกจะเริ่มหันมองซ้ายขวา คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกง่าย ๆ ด้วยสองมือของเราเอง แค่ขยับนิ้วดุ๊กดิ๊ก โบกไม้โบกมือพร้อมกับส่งเสียงพูดคุยเล่นเขาก็จะมองตาม และถ้าจะมีอุปกรณ์ประกอบเป็นของเล่นสีสันสดใส หรือมีเสียงน่ารัก ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นความสนใจได้มากขึ้น

พัฒนากล้ามเนื้อคอเมื่อลูกโตอีกนิด

สักสองสามเดือนต่อไป ลูกจะเริ่มพลิกคว่ำ ช่วงเวลานี้คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องหาอะไรให้ลูกเล่นเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป็นการฝึกให้ลูกมองบนและล่างโดยการเลื่อนมือหรือของเล่นขึ้นลง นอกจากฝึกกล้ามเนื้อตาแล้วยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อคอเวลาที่ลูกเงยหน้ามองตาม ขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะฝึกให้ลูกใช้กล้ามเนื้อมือและนิ้วไปด้วย โดยอาจหาของเล่นนุ่มนิ่มให้ลูกกำหรือบีบเล่น

เริ่มสนุกล่ะสิ เพราะลูกโตพอที่จะออกคลานและเดินได้แล้ว

เมื่อลูกเริ่มคลาน คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวซื้อลูกบอลเล็ก ๆ ไว้เล่นกับลูกได้เลย เลือกแบบสีสันสดใสและมีเสียงเพลง เพื่อเรียกความสนใจ และต้องเตรียมตัวไล่ตามให้ทันเวลาลูกเล่นกับเราเพราะเด็กเล็กจะคลานไวมาก ยิ่งถ้าเมื่อไรที่ลูกเดินได้ล่ะก็ คุณพ่อคุณแม่ต้องวอร์มร่างกายหนักหน่อยเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเดินไปกับลูกอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

เลยขวบแล้วนี่นา พาเที่ยวเลยละกัน

ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูก ควรส่งเสียงหรือพูดคุยกับเขาไปด้วยตลอดเวลา เพราะลูกจะได้พัฒนาทักษะทั้งทางร่างกายและได้ฝึกทักษะภาษาไปพร้อม ๆ กัน เพิ่มความสามารถในการสื่อสาร และนอกจากพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ต้องหาเวลาพาลูกออกไปพบปะกับคนรอบข้าง ลูกจะได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นเด็กที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี รู้จักเข้าสังคม นอกจากนี้ควรพาลูกออกไปพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่แค่ขวบปีแรกเท่านั้น วันที่ลูกโตขึ้นไม่ว่าจะอายุเท่าไรคุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีให้กับลูกตลอดไป อย่ากลัวว่าการเล่นกับลูกจะทำให้คุณเสียเวลา เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ลูก

ดูการ์ตูน Soundtrack ยังไม่ทันเข้าเรียน ลูกก็พูดอังกฤษได้แล้ว


เด็กเล็กสมัยนี้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่นั้นบางคนยังพูดได้เป็นประโยค ทั้งที่ยังไม่เข้าเรียนก็สามารถออกเสียงด้วยสำเนียงที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา ไม่ต้องสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ของน้อง ๆ เขาทำอย่างไร เคล็ดลับอย่างหนึ่งก็คือ การให้ลูกดูการ์ตูน Soundtrack

ไม่มีเด็กคนไหนปฏิเสธการ์ตูน แม้แต่เด็กที่โตแล้วก็ตาม เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับการ์ตูนไปจนถึงวัยเรียนชั้นประถม หรืออาจมัธยมต้น ๆ เลยด้วยซ้ำ การให้ลูกดูการ์ตูนจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่เพิ่มคุณภาพการดูการ์ตูนโดยเลือกชุดที่เป็น Soundtrack ให้ลูกดู และการที่จะให้ลูกได้ดูการ์ตูน Soundtrack นั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยทารก หลายคนอาจมองว่าการให้ทารกดูการ์ตูนไม่น่าจะเป็นสันทนาการที่เหมาะกับวัยเพราะถึงแม้จะเปิดไปเด็กก็ไม่ได้ดูหรือดูไม่รู้เรื่อง จริงอยู่ที่ว่าทารกจะนอนยาวรวมแล้ววันละ 16 – 20 ชั่วโมง แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมองของทารกอายุไม่เกิน 1 ขวบครึ่งพบว่า ไม่ว่าทารกจะหลับหรือตื่นอยู่ คลื่นสมองของเด็กตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงเด็กทารกสามารถรับรู้จากประสาทสัมผัสทางการได้ยิน อาจเป็นเสียงการ์ตูนที่เปิดจากทีวีหรือเสียงเพลง เสียงนิทานที่เป็นภาษาอังกฤษ

ประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยการ์ตูน Soundtrack รวมทั้งการเปิดนิทานหรือเพลงให้ฟังตั้งแต่วัยทารกเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เด็ก สำหรับการ์ตูนนั้นถึงแม้ว่าทารกยังดูไม่เป็นแต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดเพื่อสร้างความคุ้นเคย ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อลูกในเวลาที่เขาโตขึ้น ลูกจะไม่ปฏิเสธการดู Soundtrack และเขาก็พอใจที่จะดูมากกว่าการ์ตูนพากย์ไทย เมื่อถึงช่วงวัยต่อไปที่ลูกเริ่มสนใจภาพยนตร์ เขาก็จะเลือกดูภาพยนตร์ที่เป็น Soundtrack ด้วยเช่นกัน ลูกจะได้รับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ เหมือนเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับชาวต่างชาติและซึมซับสำเนียงภาษาอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความเข้าใจและสามารถพูดตามได้ดียิ่งขึ้น

คุณพ่อคุณแม่บางครอบครัวให้ลูกดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ Soundtrack ตอนโตแต่ลูกกลับไม่ชอบ และปฏิเสธว่าไม่สนุก นั่นเป็นเพราะลูกไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาจึงรู้สึกอยากดูพากย์ไทยมากกว่าเพราะฟังรู้เรื่องและได้ฟีลกว่า ซึ่งก็จะเป็นการยากที่จะบังคับในช่วงเวลานั้น เด็กโตไม่ชอบการบังคับและอาจต่อต้าน การเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนอาจช่วยได้ แต่คงได้ผลไม่เท่ากับการเริ่มต้นเสริมสร้างพัฒนาการมาตั้งแต่วัยทารก เด็กที่เติบโตมากับสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ว่าการ์ตูน ภาพยนตร์ รายการทีวี รายการวิทยุ จะเป็นเด็กที่เก่งภาษาอย่างน่าทึ่ง

ภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตทั้งในยุคนี้และยุคต่อ ๆไปในช่วงวัยที่ลูก ๆ ของเราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน พวกเขาจำเป็นจะต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เด็กที่เก่งภาษาจะมีความได้เปรียบมากกว่า อยากให้ลูกเก่งภาษา เริ่มต้นง่าย ๆ แบบนี้ได้ตั้งแต่วัยทารก

สอนให้ลูกเล่นกลางแจ้ง เสริมสร้างพัฒนาการและภูมิคุ้มกันทางร่างกาย (อายุ3-12ปี)


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เด็ก ๆ สามารถสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ได้มองเห็นโลกภายนอกมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีที่รวดเร็วแบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่สื่อบางอย่างเป็นสื่อที่นำพาให้ไปในทางที่ไม่ดี ฉะนั้นเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้งบ่อย ๆ ถือว่าทำกิจกรรมกับคนในครอบครัวไปในตัว อย่าให้ลูกอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม เด็กบางรายถึงขั้นตาบอดไปตลอดชีวิต นั่นคือผลกระทบต่อการใช้เทคโนโลยีสื่อสารมากเกินจำเป็น การเล่นกลางแจ้งจึงเป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและมีภูมิต้านทาน

ข้อดีของการให้ลูกเล่นกลางแจ้ง

  1. พัฒนาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น
  2. ช่วยให้เด็กสามารถแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าได้
  3. ช่วยให้เด็กได้มีทักษะการเข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้น
  4. ช่วยทำให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
  5. การเล่นกลางแจ้งอาจจะทำให้เนื้อตัวเลอะโคลนไปบ้าง แต่การให้ลูกได้สัมผัสดิน เหมือนลูกได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่
  6. การเล่นกีฬาบางอย่างอาจชนะหรือแพ้ ลูกจะรู้จักให้อภัยและมีน้ำใจนักกีฬา
  7. การเล่นกลางแจ้งทำให้ได้ออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน

ข้อควรระวังในการเล่นกลางแจ้ง

  1. ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ หากเล่นน้ำพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรอยู่ดูแลอย่าใกล้ชิด
  2. ระวังอย่าให้ลูกตากแดดนานเกินไป เพราะเสี่ยงผิวหนังไหม้และเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง
  3. หากเล่นทรายควรสอนให้ลูกเล่นอย่างระมัดระวัง อย่าเอาทรายเข้าปาก ระวังทรายเข้าตาเพราะในทรายและดินมักมีเชื้อโรคปนอยู่

ตัวอย่างการละเล่นกลางแจ้งและพัฒนาการด้านต่างๆ

  1. การเล่นฟุตบอล – ช่วยพัฒนาด้านการทำงานเป็นทีม ได้วิ่งออกกำลังกาย
  2. การเล่นลูกแก้ว – เด็กได้แข่งขันกัน รู้จักแพ้รู้จักชนะ มีน้ำใจนักกีฬา
  3. ชักกะเย่อ – ได้ออกกำลังแขนขา และความสามัคคีในทีม
  4. หมากเก็บ – ช่วยการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ การนับเลข
  5. กระโดดยาง – ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น
  6. วาดภาพระบายสี,หรือระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น – ช่วยให้เด็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ของเด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ยุคนี้เข้าถึงง่ายมาก พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้เด็ก ๆ อยู่กับอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้นานเกินวันละ 2 ชั่วโมง เพราะการที่เด็ก ๆ อยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งนานมากเกินไป ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและความคิด เพิ่มความใส่ใจลูกสักนิด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตเขาให้ดี เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกในอนาคต

 

เรื่องน่าคิดต้องเตรียมพร้อมก่อนพาเจ้าตัวน้อยออกเที่ยวนอกบ้าน

การได้พักผ่อนโดยการเดินทางเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากจะทำให้ทุกคนสนุกสนานแล้ว ก็ยังทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปี่ยมสุขเพราะมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน อีกทั้งยังทำให้ลูกรักได้มีพัฒนาการ ได้พบ ได้เห็น ได้เจอ สิ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น แต่การจะพาเจ้าตัวน้อยไปด้วยในสถานที่ต่าง ๆ ในขณะที่อายุยังน้อยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราเตรียมตัวให้พร้อม ก็รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้สบาย ๆ

ของใช้จำเป็นในการพาลูกน้อยเดินทาง

ก่อนกำหนดการเดินทาง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก จะต้องมีการเตรียมพร้อมให้ดี และเพื่อมิให้ลืมนั่นลืมนี่หละก็  ขอแนะนำให้ทำ Check List ของใช้ต่าง ๆ จะเป็นการดี รอบครอบ ครบทุก Item

ของใช้ประจำตัวลูก

  • ผ้าอ้อม
  • เบาะรองนอน
  • ผ้าเช็ดตัว
  • เสื้อผ้า / ถุงเท้า / รองเท้า
  • ชุดว่ายน้ำ/ของเล่นและสิ่งของป้องกันการเล่นน้ำ
  • ของเล่นที่ลูกชอบ หรือ ที่ลูกติด ขาดไม่ได้
  • ขวดนม / ขวดน้ำ / นมผง /อาหารเสริม/ กระปุกแบ่งนม / น้ำต้มสุก
  • อุปกรณ์อาบน้ำ (แชมพู/แปรงสีฟัน/ยาสีฟัน/หมวกกันน้ำ/ครีมอาบน้ำ ฯลฯ)
  • โลชั่นบำรุงผิว
  • ยารักษาโรคประจำตัว /ยาลดไข้เด็ก

ของใช้อำนวยความสะดวกและป้องกัน

  • รถเข็นเด็กแบบพับง่าย น้ำหนักเบา / Car Seat ติดรถ/ เป้อุ้มเด็ก
  • ร่ม / หมวก
  • ทิชชูเปียก
  • ครีมทากันแดด
  • ไฟฉาย
  • ถุงพลาสติกหูหิ้วใส่ขยะ ผ้าอ้อมใช้แล้ว หรือ เผื่อลูกน้อยอาเจียน
  • แผ่นรองปูพื้น
  • จุกปิดปลั๊กป้องกันไฟดูด
  • เจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค
  • ครีมทาป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย / ยุง

ตรวจเช็คความพร้อมก่อนการเดินทาง

เช็คข้อมูลสถานที่พัก เส้นทางที่ใช้ สภาพพาหนะที่เดินทาง

ควรรู้ข้อมูลของสถานที่พักเพื่อเตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น เช่น บริเวณที่พักเป็นต้นไม้เยอะ ควรเตรียมยาป้องกันแมลงสัตว์กันต่อยไปด้วย หรือสถานที่พักมีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ให้บ้าง เส้นทางห่างไกลร้านค้า ก็จัดเตรียมอาหาร ขนม เผื่อไว้ การเดินทางเป็นแบบไหน รถยนต์ส่วนตัวเข้าถึงไหม เป็นต้น อีกทั้งในเรื่องของการตรวจสอบยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน  ควรนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพยาง เบรก ห้องเครื่อง ทั้งนี้การมีเด็กเล็กควรจัดเตรียมคาร์ซีท ให้ลูกทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางโดยรถยนต์ และควรหยุดพักรถเป็นระยะ ๆ เพื่อประสิทธิภาพของรถ และเพื่อลูกน้อยได้หยุดพัก ทานนม ทานน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม ลูกจะได้ไม่เครียด

เช็คสุขภาพร่างกาย

ก่อนจะพากันท่องเที่ยว  ควรเช็คสุขภาพ ร่างกาย ของทุกคนในครอบครัวให้พร้อมเสียก่อน  เพื่อจะเชื่อได้แน่ว่า ไม่มีใครเจ็บป่วย  หรือหากมีโรคประจำตัวก็ควรไปตรวจเช็คสุขภาพก่อนเดินทางล่วงหน้าเสียหน่อย   ตรวจวัดไข้เจ้าตัวน้อยสักรอบก่อนเดินทาง ทั้งนี้เพื่อการเดินทางครั้งนี้จะได้เป็นสิ่งที่จะนำพาความสุขกาย สุขใจ มาสู่ทุกคนในครอบครัว  แบบไร้กังวล

เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะทั้งรถ ทั้งคน ทีนี้ก็ลุยกันได้แบบสบาย พกความพร้อมมาเต็มกระเป๋า แค่ไหนก็เอาอยู่ แล้วก็ได้เตรียมพลังเพื่อปลดปล่อยให้เต็มที่ยังที่ท่องเที่ยวกันทั้งครอบครัว