คุณแม่หลังคลอด หุ่นดีเพราะ “เลือกทาน”

หลังคลอดลูก ไม่ว่าจะคลอดเองแบบธรรมชาติ หรือผ่าคลอดโดยวิธีทางการแพทย์ สิ่งที่หลงเหลือคือหน้าท้องย้อย ๆของคุณแม่นั่นเอง ก่อนที่จะมีลูกหุ่นดีจนผู้ชายเหลียวมองกันเป็นแถบ แต่หลังคลอดสภาพหุ่นตัวเองดูไม่ได้เลย เรื่องการเลือกรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะลดน้ำหนัก หรือคุณแม่ที่อยากจะลดน้ำหนักให้กลับมาเท่าเดิมหรือมากกว่าไม่เกิน 5 กิโลกรัมจากน้ำหนักก่อนท้อง ตามที่คุณหมอสั่ง เราจะหุ่นดีได้ก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ดีในปริมาณที่พอเหมาะ การทานในแต่ละมื้อควรทานให้อิ่ม เพราะถ้าทานจุกจิกจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ควรทานอาหารจำพวกแป้งและข้าวเท่าไหร่ดีนะ?

ควรทานข้าวมื้อละไม่เกิน 2 ทัพพี อาหารจำพวกแป้งหรือข้าวควรทานให้พอดี เน้นเป็นแป้งไม่ขัดสี หากทานมากเกินไปไม่ดีนัก เพราะอาหารประเภทนี้จะกลายเป็นน้ำตาล

แล้วอาหารจำพวกโปรตีนล่ะ ควรทานเท่าไหร่ดี?

โปรตีนคืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ สิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราต้องระวังคือ ไขมันสัตว์ หากทานมากเกินไปไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรูปร่าง ที่สำคัญหากจะปรุงให้สุก หากจำเป็นต้องทำโดยวิธีการทอด ควรใช้กระทะเทฟล่อน ใช้น้ำมันสเปรย์ฉีดเล็กน้อยให้ทั่วกระทะ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่แนะนำคือ อกไก่ลอกหนัง ถึงอกไก่จะแห้งแต่มันมีประโยชน์มาก จำนวนกิโลแคลอรี่ก็น้อยมาก คนที่ชอบออกกำลังกายมักชอบทานอกไก่เป็นโปรตีนหลัก

ทานผักชนิดไหนดีที่สุดในการเร่งลดหุ่น?

ผักทุกชนิดมีดีต่อสุขภาพ แต่ที่ดีสำหรับคนที่กำลังลดหุ่นต้องฟักทองต้มหรือนึ่งเท่านั้น เนื่องจากฟักทองเป็นผักที่มีจำนวนกิโลแคลอรี่ต่ำมาก หากเทียบกับกะเพราไก่ไข่ดาว 1 จาน เราสามารถทานฟังทองหนัก 3 กิโลกรัมได้เลยล่ะ

ส่วนผลไม้เราควรเลือกทานแบบไหนดี?

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำมาก ไว้ทานหลังอาหารหรือไว้ทานเล่นก็ได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นควรเลือกผลไม้ที่มีความหวานน้อย หรือผลไม้รสเปรี้ยว

ทุกคนอาจจะงงว่าทำไมต้องกินอาหารที่มีกิโลแคลอรี่ต่ำ คำตอบคือผู้หญิงเราควรได้รับพลังงานประมาณ 1,700 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ตัวอย่างเช่น เราทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ400 กิโลแคลอรี่ =1,200 กิโลแคลอรี่ คือ 3 มื้อที่ผ่านมา เราทานจนอิ่มท้องไม่ทานจุกจิก เมื่อเราได้ทานอาหารที่มีกิโลแคลอรี่น้อย ๆ เราสามารถทานของทานเล่นได้อีก 500 กิโลแคลอรี่ การรับประทานแบบนี้ก็เพื่อเป็นการทำให้เราไม่เบื่อในการลดน้ำหนักมากเกินไป

ถ้าอยากลดหุ่นห้ามลดมื้ออาหารเด็ดขาด เพราะตามธรรมชาติ เมื่อคนเราอดอาหารร่างกายจะกักเก็บสารอาหารเหล่านั้นเอาไว้ใช้เมื่อฉุกเฉิน ร่างกายจะเก็บของที่ควรไปใช้เผาผลาญในร่างกายเอาไว้ เหมือนเราเก็บของที่ค้างคืนเอาไว้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร การลดน้ำหนักก็เช่นเดียวกัน ให้คิดว่าการทานคือการเปลี่ยนสารอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอ การลดความอ้วนควรทานให้ครบ 5 หมู่เหมือนเดิมแต่ฉลาดเลือกและทานในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะคะเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในอนาคต

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยต้องเข้าตู้อบ ปัญหาที่พ่อแม่กังวลใจ


เมื่ออายุครรภ์ 36 – 40 สัปดาห์ ร่างกายของคุณแม่จะมีความพร้อมเพื่อคลอดลูกน้อย แต่หากการคลอดมีอาการผิดปกติบางอย่างแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันผิดปกติ ภาวะแท้งคุกคาม ครรภ์เป็นพิษ เด็กสำลักน้ำคร่ำ ตัวเหลือง หรือคุณแม่ที่มีอาการคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากการตั้งครรภ์แฝด ทั้งหมดนี้ทำให้มีผลกระทบต่อลูก ทำให้ร่างกายของลูกพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นัก จำเป็นที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดคุณหมอ เมื่อคลอดก่อนกำหนดนั่นคือความเสี่ยง

ผลกระทบของเด็กคลอดก่อนกำหนด

  • การหายใจผิดปกติ ปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นัก บางรายต้องใส่สายออกซิเจน
  • น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ (เมื่ออยู่ในตู้อบจนน้ำหนักเกิน 2,000 กรัม คุณหมอจะอนุญาตให้พากลับบ้านได้)
  • ทารกอาจติดเชื้อ
  • การควบคุมอุณหภูมิร่างกายของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์
  • ทารกยังไม่สามารถดูดนมได้ ต้องป้อนนมทางสายยาง
  • พัฒนาการการช้ากว่าเด็กปกติ แต่เมื่ออายุได้ 6 เดือน จะเริ่มตามทันเด็กในวัยเดียวกัน

ขณะที่อยู่ในตู้อบแม่ทำอะไรเพื่อลูกได้บ้าง

คุณแม่สามารถอยู่เฝ้าลูกเพื่อที่จะให้นมได้ทุกๆ 3 ชั่วโมง ด้วยการบีบน้ำนมแม่ใส่แก้วเล็ก ๆ แล้วป้อนลูกทางช่องกลม ๆของตู้อบ พยาบาลที่อยู่ในห้อง NICU จะสอนวิธีการอาบน้ำให้กับทารกแรกเกิด สอนการเช็ดสะดือลูก สอนเรื่องการทานอาหารเพิ่มน้ำนม วิธีการบีบน้ำนมที่ถูกต้อง วิธีทำให้ลูกเรอ วิธีป้อนนมจากเต้าของแม่เดี่ยวและแม่แฝด การห่อตัว การทำให้ลูกร่างกายอบอุ่น และเมื่อทารกอาการดีขึ้นพยาบาลจะอนุญาตให้คุณแม่อุ้มลูกมาให้นมจากเต้าได้ เพื่อให้ลูกหัดดูดนมจากเต้าและเพื่อให้ลูกได้รับความอบอุ่น ให้ลูกนอนแนบอกคุณแม่ แบบวิธี kangaroo จะช่วยทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากขึ้น คุณแม่สามารถร้องเพลงหรือพูดคุยกับลูกผ่านตู้อบได้ การที่ลูกได้อยู่ในตู้อบเป็นการเตรียมความพร้อมกับคุณแม่มือใหม่ไปในตัว เพราะพยาบาลจะสอนทุกขั้นตอนในการดูแลลูก

เมื่อกลับบ้านมาแล้วคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้าง

ของใช้ต้องอ่อนโยนและสะอาดสำหรับลูกน้อย คุณแม่จะต้องเตรียมให้พร้อมล่วงหน้า เพราะหากอาการลูกดีขึ้นคุณหมอจะอนุญาตให้พาลูกกลับบ้านได้ทันที สิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมได้แก่

  • ที่นอนของลูก หมอนใบเล็ก ผ้าห่ม เพื่อเตรียมให้ลูกได้รับความอบอุ่นมากที่สุด เด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดจะยังไม่สามารถควบคุมและปรับอุณหภูมิร่างกายได้เอง ฉะนั้นคุณแม่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก
  • ห้องนอนต้องสะอาด อากาศในห้องถ่ายเท
  • คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตร่างกายของลูก ควรมีปรอทวัดไข้สักเพื่อวัดอุณหภูมิของลูก
  • อาบน้ำอุ่นและสบู่เหลวสูตรอ่อนโยนพิเศษ หากแพ้ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • ต้องปลุกลูกทานนมทุก ๆ 3ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณนมตามน้ำหนักตัวลูก
  • ห้ามให้ลูกทานอาหารอื่นใดนอกจากนมแม่หรือนมผสม เพราะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดลำไส้จะยังทำงานได้ไม่ดีนัก ต้องระวังเรื่องอาหารให้มากที่สุด หากต้องให้นมผสมต้องล้างและอบขวดนมก่อนชงให้ลูกดื่มทุกครั้ง
  • หากสะดือลูกยังไม่หลุด ห้ามดึงเด็ดขาด
  • เมื่อสะดือหลุดแล้วให้ใช้คัตตอนบัตขนาดเล็กชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเช้า-เย็น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 1 รอบ และเช็ดด้วยคัตตอนบัตแบบแห้งซ้ำ2รอบ เมื่อแอลกอฮอล์ระเหยควรเช็ดน้ำออกให้หมด ไม่เช่นนั้นสะดือลูกอาจจะเน่าได้

เมื่อลูกเข้าตู้อบทำให้คุณแม่เครียดบ้างเล็กน้อย แต่อย่าคิดมากไป ลูกเราอยู่ใกล้มือหมอแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาให้มีตู้อบเหมือนกับลูกได้อยู่ในท้องแม่ เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกสู้ขนาดนี้แล้วคุณแม่ก็ห้ามท้อ ห้ามเครียด ต้องสู้และเข้มแข็งเพื่อลูกรักของเรา

 

คุณแม่มือใหม่เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้หลังคลอดลูก

หลังจากที่คุณแม่รอคอยลูกน้อยมาเป็นระยะเวลาอย่างยาวนานถึง 9 เดือน ก็ได้เวลาที่คุณแม่จะเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและบททดสอบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอ เพราะการเลี้ยงลูกไม่ง่ายนัก ซึ่งโดยส่วนใหญ่คุณแม่หลาย ๆ ท่านจะมีอาการอ่อนเพลียจากกการคลอด และการอดหลับอดนอนทันที เพราะต้องคอยดูแลเจ้าตัวเล็กตลอดทั้งวัน ทั้งคืน ทำให้คุณแม่ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ใบหน้าดูโทรม หมองคล้ำไม่สดใสเหมือนเคย และหงุดหงิดง่าย นอกจากนี้หากคุณแม่ท่านไหนที่ต้องทำงานบ้านไปด้วยแล้ว ไม่ง่ายเลยที่จะมีเวลาพักผ่อน ดังนั้นคุณแม่มือใหม่จะเจออะไรบ้าง และต้องรับมืออย่างไร มาดูวิธีจัดการง่าย ๆ ดังนี้กัน

สิ่งที่คุณแม่มือใหม่จะเจอหลังคลอด

  1. อาการอ่อนเพลียจากการคลอดลูก ในช่วงนี้แนะนำให้คุณแม่มือใหม่มีคนมาช่วยเฝ้าและช่วยดูแล ซึ่งอาจจะเป็นคุณพ่อก็ได้ ที่ลางานมาดูแลภรรยาและลูกรัก เพราะคุณแม่นั้นจะยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอดด้วยแล้ว จะมีอาการเจ็บแผลมากกว่าการคลอดธรรมชาติ ฉะนั้นการมีคนมาช่วยดูแลจะเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด
  2. ลูกน้อยยังหลับนอนไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ลูกน้อยจะยังไม่สามารถแยกกลางวันและกลางคืนได้ทำให้ลูกน้องยังคงนอนไม่เป็นเวลา และยิ่งเพิ่มความอ่อยเพลียให้กับคุณแม่ เนื่องจากต้องดูแลตลอดวันนั่นเอง ทางออกที่ดีคือ เมื่อลูกน้อยของคุณแม่หลับ เราก็ควรงีบหลับเพื่อพักผ่อนเช่นกัน
  3. การเช็ดอึลูกน้อย ถือเป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความที่ไม่เคยทำมาก่อนจึงทำให้รู้สึกเก้ ๆ กัง ๆไม่น้อย และมักเป็นเรื่องถกเถียงกันว่าใครจะเป็นคนทำ ระหว่างแม่หรือพ่อ
  4. การใส่เสื้อผ้าให้เจ้าตัวเล็ก ด้วยความที่แรกเกิด ลูกน้อยของคุณจะมีขนาดตัวที่เล็กมาก ทำให้การเสื้อผ้านั้นยากไปหมด เพราะคุณแม่มือใหม่จะรู้สึกกลัวว่าลูกน้อยของคุณจะเจ็บ หรือกระดูกจะหักหรือไม่
  5. การอาบน้ำ การจัดท่าในการอาบน้ำให้ลูกน้อย จึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ควรเรียนรู้มาจากคุณหมอ หรือพยาบาลตั้งแต่คลอด เพราะการที่ลูกน้อยตัวเล็ก จึงเป็นอุปสรรคในการอาบน้ำ ซึ่งการวัดอุณหภูมิน้ำในการอาบ ก็เป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องศึกษาไว้
  6. ทำงานบ้านไปด้วยระหว่างวัน เป็นเรื่องเหนื่อยสำหรับวัน เพราะคุณแม่จะสามารถทำได้ตอนลูกหลับเท่านั้น และต้องรีบทำ ไม่อย่างนั้นถ้าลูกของคุณตื่นขึ้นมา งานอาจจะยังทำไม่เสร็จได้
  7. ลูกร้องไม่ทราบสาเหตุ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักไม่ทราบสาเหตุการร้องงอแงของลูกอย่างแน่นอน แต่จริงไม่แล้วไม่ยากอย่างที่คิด ซึ่งสาเหตุหลักของการร้องของลูกนั้นก็คือ การหิวนม ง่วงนอน อึ หรือรู้สึกไม่สบายตัว

ดังนั้นการเตรียมความพร้อม และการศึกษาข้อมูลในระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่สามารถรับมือกับภาวะหลังคลอดได้อย่างแน่นอน

 

คุณแม่อยู่ไฟได้ประโยชน์จริงหรือ

 

การอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอดเป็นวิธีที่ถือปฏิบัติกันมาช้านาน แต่ในปัจจุบันก็อาจมีการผิดแผกแตกต่างกันบ้างเพื่อความสะดวกและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไป การอยู่ไฟเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีผู้ใดกำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นความพึงพอใจของแต่ละบุคคล เพียงแต่ทุกคนอาจมองคนละมุม คนละแบบ ถึงความจำเป็นของมัน เรามาดูประโยชน์ของการอยู่ไฟแล้วให้ได้พิจารณากันเองต่อไป

รักษาแผลหลังคลอด ลดอาการปวดเมื่อย ด้วยการใช้ลูกประคบร้อนที่ห่อไว้ด้วยสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งนี้ประเภทของสมุนไพรจะมากน้อยชนิดและปริมาณแตกต่างกันไป สมุนไพรที่ใช้เช่น ขมิ้น ตะไคร้ การบูร ใบส้มป่อย ฯลฯ โดยนำลูกประคบมานวดคลึงตามบริเวณร่างกาย แขน ขา และเต้านม หรือบางทีให้นั่งทับลูกประคบ

เปิดรูขุมขนให้ได้ทำการขับของเสีย ขับน้ำคาวปลา ออกมา เป็นการทำความสะอาดผิวพรรณ ให้กลับมาเปล่งปลั่ง

ขึ้น โดยขั้นตอนนี้จะทำการอบตัวด้วยไอน้ำร้อนจากหม้อต้มสมุนไพรที่จะทำการระเหยเอาสมุนไพรออกมา ภายในขณะที่อยู่ในกระโจมหรือตู้อบ ซึ่งถือได้ว่าขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนพื้นฐานและขั้นตอนหลักของการอยู่ไฟเลยก็ว่าได้

มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่ได้เร็วยิ่งขึ้น  เป็นขั้นตอนการใช้หม้อเกลือมาประคบหน้าท้องและตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายพร้อมทั้งทำการนวดไปด้วย ความร้อนจากหม้อเกลือจะช่วยให้มดลูกที่ขยายเมื่อครั้งตั้งครรภ์ เกิดการหดรัดตัวและกลับเข้าอู่หรือกลับคืนตัวได้เร็วมากขึ้นกว่าปล่อยให้ร่างกายดำเนินการเอง

ลดอาการบวมน้ำ เนื่องจากคุณแม่ขณะที่ตั้งครรภ์จะมีอาการบวมน้ำมากน้อยต่างกันแล้วแต่นั้น ความร้อนจากการอยู่ไฟ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และทำการผลักดันน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย

ลดการคัดตึงของเต้านม ความร้อนจะช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้นในระหว่างที่เต้านมคัดตึง

ปัจจุบันมีสถานที่ให้บริการทั้งแบบส่งตรงถึงบ้าน หรือ ไปยังสถานทีเอง การเลือกใช้บริการ ต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • ราคากับคุณภาพการให้อุปกรณ์และบริการ ควรทำการเปรียบเทียบให้ชัดเจน ลองนำมานั่งเขียนเป็นหัวข้อ ๆ
  • ขั้นตอนในการดำเนินการ เช่น ในแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลานานมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือไม่ จำนวนขั้นตอนมีอะไรบ้าง เช่นกัน นำมาแจกแจงเป็นข้อ ๆ ไว้
  • ค้นหาข้อมูลผู้ให้บริการ มีผู้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่เคยใช้บริการไว้อย่างไรบ้าง
  • อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เช่น เป็นกระโจม หรือ เป็นตู้อบสมุนไพร เป็นต้น
  • จำนวนวันที่ดำเนินการ เมื่อจำนวนวันแตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการก็จะมากขึ้น แต่ผู้บริโภคได้เปรียบ เพราะยิ่งนานยิ่งดี เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ดีเสียก่อน
  • บริการ สิ่งของที่ให้หลังจากทำการบริการครบทุกขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เราอาจสรุปไม่ได้ชัดเจนว่า การอยู่ไฟในยุคสมัยใหม่นั้น มีประโยชน์จริงหรือไม่  หากแต่การอยู่ไฟก็เป็นแรงช่วยให้คุณแม่ได้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ  ผ่อนคลายจากกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ