อยากเป็นคุณแม่ที่สาวโสดยังอาย ต้องฟิตหุ่นให้ดี ๆ

การมีรูปร่างสวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสาวหรือความโสด ผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้วก็หุ่นดีได้ ต่อให้มีลูกกี่คนก็ยังหุ่นงามถ้าคุณแม่ฟิตร่างกายอยู่เสมอ รักษารูปร่างและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี รับรองได้ว่าสาว ๆ ทั้งหลายที่ยังไม่แต่งงานจะต้องยอมหลีกทางให้

ความอ้วนหลังจากมีลูก เป็นเหตุสุดวิสัยจริงหรือ

หลังจากการคลอดลูก ไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยความอ้วนเสมอไป มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสรีระของผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงเราพอคลอดแล้วอ้วน ก็จะแอบอ้างเล็ก ๆ ว่าไม่ได้อ้วนเองนะแต่อ้วนเพราะมีลูก ในความเป็นจริงเหตุที่มีลูกแล้วอ้วนนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคุณแม่ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดมากกว่า ก่อนคลอดนั้น พอจะเข้าใจได้ว่าคุณแม่จัดหนักเพื่อบำรุงลูกน้อยในครรภ์ ส่วนหลังคลอดคุณแม่หลายคนยังคงจัดหนักต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลคือ 1) เคยชินกับการทานเยอะ 2) เลี้ยงลูกเหนื่อยและต้องให้นมลูกทำให้ต้องการพลังงานและทานอาหารมากขึ้น พอนานวันเข้าถ้าไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ก็จะกลายเป็นคนที่ทานเยอะไปโดยปริยายและอาจกลายเป็นผู้หญิงอ้วนถาวร

จะเป็นการดีมาก ๆ ถ้าคุณแม่มีโอกาสได้ตั้งตัวรับมือกับความอ้วนตั้งแต่ตอนเริ่มท้องเพราะเมื่อถึงเวลาคลอดจะได้ไม่ต้องหนักใจมากกับการลดน้ำหนัก ดังนั้นหากยังพอระงับเหตุได้ทัน หรือถ้าตอนนี้คุณยังอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ล่ะก็ ขอให้ระมัดระวังเรื่องอาหารได้มาก เลือกอาหารมีประโยชน์ประเภทปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ทานคู่กับสลัดผักตามด้วยนมเสริมแคลเซียมไขมันต่ำ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ถ้าหิวระหว่างวันให้ทานธัญพืชเป็นของว่าง คุณแม่สามารถปรับเมนูต่าง ๆ เป็นอาหารชนิดอื่น ๆ ได้แต่ขออยู่ในสายเฮลท์ตี้เท่านั้น ข้อสำคัญคือห้ามไม่ให้มีของแถม เช่น ขนมหวาน ของทอด ขนมทานเล่น ห้ามอ้างว่าลูกในท้องอยากทาน เคล็ดลับสำหรับคนท้องที่ไม่อยากอ้วนหลังคลอดก็คือ ต้องรักษาวินัยในการรับประทานอย่างเคร่งครัด

ภาวะหลังคลอดก็เช่นเดียวกัน ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ลูกอ่อนมีแนวโน้มสูงในการหยิบของหวาน ๆ ทานอยู่เรื่อย ๆ เพราะความอ่อนเพลียจากการให้นมและเลี้ยงลูก แต่…หยุดก่อน เพราะไม่เช่นนั้นของหวานจะทำให้คุณอ้วนไม่หยุด พลังงานที่เสียไปในแต่ละวันสามารถ ชดเชยได้ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะทานเยอะก็ไม่ว่ากัน แต่ห้ามเป็นของหวานและของมัน เน้นโปรตีนสูงหน่อยเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วขึ้น คอยชั่งน้ำหนักและควบคุมไว้ให้ดี ๆ หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ทั้งการออกกำลังกายแบบทั่วไปและการออกกำลังกายแบบฟิตหุ่นหรือลดไขมันเฉพาะส่วน เพื่อจะได้มีสุขภาพที่ดีและหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มไปพร้อม ๆ กัน

ฝึกพฤติกรรมที่ถูกต้องในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัย ไม่ว่าคุณจะมีลูกต่อไปอีกกี่คนหรือมีลูกจนตั้งทีมฟุตบอลได้ คุณก็จะยังคงเป็นคุณแม่หุ่นดีที่สาวโสดต้องอายเลยทีเดียว

ไม่ใช่คืนหลอน แต่ลูกร้องลั่นอย่างไร้สาเหตุเพราะอาการโคลิค


ถ้าคุณแม่เจอเหตุการณ์แบบนี้อาจตกใจ จู่ ๆ ลูกวัยยังไม่ถึงเดือนก็ร้องไห้จ้าเหมือนโดนทำร้ายหรือเจ็บตรงไหนสักอย่าง ให้นมก็ไม่ยอมกิน อุ้มก็ไม่หยุดร้อง จะให้กินยาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเป็นยาอะไรส่วนใหญ่จะร้องในตอนกลางคืน ร้องหลายชั่วโมงจนกระทั่งหยุดไปเอง แต่ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่อดนอนจนเกือบถึงเช้า

ถ้าเล่าให้ปู่ย่าตายายฟังถึงอาการที่ลูกเป็น ท่านก็คงไม่ตกใจเท่าไร ผู้ใหญ่สมัยก่อนมักจะเรียกอาการนี้ว่า เด็กร้องสามเดือน โดยท่านเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าร้องทำไม บางคนใช้วิธีทายามหาหิงคุ์ที่บริเวณท้องแต่เด็กก็หยุดร้องบ้างไม่หยุดบ้าง ว่ากันว่าต้องรอให้ครบสามเดือนจึงจะหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาการของเด็กทารกแรกเกิด คุณแม่ได้ยินแล้วคงหนักใจ จะมีวิธีใดที่ดีกว่าการรอคอยให้ครบสามเดือนหรือไม่

วิธีที่ทำได้คือคุณแม่ต้องลองสำรวจอาการของลูกน้อยดูอีกที หรือพาไปหาหมอตรวจดูว่าลูกเป็นโรคอะไรหรือไม่, อวัยวะส่วนใดผิดปกติทำให้เจ็บปวดไหม, ลูกกินนมได้ตามปกติหรือกินไม่ได้เลย, การขับถ่ายเป็นอย่างไร ถ้าคุณหมอตรวจดูไม่พบความผิดปกติใด ๆ ก็สามารถสรุปได้ว่านี่คืออาการร้องแบบโคลิค เป็นอาการที่เกิดจากความไม่สบายตัวของเด็กทารกคือเด็กอาจจะแน่นท้องจากการกินนมมาตลอดทั้งวัน หรือนมไม่ย่อยทำให้ปวดท้อง ถ้าเด็กร้องมาก ๆ คุณหมออาจให้ยาประเภทขับลม เด็กบางคนเมื่อได้ยาแล้วก็ยังร้องอยู่ อาจเป็นเพราะเขาไม่สบายตัวเพราะสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น การทำงานของลำไส้ไม่เป็นปกติ อย่างไรก็ตามสาเหตุเหล่านี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานซึ่งไม่มีข้อสรุปแน่ชัดสำหรับเด็กแต่ละคน สิ่งที่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทารกวัยไม่ถึง  1 เดือนนั้นยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงทำให้เด็กมีอาการร้องแบบโคลิค

โคลิคไม่ได้เกิดกับเด็กทารกทุกคนเสมอไป บางคนเลี้ยงง่ายไม่ร้องสักคืนเดียว ก็เลยเป็นความชิล ๆ ของคุณพ่อคุณแม่ไป ส่วนครอบครัวไหนที่ลูกเล็กร้องโคลิคมาก ๆ ก็ขอให้อดทนและไม่ต้องเป็นกังวลแต่อย่างใด การร้องแบบโคลิคไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเพราะเมื่อลูกโตขึ้น มีพัฒนาการทางร่างกายดีขึ้น อวัยวะทุกส่วนเติบโตสมบูรณ์ดี เขาก็จะไม่ร้องกวนใจคุณพ่อคุณแม่อีก เอาเป็นว่าในช่วงที่ลูกยังร้องลั่นทุกคืนแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติให้ดีพร้อมกับทำสมาธิเพื่อไม่ให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดโมโห คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีปรับเวลานอนของตัวเองใหม่เป็นการชั่วคราว เพราะเด็กที่ร้องกลางคืนมักจะนอนกลางวันนาน ลูกนอนตอนไหนเราก็นอนตอนนั้น ส่วนเวลาที่ลูกร้องก็ผลัดเวรกันอุ้มลูก สองแรงแข็งขันรับรองว่าผ่านฉลุย

รู้เท่าทัน “เชื้อไวรัส RSV” ภัยเงียบที่มาในช่วงหน้าฝน


เด็กอายุ 0 – 3 ปี ภูมิต้านทานของเด็กนั้นจะน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก ทำให้เด็ก ๆ มักติดเชื้อไวรัสได้ง่าย บางรายรักษาไม่นานก็หาย แต่บางรายไม่โชคดีนักทำให้มีอันตรายต่อชีวิต ภัยเงียบในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ก็คือเชื้อไวรัส RSV

เชื้อไวรัส RSVคืออะไร?

ไวรัส RSV (ชื่อเต็ม : Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นในเด็กอายุ 0-3ปี เชื้อไวรัสนี้สามารถติดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเด็ก ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นัก แต่หากเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะทำให้ติดเชื้อสู่ปอด ทำให้ปอดบวมและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรงแต่อย่างใด หากติดเชื้อไวรัส RSV คุณหมอจะดูอาการและจ่ายยาตามอาการเท่านั้น

อาการเบื้องต้นของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส RSV

เด็กเล็กที่มีอายุ 0-3 ปีที่มีอาการไข้หวัด มีไข้สูง หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจครืดคราด หอบ ไอแรง มีเสมหะในลำคอ ทานอาหารได้น้อยลง ปากซีด มีอาการซึม หากคุณแม่วัดไข้แล้วอุณหภูมิสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ใจ เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้หากติดเชื้อที่ปอดแล้วจะทำปอดบวม ทำให้มีความเสี่ยงถึงชีวิตเด็ก ๆ

หากเด็ก ๆ แถวบ้านเป็นเชื้อไวรัสชนิดนี้ คุณแม่ควรให้ลูกหยุดสัมผัสผู้ที่มีเชื้อ เพราะเชื้อชนิดนี้ติดต่อกันทางน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ การไอ การจาม การสัมผัส ระยะการฟักตัวของเชื้อชนิดนี้อยู่ที่ 3-5 วัน การรักษาคนไข้จะฟื้นตัวภายใน 14 วัน  เชื้อไวรัสนี้จะค่อย ๆ แสดงอาการออกทีละนิด เริ่มจากระยะแรกจะเป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ไอ จาม จากนั้นจะไอรุนแรง อ้วก หอบ หายใจครืดคราด ไข้สูงมาก และสุดท้ายก็จะมีอาการร้ายแรงมากขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อร่างกายอ่อนแอมาก ๆ เชื้อไวรัสนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก

ผู้ใหญ่เองก็สามารถแพร่เชื้อให้เด็กได้ ถ้าผู้ใหญ่ไปสัมผัสกับเด็ก ๆ ที่มีเชื้อไวรัส RSV และไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายแล้วไปสัมผัสกับเด็กที่ไม่มีเชื้อ ก็จะทำให้เด็กที่ไม่มีเชื้อติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ฉะนั้นผู้ใหญ่เองก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กอยู่ใกล้กับผู้มีเชื้อไวรัสชนิดนี้ และผู้ใหญ่ควรรักษาความสะอาดก่อนสัมผัสตัวเด็ก เพราะเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่านำเชื้อโรคไปสู่เด็ก และระมัดระวังหากลูกหลานของเรามีเชื้อไวรัสชนิดนี้ อย่าให้ไปแพร่เชื้อกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อกันได้ง่ายมาก ฉะนั้นผู้ใหญ่อย่างเราควรเป็นอีกทางช่วยหนึ่งที่จะช่วยเด็ก ๆ ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้น้อยลง

 

บุหรี่ควันร้ายจากพ่อแม่ ต้นเหตุวายร้ายทำลายชีวิตลูก


หลายครอบครัวคงทราบกันดีว่า อันตรายและโทษจากการสูบบุหรี่มีอะไรบ้าง แต่หลายคนนักก็ไม่สามารถเลิกขาดจากมันได้ ยิ่งครอบครัวไหนมีลูกหลานที่ยังเล็ก ทราบหรือไม่ว่า บุหรี่คือวายร้ายที่ทำลายเด็ก ๆ อย่างคาดไม่ถึง

บุหรี่ที่เกิดจากการสูบ ดม เข้าไป ล้วนเป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดโรค และอันตรายเป็นอย่างมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก แม้จะเป็นแค่ควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจายก็ส่งผลต่อชีวิตได้ เพราะแม้คนในครอบครัวจะไม่ได้สูบเอง แต่ควันบุหรี่มือสองนั้นเกิดจากการที่คนใกล้เคียง หรือสภาพแวดล้อมรอบข้าง ๆ ที่มีการคลุกคลีอยู่ตลอดเวลา ทำให้กลิ่นและควันนั้นสามารถติดเข้ามาในรถ ในบ้าน หรือตามเสื้อผ้าของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง และเมื่อท่านกลับบ้านมาก็จะนำสิ่งเหล่านั้นมาสู่คนในครอบครัวได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า จึงเสี่ยงที่จะได้รับโลหะหนัก สารกัมมันตรังสี และสารก่อมะเร็ง ที่จะเข้าไปสะสมที่ละเล็กละน้อย และอาจส่งผลให้เด็กเป็นภูมิแพ้ได้

มาทำความรู้จักของสารพิษในบุหรี่ที่มาทำลายชีวิตกัน

  1. นิโคติน เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดและทำให้เกิดโรคหัวใจ
  2. ทาร์ คือสารมะเร็งหลายชนิดที่รวมกัน
  3. คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นสารไอเสียตัวเดียวกับที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียของรถยนต์ และเป็นตัวการขัดขวางการทำงานของเม็ดเลือดแดง
  4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลง ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบ
  5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลม ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง
  6. แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ
  7. ไซยาไนด์ เป็นสารพิษที่ใช้เป็นยาเบื่อหนู
  8. สารกัมมันตภาพรังสีโพโลเนียม – 210 เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง
  9. ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ เป็นสารที่ใช้ในการดองศพ

ดังนั้นเมื่อหลายท่านที่มีเด็กเล็กในครอบครัว แต่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ก็ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะส่งผลร้ายต่อเด็ก คือ ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านที่มีเด็กอยู่ ไม่สูบบุหรี่ภายในรถ เพราะนอกจากกลิ่นบุหรี่จะติดเสื้อผ้าแล้ว ยังมีกลิ่นติดในรถที่มีพื้นที่ไม่ถ่ายเทอีกด้วย ส่วนพื้นที่นอกบ้าน ก็ให้หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในพื้นที่สาธารณะที่มีการสูบบุหรี่จัด หรือพาเด็กออกมาจากบริเวณนั้นทันที ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับสารพิษหรือควันจากบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยินอีกด้วย นอกจากนี้อาจทำให้เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด และสำหรับในระยะยาวจะทำให้พัฒนาการของปอดช้าลงกว่าปกติ หากรู้อย่างนี้แล้ว การลด ละ เลิก บุหรี่ในวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับคุณและคนในครอบครัว