ธาตุเหล็ก จำเป็นต่อคนท้องอย่างไร อาหารอะไรบ้างที่มีธาตุเหล็กสูง

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์รู้ไหมว่าธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งคนท้องจะขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยธาตุเหล็กมีความจำเป็นต่อคนท้องอย่างไรและมีอาหารอะไรบ้างที่มีธาตุเหล็กสูง วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบกัน

ความสำคัญของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งคนท้องจำเป็นต้องสร้างเซลล์เม็ดเลือดเยอะมาก เพื่อให้มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์ได้อย่างเพียงพอ และเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางที่อาจจะเกิดกับคนท้องได้ง่าย นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงการตกเลือดหลังคลอด โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องผ่าคลอดอีกด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทานธาตุเหล็กให้มากพอ ซึ่งนอกจากธาตุเหล็กเสริมที่ได้มาจากการฝากครรภ์แล้ว สามารถทานธาตุเหล็กจากอาหารชนิดใดได้อีกบ้าง ก็ต้องมาดูกันเลย

อาหารธาตุเหล็กสูง สำหรับคนท้อง

สำหรับอาหารธาตุเหล็กสูงที่คนท้องควรทาน ก็มีดังนี้

1.ต้มเลือดหมู

เพราะเลือดหมู อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะกับคนท้องเป็นอย่างมาก โดยอาจจะต้มกับตำลึงหรือผักกาดหอมก็ได้ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อคนท้องทั้งสิ้น ที่สำคัญแคลอรีต่ำมาก ไม่ต้องกลัวอ้วนกันเลยทีเดียว

2.ข้าวหอมนิล

เปลี่ยนจากข้าวหอมธรรมดา มาทานข้าวหอมนิลกันดีกว่า เพราะเป็นข้าวที่มีสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แถมยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่จะช่วยป้องกันลูกน้อยในครรภ์พิการได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ควรพลาดที่จะทานข้าวหอมนิลเลยเชียว

3.กระเทียม

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นของกระเทียม ก็อาจจะต้องฝืนใจกันสักนิด เพราะกระเทียมมีประโยชน์ต่อคนท้องเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีธาตุเหล็กสูง และช่วยลดอาการเป็นตะคริวที่มักจะเกิดในคนท้องได้ดี ซึ่งคุณแม่อาจจะทานกระเทียมแบบสด ๆ หรือนำมาประกอบอาหารก็ได้

4.สารพัดเมนูตับ

หากพูดถึงธาตุเหล็ก แน่นอนว่าหลายคนคงจะนึกถึงเมนูตับเป็นอันดับแรก เพราะตับเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก สามารถช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดในร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจางได้เป็นอย่างดี โดยตับก็สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งนี้แนะนำให้นำตับมาจับคู่กับผักที่มีประโยชน์ต่อคนท้อง เช่น คะน้า ถั่วลันเตา และสร้างสรรค์เป็นเมนูสุดอร่อยออกมา ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่ได้รับประโยชน์แบบคูณสองเลยทีเดียว

5.ไข้ต้ม

และที่จะพลาดไม่ได้เลย ก็คือไข่ต้มนั่นเอง โดยในไข่ต้มก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบครัน ทั้งโปรตีนที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ โคลีนที่ช่วยบำรุงสมองเด็ก และธาตุเหล็กที่จำเป็นอย่างมาก โดยให้ทานไข่ต้มวันละฟอง ก็จะได้ประโยชน์ที่ดีสุด ๆ

ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อคนท้อง เพราะฉะนั้นอย่าลืมทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และทานธาตุเหล็กเสริมที่แพทย์ให้มาจนหมด เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดการตั้งครรภ์กันด้วย

5 อาหาร แก้อาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ แถมดีต่อสุขภาพ

ต้องบอกเลยว่าอาการท้องผูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก็สร้างความทรมานให้กับคุณแม่มากทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีการแก้เสมอไป โดยเรามี 5 อาหารแก้ท้องผูกสำหรับคนท้องมาแนะนำกัน ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.มะละกอสุก

มะละกอ เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการแก้อาการท้องผูกในคนท้องได้ดีมาก เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดอาการท้องผูกได้นั่นเอง แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการบำรุงสุขภาพแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก

2.น้ำมะเขือเทศ

น้ำมะเขือเทศ ก็สามารถแก้อาการท้องผูกได้ โดยให้ดื่มน้ำมะเขือเทศก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งน้ำมะเขือเทศนอกจากจะทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันปัญหาท้องแตกลาย และบำรุงผิวของลูกน้อยในครรภ์ให้มีผิวสวย ขาวเนียนนุ่มอีกด้วย แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำมะเขือเทศที่คั้นแบบสด ๆ และไม่ใส่น้ำตาลจะดีที่สุด

3.โยเกิร์ต

เมื่อแม่ท้องมีอาการท้องผูกบ่อย ลองกินโยเกิร์ตตอนเช้าวันละถ้วย ก็จะช่วยได้ดีแน่นอน เพราะโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ชนิดดีที่จะช่วยให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายออกมาง่ายขึ้น แถมยังทำให้รู้สึกอิ่มสบายท้องเป็นเวลานาน และลดความอยากกินของจุกจิก โดยเฉพาะของหวาน ที่เป็นตัวการเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามแนะนำให้เลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ เพราะจะดีต่อแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์มากกว่าโยเกิร์ตรสอื่น ๆ นั่นเอง

4.น้ำเปล่า

ท้องผูกบ่อย น้ำเปล่านี่แหละ ที่จะเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับคุณแม่ท้อง เพราะเมื่อดื่มน้ำเยอะ ๆ จะทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายง่าย และยังดีต่อสุขภาพอีกหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงช่วยในการบำรุงครรภ์ ทำให้ลูกน้อยมีความแข็งแรง เติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยในแต่ละวันคุณแม่ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 3 ลิตรขึ้นไปจะดีที่สุด

5.สลัดผัก

สลัดผัก ก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดีมาก เพราะอุดมไปด้วยผักหลากชนิด ซึ่งก็ล้วนแต่มีเส้นใยสูง จึงช่วยลดและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสลัดผักยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากอีกด้วย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อคนท้องสูงมาก แต่ก็ต้องระวังอย่ากินผักสดบางชนิดที่อาจทำให้เกิดแก๊สและเกิดอาการท้องอืดได้ เช่น กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วฝักยาว เป็นต้น

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คนไหน ที่กำลังเจอกับอาการท้องผูก ก็ลองกินอาหารเหล่านี้กันดู แล้วจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ควรพลาดเด็ดขาด นอกจากนี้ก็ควรขับถ่ายให้เป็นเวลา เพื่อกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

อาหารมีคุณ เพื่อคุณแม่ กลั่นสู่น้ำนมแด่ลูกรัก

 

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า น้ำนมแม่นั้นทรงคุณค่า นานาประโยชน์มากมายนัก แต่การจะทำให้น้ำนมแม่มีศักยภาพสำหรับลูกน้อยให้มากยิ่งขึ้นแล้วนั้น คุณแม่ควรที่จะบำรุงด้วยอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายในแต่ละมื้อ ในแต่ละวัน  เพราะในช่วงระยะเวลาระหว่างให้นมบุตรของคุณแม่ เป็นช่วงเวลานาทีทองก็ว่าได้ เพราะบางคนที่ต้องทำงานนอกบ้านไปด้วย เลี้ยงลูกด้วย บางครั้งน้ำนมอาจหายไปเองได้ในพริบตา ด้วยปัจจัยหลายอย่างจากสภาพแวดล้อม ฉะนั้นนาทีทองที่คุณแม่สามารถจะกอบโกยสิ่งที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ก็ควรต้องตระหนักสักนิด เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่มีประโยชน์ต่อน้ำนมคุณแม่

ฟักทอง

เป็นผักที่หาได้ง่ายและสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู  และเราก็ได้ทราบคุณประโยชน์ของผักที่มีเนื้อด้านในสีเหลือง ที่เต็มได้ด้วยวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบต้าแคโรทีน และฟอสฟอรัส และยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณคุณแม่สดใส นอกจากนี้ยังช่วยคุณแม่ในการขับน้ำนมด้วย

มะละกอ

ในอาหารต่าง ๆ ที่คุณแม่ทานจะส่งผลต่อลูกน้อย บางชนิดทำให้ท้องผูก มะละกอเป็นผลไม้ที่จะช่วยลดปัญหาอาการท้องผูก ได้ดีเยี่ยม นอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว มะละกอยังมีวิตามิน เอ บี ซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเอนไซม์ที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

ตำลึง

                ผักใบเขียวที่หาทานได้ง่าย ๆ แต่ทรงคุณค่าทางโภชนาการยิ่งนัก โดยตำลึงมีโปรตีน วิตามินเอ วิตามิบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินบีสาม วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก และเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ทั้งนี้ตำลึงจัดเป็นผักที่ช่วยในการบำรุงเลือด บำรุงสายตา บำรุงระบบประสาท เมื่อคุณแม่รับประทานเข้าไปก็ผ่านต่อกระบวนการต่าง ๆ ภายในร่างกาย กลั่นกรองออกมาเป็นน้ำนมแม่ให้ลูกน้อยได้ดื่มกินและเสริมประโยชน์ให้ลูกได้อย่างมากมาย

กุยช่าย

กุยช่ายเป็นผักที่ถูกกล่าวขวบคู่กับหัวปลีในเรื่องการผลิตปริมาณน้ำนมมาเป็นเวลาช้านาน  อีกทั้งเป็นผักที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน คาร์โบไฮเดรต รวมถึงวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และช่วยคุณแม่ขับลมได้ในเวลาท้องอืด ท้องเฟ้อ

ปลาแซลมอน

ในปลาแซลมอนมีกรดไขมันที่เรียกว่าไขมันดี ซึ่งมีประโยชน์ต่อเด็กทารกและคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากช่วยบำรุงน้ำนมแล้ว โอเมกา 3 ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีความจำที่ดี เฉลียวฉลาด

การที่ลูกได้ดื่มน้ำนมมารดา เป็นการช่วยสร้างภูมิให้ร่างกายลูก และสื่อความรักจากแม่สู่ลูกได้เป็นอย่างดี และในขณะที่ลูกไม่สามารถต่อรองเรื่องอาหารได้ จึงเป็นช่วงนาทีทอง ที่ควรต้องไขว่คว้าไว้ มิเช่นนั้นคุณอาจเป็นคุณแม่ที่ปราศจากน้ำนมให้กับลูกน้อย เมื่อทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมตั้งหลักใหม่ แล้วเริ่มปฏิบัติการ สร้างน้ำนมทรงประโยชน์ให้มาก ๆ เพื่อลูก

 

ช่วยคุณแม่มือใหม่ เตรียมผักทำอาหารได้แสนง่าย


                การเตรียมอาหารให้กับลูกน้อยวัยพึ่งเริ่มทานข้าวแทนนมได้แล้วนั้น เป็นอะไรที่ยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากลูกต้องการสารอาหารที่มากขึ้นกว่าที่น้ำนมของแม่จะมีให้ และเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการรวดเร็ว  ทำให้ต้องการสารอาหารหลากหลาย  อีกทั้งวัยที่เติบโตขึ้นสามารถเรียกร้อง และขยับตัวได้มากขึ้น ทำให้การเตรียมอาหารของคุณแม่ต้องยิ่งรวดเร็วแต่พร้อมด้วยคุณประโยชน์จากสารอาหารครบถ้วน

                ผักเป็นอาหารที่มีกากใย ช่วยในการขับถ่ายของเสียจากร่างกายได้ดีขึ้น แต่ลูกยังเล็กไม่สามารถจะทานผักได้ในปริมาณที่มาก และไม่สามารถทานผักชิ้นโตได้  อีกทั้งรสชาติที่ลูกสัมผัสแล้วอาจทำหน้าเบ้ใส่คุณแม่ได้ และการเตรียมผักในการทำอาหารให้ลูกก็ยังมีขั้นตอนหลายอย่าง เริ่มจากการล้าง การทำให้ชิ้นเล็ก การทำให้สุก หากเริ่มทำทุกอย่างต่อรอบการทำอาหารจะทำให้คุณแม่เสียเวลาอย่างมาก ดังนั้น วันนี้มาดูวิธีจัดเตรียมผักเพื่อลูกน้อยกัน แน่นอนคุณแม่จะร้องว๊าว เมื่อทุกอย่างสำเร็จ เตรียมพร้อมปรุง

ขั้นตอนการจัดเตรียม

ขั้นตอนที่ 1

นำผักต่าง ๆ  ที่ต้องการให้ลูกได้ทาน ไม่ว่าจะเป็น แครอท บรอกโคลี มะเขือเทศ ผักโขม ผักกาดขาว ฯลฯ นำผักแต่ละอย่างที่จัดเตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด ตัดขั้วหัวท้ายที่ไม่ใช้ทิ้งไป จากนั้นนำผักมาแช่น้ำ โดยใส่เกลือแกงลงไปประมาณ 1 กำมือต่อน้ำ 1.5 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อกำจัดพวกสารเคมีตกค้าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกได้ จากนั้นนำมาล้างน้ำอีกรอบเพื่อความสะอาด 

ขั้นตอนที่ 2

นำผักแต่ละชนิด ใส่ลงในเครื่องสับอาหาร คุณแม่ควรใส่ผักทีละอย่าง เพื่อมิให้ผักปะปนกันเวลานำไปใช้ปรุงอาหาร หรือหากไม่มีเครื่องบดสับก็ใช้มีดธรรมดาแทนได้ ทำการสับผักสดแต่ละชนิด ให้ละเอียดทีละอย่าง

ขั้นตอนที่ 3

นำผักที่สับไว้แล้ว แต่ละชนิด หยอดใส่ลงในช่องทำน้ำแข็ง จากนั้นนำเข้าแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น รอจนผักจับตัวเป็นก้อนกันดีเสียก่อนใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วแต่ประสิทธิภาพของตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 4

นำก้อนผักออกจากช่องทำน้ำแข็ง ใส่รวมลงในกล่องถนอมอาหารแบบที่สามารถทนทานต่อช่องแช่แข็งของตู้เย็นได้ หรือ หากไม่มี คุณแม่สามารถนำถุงใส่น้ำนม มาใช้แทนได้เช่นกัน

ทั้งนี้ผักสดจะสามารถคงคุณค่าทางสารอาหารให้คุณแม่ไปได้นานเป็นเดือนเลย  หรือหากจะทำแยกแบ่งเป็นการใช้งานในระยะสั้น ก็นำผักไปต้มให้สุกพอประมาณแล้วค่อยนำมาสับและทำตามขั้นตอนที่แนะนำไว้  เมื่อเวลานำมาปรุงอาหารให้ลูกน้อย ทีนี้อยากใส่ผักอะไรในข้าวลูกน้อยก็จัดไปได้เลย หยิบออกมาเป็นก้อนเหมือนพวกซุปก้อนได้เลย    เสียเวลาเพียงครั้งเดียว แต่ทำให้คุณแม่สะดวกในครั้งต่อ ๆ ไป ได้อย่างง่ายดาย พร้อมลูกน้อยก็ยังได้รับประทานผักได้ในทุกมื้อ ไม่ขาดตกบกพร่อง   ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้กับอาหารอื่น  เช่น เนื้อสัตว์  น้ำซุป และอื่น ๆ ได้ เช่นกัน จะทำให้การเตรียมอาหารง่ายยิ่งกว่าเปลี่ยนผ้าอ้อมคุณลูกเสียอีก

 

 

ลูกน้อยไม่ขาดแคลเซียมถึงแม้จะเบื่อนม

แคลเซียมเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย โดยน้ำนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม และเมื่อเราพูดถึงแคลเซียมกัน หลายต่อหลายคนจะมุ่งเน้นไปที่น้ำนม ไม่ว่าจะเป็น นมแพะ นมวัว  หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่ผู้ผลิตบางรายนำนมกระบือ (นมควาย) ออกวางจำหน่ายกัน ดังนั้นเมื่อเวลาคุณแม่หลาย ๆ ท่าน กลัวว่า ลูกจะไม่สูง กังวลว่าลูกจะไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ จึงมักบังคับลูกน้อยให้ทานแต่นม ซึ่งการทำเช่นนั้นแบบเคร่งครัดจนเกินไป บางทีอาจทำให้ลูก ๆ ของคุณขยาดกับนมกันไปเลยทีเดียว  โดยแท้จริงแล้วอาหารที่เป็นแหล่งมีแคลเซียมนั้น มีอาหารอีกหลายชนิดมากมายที่มีแคลเซียมเช่นกัน เราจึงขอนำตัวอย่างอาหารมานำเสนอ รับรองว่าเมื่อได้ทราบปริมาณแคลเซียมแล้ว จะถึงกับอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

แคลเซียมจากผักและผลไม้

บรอกโคลี

                โดยบรอกโคลี เป็นผักที่ไม่มีรสขม การนำมาปรุงอาหารก็สามารถเลือกได้หลากหลายว่าต้องการให้มันนิ่ม กรอบ หรือสุกขนาดไหน จึงเป็นผักที่คุณแม่จะเลือกนำมาทำเมนูให้กับลูกได้ง่ายดาย นอกจากความอร่อยของตัวมันเองแล้ว  บรอกโคลียังอุดมไปด้วยปริมาณแคลเซียม โดยต่อ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียมถึง 114  มิลลิกรัม ( 114 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

ส้ม

                ส้มจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมของวิตามินซีที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมอีกด้วย ส้มเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย  ดังนั้นคุณแม่อาจจะจัดวางมืออาหารใด ๆ ควบคู่ไปกับส้มสัก 1 ผล  หรือ คั้นน้ำส้มสด ๆ วางข้างจานอาหารหลักให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการเสริมแคลเซียมก็ได้ ทั้งนี้ส้มในปริมาณ 1 ถ้วยตวง  ให้ปริมาณแคลเซียม  27 มิลลิกรัม ( 27 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากธัญพืช

ถั่วเหลือง

                ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้  เต้าหู้หลอด เต้าหู้ก้อน เป็นต้น เพราะถั่วเหลืองนอกจากเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีปริมาณไขมันที่ต่ำมาก ๆ ถั่วเหลืองยังเป็นอาหารหลักของผู้ที่ทานอาหารเจ เพื่อแทนโปรตีนอีกด้วย หากคุณแม่ลองสรรหาสูตรอาหารที่ปรุงแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก็จะทำให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่มากพอ ๆ กับนมเลย โดยเฉลี่ยถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง  1 ถ้วยตวงให้ปริมาณแคลเซียมระหว่าง 300 – 500 มิลลิกรัม (300-500 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากปลา

ปลาแซลมอน

                โดยเราเน้นไปที่ปลาแซลมอนกระป๋อง เพราะตัวปลาจะยังมีก้างเล็ก ๆ ติดอยู่ แต่นิ่มและไม่เป็นอันตรายต่อลูก หาซื้อง่าย วิธีนำมารับประทานก็หลากหลายที่คุณแม่จะนำมาจัดสรรให้คุณลูก ไม่ว่าจะทำเป็น แซนวิช เวลาไปปิกนิกต่างจังหวัด หรือนำมาผัดกับข้าวเป็นข้าวผัดปลาแซลมอน ให้ลูกรับประทานได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า ทั้งโอเมกา 3 และก็แคลเซียม ที่มีอยู่ในปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียม 564  มิลลิกรัม (564 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

                รู้แบบนี้แล้ว รีบเตรียมหาเมนูสำหรับเสริมแคลเซียมในบางโอกาสให้กับลูก เพื่อการเติบโตของกระดูกที่แข็งแรง  และพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวน้อยกันเถอะ