เรื่องน่าคิดต้องเตรียมพร้อมก่อนพาเจ้าตัวน้อยออกเที่ยวนอกบ้าน

การได้พักผ่อนโดยการเดินทางเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากจะทำให้ทุกคนสนุกสนานแล้ว ก็ยังทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปี่ยมสุขเพราะมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน อีกทั้งยังทำให้ลูกรักได้มีพัฒนาการ ได้พบ ได้เห็น ได้เจอ สิ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น แต่การจะพาเจ้าตัวน้อยไปด้วยในสถานที่ต่าง ๆ ในขณะที่อายุยังน้อยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราเตรียมตัวให้พร้อม ก็รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้สบาย ๆ

ของใช้จำเป็นในการพาลูกน้อยเดินทาง

ก่อนกำหนดการเดินทาง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก จะต้องมีการเตรียมพร้อมให้ดี และเพื่อมิให้ลืมนั่นลืมนี่หละก็  ขอแนะนำให้ทำ Check List ของใช้ต่าง ๆ จะเป็นการดี รอบครอบ ครบทุก Item

ของใช้ประจำตัวลูก

  • ผ้าอ้อม
  • เบาะรองนอน
  • ผ้าเช็ดตัว
  • เสื้อผ้า / ถุงเท้า / รองเท้า
  • ชุดว่ายน้ำ/ของเล่นและสิ่งของป้องกันการเล่นน้ำ
  • ของเล่นที่ลูกชอบ หรือ ที่ลูกติด ขาดไม่ได้
  • ขวดนม / ขวดน้ำ / นมผง /อาหารเสริม/ กระปุกแบ่งนม / น้ำต้มสุก
  • อุปกรณ์อาบน้ำ (แชมพู/แปรงสีฟัน/ยาสีฟัน/หมวกกันน้ำ/ครีมอาบน้ำ ฯลฯ)
  • โลชั่นบำรุงผิว
  • ยารักษาโรคประจำตัว /ยาลดไข้เด็ก

ของใช้อำนวยความสะดวกและป้องกัน

  • รถเข็นเด็กแบบพับง่าย น้ำหนักเบา / Car Seat ติดรถ/ เป้อุ้มเด็ก
  • ร่ม / หมวก
  • ทิชชูเปียก
  • ครีมทากันแดด
  • ไฟฉาย
  • ถุงพลาสติกหูหิ้วใส่ขยะ ผ้าอ้อมใช้แล้ว หรือ เผื่อลูกน้อยอาเจียน
  • แผ่นรองปูพื้น
  • จุกปิดปลั๊กป้องกันไฟดูด
  • เจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค
  • ครีมทาป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย / ยุง

ตรวจเช็คความพร้อมก่อนการเดินทาง

เช็คข้อมูลสถานที่พัก เส้นทางที่ใช้ สภาพพาหนะที่เดินทาง

ควรรู้ข้อมูลของสถานที่พักเพื่อเตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น เช่น บริเวณที่พักเป็นต้นไม้เยอะ ควรเตรียมยาป้องกันแมลงสัตว์กันต่อยไปด้วย หรือสถานที่พักมีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ให้บ้าง เส้นทางห่างไกลร้านค้า ก็จัดเตรียมอาหาร ขนม เผื่อไว้ การเดินทางเป็นแบบไหน รถยนต์ส่วนตัวเข้าถึงไหม เป็นต้น อีกทั้งในเรื่องของการตรวจสอบยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน  ควรนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพยาง เบรก ห้องเครื่อง ทั้งนี้การมีเด็กเล็กควรจัดเตรียมคาร์ซีท ให้ลูกทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางโดยรถยนต์ และควรหยุดพักรถเป็นระยะ ๆ เพื่อประสิทธิภาพของรถ และเพื่อลูกน้อยได้หยุดพัก ทานนม ทานน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม ลูกจะได้ไม่เครียด

เช็คสุขภาพร่างกาย

ก่อนจะพากันท่องเที่ยว  ควรเช็คสุขภาพ ร่างกาย ของทุกคนในครอบครัวให้พร้อมเสียก่อน  เพื่อจะเชื่อได้แน่ว่า ไม่มีใครเจ็บป่วย  หรือหากมีโรคประจำตัวก็ควรไปตรวจเช็คสุขภาพก่อนเดินทางล่วงหน้าเสียหน่อย   ตรวจวัดไข้เจ้าตัวน้อยสักรอบก่อนเดินทาง ทั้งนี้เพื่อการเดินทางครั้งนี้จะได้เป็นสิ่งที่จะนำพาความสุขกาย สุขใจ มาสู่ทุกคนในครอบครัว  แบบไร้กังวล

เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะทั้งรถ ทั้งคน ทีนี้ก็ลุยกันได้แบบสบาย พกความพร้อมมาเต็มกระเป๋า แค่ไหนก็เอาอยู่ แล้วก็ได้เตรียมพลังเพื่อปลดปล่อยให้เต็มที่ยังที่ท่องเที่ยวกันทั้งครอบครัว

ช่วยคุณแม่มือใหม่ เตรียมผักทำอาหารได้แสนง่าย


                การเตรียมอาหารให้กับลูกน้อยวัยพึ่งเริ่มทานข้าวแทนนมได้แล้วนั้น เป็นอะไรที่ยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากลูกต้องการสารอาหารที่มากขึ้นกว่าที่น้ำนมของแม่จะมีให้ และเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการรวดเร็ว  ทำให้ต้องการสารอาหารหลากหลาย  อีกทั้งวัยที่เติบโตขึ้นสามารถเรียกร้อง และขยับตัวได้มากขึ้น ทำให้การเตรียมอาหารของคุณแม่ต้องยิ่งรวดเร็วแต่พร้อมด้วยคุณประโยชน์จากสารอาหารครบถ้วน

                ผักเป็นอาหารที่มีกากใย ช่วยในการขับถ่ายของเสียจากร่างกายได้ดีขึ้น แต่ลูกยังเล็กไม่สามารถจะทานผักได้ในปริมาณที่มาก และไม่สามารถทานผักชิ้นโตได้  อีกทั้งรสชาติที่ลูกสัมผัสแล้วอาจทำหน้าเบ้ใส่คุณแม่ได้ และการเตรียมผักในการทำอาหารให้ลูกก็ยังมีขั้นตอนหลายอย่าง เริ่มจากการล้าง การทำให้ชิ้นเล็ก การทำให้สุก หากเริ่มทำทุกอย่างต่อรอบการทำอาหารจะทำให้คุณแม่เสียเวลาอย่างมาก ดังนั้น วันนี้มาดูวิธีจัดเตรียมผักเพื่อลูกน้อยกัน แน่นอนคุณแม่จะร้องว๊าว เมื่อทุกอย่างสำเร็จ เตรียมพร้อมปรุง

ขั้นตอนการจัดเตรียม

ขั้นตอนที่ 1

นำผักต่าง ๆ  ที่ต้องการให้ลูกได้ทาน ไม่ว่าจะเป็น แครอท บรอกโคลี มะเขือเทศ ผักโขม ผักกาดขาว ฯลฯ นำผักแต่ละอย่างที่จัดเตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด ตัดขั้วหัวท้ายที่ไม่ใช้ทิ้งไป จากนั้นนำผักมาแช่น้ำ โดยใส่เกลือแกงลงไปประมาณ 1 กำมือต่อน้ำ 1.5 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อกำจัดพวกสารเคมีตกค้าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกได้ จากนั้นนำมาล้างน้ำอีกรอบเพื่อความสะอาด 

ขั้นตอนที่ 2

นำผักแต่ละชนิด ใส่ลงในเครื่องสับอาหาร คุณแม่ควรใส่ผักทีละอย่าง เพื่อมิให้ผักปะปนกันเวลานำไปใช้ปรุงอาหาร หรือหากไม่มีเครื่องบดสับก็ใช้มีดธรรมดาแทนได้ ทำการสับผักสดแต่ละชนิด ให้ละเอียดทีละอย่าง

ขั้นตอนที่ 3

นำผักที่สับไว้แล้ว แต่ละชนิด หยอดใส่ลงในช่องทำน้ำแข็ง จากนั้นนำเข้าแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น รอจนผักจับตัวเป็นก้อนกันดีเสียก่อนใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วแต่ประสิทธิภาพของตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 4

นำก้อนผักออกจากช่องทำน้ำแข็ง ใส่รวมลงในกล่องถนอมอาหารแบบที่สามารถทนทานต่อช่องแช่แข็งของตู้เย็นได้ หรือ หากไม่มี คุณแม่สามารถนำถุงใส่น้ำนม มาใช้แทนได้เช่นกัน

ทั้งนี้ผักสดจะสามารถคงคุณค่าทางสารอาหารให้คุณแม่ไปได้นานเป็นเดือนเลย  หรือหากจะทำแยกแบ่งเป็นการใช้งานในระยะสั้น ก็นำผักไปต้มให้สุกพอประมาณแล้วค่อยนำมาสับและทำตามขั้นตอนที่แนะนำไว้  เมื่อเวลานำมาปรุงอาหารให้ลูกน้อย ทีนี้อยากใส่ผักอะไรในข้าวลูกน้อยก็จัดไปได้เลย หยิบออกมาเป็นก้อนเหมือนพวกซุปก้อนได้เลย    เสียเวลาเพียงครั้งเดียว แต่ทำให้คุณแม่สะดวกในครั้งต่อ ๆ ไป ได้อย่างง่ายดาย พร้อมลูกน้อยก็ยังได้รับประทานผักได้ในทุกมื้อ ไม่ขาดตกบกพร่อง   ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้กับอาหารอื่น  เช่น เนื้อสัตว์  น้ำซุป และอื่น ๆ ได้ เช่นกัน จะทำให้การเตรียมอาหารง่ายยิ่งกว่าเปลี่ยนผ้าอ้อมคุณลูกเสียอีก

 

 

ลูกน้อยไม่ขาดแคลเซียมถึงแม้จะเบื่อนม

แคลเซียมเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย โดยน้ำนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม และเมื่อเราพูดถึงแคลเซียมกัน หลายต่อหลายคนจะมุ่งเน้นไปที่น้ำนม ไม่ว่าจะเป็น นมแพะ นมวัว  หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่ผู้ผลิตบางรายนำนมกระบือ (นมควาย) ออกวางจำหน่ายกัน ดังนั้นเมื่อเวลาคุณแม่หลาย ๆ ท่าน กลัวว่า ลูกจะไม่สูง กังวลว่าลูกจะไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ จึงมักบังคับลูกน้อยให้ทานแต่นม ซึ่งการทำเช่นนั้นแบบเคร่งครัดจนเกินไป บางทีอาจทำให้ลูก ๆ ของคุณขยาดกับนมกันไปเลยทีเดียว  โดยแท้จริงแล้วอาหารที่เป็นแหล่งมีแคลเซียมนั้น มีอาหารอีกหลายชนิดมากมายที่มีแคลเซียมเช่นกัน เราจึงขอนำตัวอย่างอาหารมานำเสนอ รับรองว่าเมื่อได้ทราบปริมาณแคลเซียมแล้ว จะถึงกับอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

แคลเซียมจากผักและผลไม้

บรอกโคลี

                โดยบรอกโคลี เป็นผักที่ไม่มีรสขม การนำมาปรุงอาหารก็สามารถเลือกได้หลากหลายว่าต้องการให้มันนิ่ม กรอบ หรือสุกขนาดไหน จึงเป็นผักที่คุณแม่จะเลือกนำมาทำเมนูให้กับลูกได้ง่ายดาย นอกจากความอร่อยของตัวมันเองแล้ว  บรอกโคลียังอุดมไปด้วยปริมาณแคลเซียม โดยต่อ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียมถึง 114  มิลลิกรัม ( 114 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

ส้ม

                ส้มจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมของวิตามินซีที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมอีกด้วย ส้มเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย  ดังนั้นคุณแม่อาจจะจัดวางมืออาหารใด ๆ ควบคู่ไปกับส้มสัก 1 ผล  หรือ คั้นน้ำส้มสด ๆ วางข้างจานอาหารหลักให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการเสริมแคลเซียมก็ได้ ทั้งนี้ส้มในปริมาณ 1 ถ้วยตวง  ให้ปริมาณแคลเซียม  27 มิลลิกรัม ( 27 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากธัญพืช

ถั่วเหลือง

                ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้  เต้าหู้หลอด เต้าหู้ก้อน เป็นต้น เพราะถั่วเหลืองนอกจากเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีปริมาณไขมันที่ต่ำมาก ๆ ถั่วเหลืองยังเป็นอาหารหลักของผู้ที่ทานอาหารเจ เพื่อแทนโปรตีนอีกด้วย หากคุณแม่ลองสรรหาสูตรอาหารที่ปรุงแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก็จะทำให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่มากพอ ๆ กับนมเลย โดยเฉลี่ยถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง  1 ถ้วยตวงให้ปริมาณแคลเซียมระหว่าง 300 – 500 มิลลิกรัม (300-500 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากปลา

ปลาแซลมอน

                โดยเราเน้นไปที่ปลาแซลมอนกระป๋อง เพราะตัวปลาจะยังมีก้างเล็ก ๆ ติดอยู่ แต่นิ่มและไม่เป็นอันตรายต่อลูก หาซื้อง่าย วิธีนำมารับประทานก็หลากหลายที่คุณแม่จะนำมาจัดสรรให้คุณลูก ไม่ว่าจะทำเป็น แซนวิช เวลาไปปิกนิกต่างจังหวัด หรือนำมาผัดกับข้าวเป็นข้าวผัดปลาแซลมอน ให้ลูกรับประทานได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า ทั้งโอเมกา 3 และก็แคลเซียม ที่มีอยู่ในปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียม 564  มิลลิกรัม (564 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

                รู้แบบนี้แล้ว รีบเตรียมหาเมนูสำหรับเสริมแคลเซียมในบางโอกาสให้กับลูก เพื่อการเติบโตของกระดูกที่แข็งแรง  และพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวน้อยกันเถอะ

 

สอนลูก เรียนรู้ได้จากเรื่องเล่น

หลายคนคงรู้แล้วว่า การเล่นของเด็ก คือ การเรียนรู้ คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่จะทำให้เติบโตไปสู่อีกช่วงวัย แต่บางทีการเล่นของลูก ๆ ก็มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายปวดหัวไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรการเล่นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก  ประสบการณ์จากการเล่นจะนำพาให้เด็กอยู่ร่วมกับในสังคม เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในภายภาคหน้า และที่สำคัญอีกอย่างคือ การเล่นทำให้ อารมณ์ จิตใจ เบิกบาน เพลิดเพลิน เหมือนพวกเค้าได้ปลดปล่อยพลังภายในตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยในการเล่นของลูก ๆ แล้วละก็ จะยิ่งทำให้การเล่นนั้นมีประโยชน์ขึ้นอีกหลายเท่าตัว และยังสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นให้ลูกได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะการเล่นของเด็ก

·        การเล่นตามช่วงวัย เด็กจะเล่นตามลักษณะของพัฒนาการไปในแต่ละช่วง เช่น ระยะแรก การเล่นจะเป็นการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เมื่อมีการเรียนรู้ การเล่นจะซับซ้อนขึ้นเริ่มมีประสบการณ์ มีทักษะที่คุ้นเคย การทำตามแบบอย่าง เป็นต้น

·        การเล่นด้วยการสร้างจินตนาการ การสมมุติเกี่ยวกับตัวละคร เช่น ตนเอง บุคคลในครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่เคยได้พบเห็น มาผสานกับสิ่งที่คิดจินตนาการจนเกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ

·        การเล่นด้วยการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เด็กชอบปลดปล่อยพลังงาน ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อของตนเอง เช่น การกระโดด การเดินทรงตัวบนสิ่งของ การเล่นในสนามเด็กเล่นกับอุปกรณ์การเล่นต่าง ๆ

·        การเล่นแบบคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของ โดยรู้จักการนำข้าวของรอบ ๆ ตัว นำมาสร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์

·        การเล่นเลียนแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นตามคนที่ตนคุ้นเคย โดยบางทีจะยังไม่เข้าใจความหมายในทุกอย่างที่เล่น

เสริมสร้างการเล่นให้ลูก

ในช่วงอายุระหว่าง 5-8 ขวบ ของลูก เป็นช่วงวัยที่พบว่า การเล่นของพวกเค้าใช้จินตนาการมากที่สุด ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ ได้ยินได้เห็นได้สัมผัส แล้วนำมาผสมผสานเป็นของเล่นชิ้นใหม่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้จินตนาการของลูกโลดแล่นไปได้อีกยาวไกลคือการได้ช่วยส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานก่อนนอน การพาไปท่องเที่ยวยังที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ การเล่นไปพร้อมกับลูกพร้อมอธิบายสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมให้

คุณพ่อคุณแม่ ควรหาเวลาในการได้เล่นกับลูก ๆ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดของลูกทุกคนคือพ่อแม่  ซึ่งเวลาที่ได้เล่นอาจเป็นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การรดน้ำต้นไม้ กำหนดกติกา แบ่งพื้นที่ เพื่อแข่งกันรดน้ำต้นไม้ ใครจะเสร็จเร็วกว่ากัน หรือ เมื่อพาลูกไปท่องเที่ยวตากอากาศที่ทะเล สามารถสอนให้เค้ารู้จักเปลือกหอย แล้วช่วยกันเก็บเปลือยหอยมาทำเป็นตัวอักษรบนพื้นทราย เป็นต้น ลูกจะได้รับความสนุกสนานไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัวอบอุ่น พัฒนาการทั้งทางร่างกายและ EQ ของลูกจะโลดแลนอย่างไร้ขอบเขตกันไปเลย แล้วอย่าลืมคอยต่อยอดให้พวกเค้ากลายเป็นบุคคลที่สำคัญของประเทศ ทำประโยชน์ที่ดีในอนาคต