การเปลี่ยนแปลงที่ควรรู้ กับเหตุการณ์ครั้งสำคัญของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ ควรใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โภชนาการ อาหารเสริม วิตามินต่าง ๆ และระมัดระวังตัวเสมอ ยิ่งอายุครรภ์เพิ่มขึ้นมากเท่าใด ความเสี่ยงก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นเราควรดูแลตนเองให้ดีตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ในแต่ละสัปดาห์ร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวของแม่มีความสำคัญต่อลูก การทราบข้อมูลต่าง ๆ จะทำให้คุณแม่ตัดสินใจได้ดีขึ้น เราจึงจะขออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของทารกตั้งแต่สัปดาห์แรก จนถึง 12 สัปดาห์ เพื่อให้คุณแม่มีความพร้อมทั้งทางร่ายกายและจิตใจ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

  • ช่วงสัปดาห์แรก – 4 สัปดาห์

ในช่วงสัปดาห์แรกถึง4สัปดาห์ คุณแม่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่หากประจำเดือนขาดควรซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ หากไม่มั่นใจว่าท้องหรือไม่ สามารถไปโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อขอเจาะเลือดตรวจดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ ให้คุณแม่ฝากท้องทันที จากนั้นคุณหมอจะให้ยาเสริมมากินควบคู่กับยาเสริมบำรุงต่าง ๆ เช่น แคลเซียม โฟเลตและวิตามินต่าง ๆ หลังจากนั้นคุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายแบบเบา ๆ ได้ ในช่วง 4 สัปดาห์แรก การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ยังมีไม่มาก เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายในมากกว่า การพัฒนาตัวอ่อนจะเร็วมาก คุณแม่จะต้องนอนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ทารกพัฒนาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 5 – 8

ตัวอ่อนเริ่มมีการเจริญเติบโตมากขึ้น เริ่มมีตา จมูก ปาก แขน ขา เริ่มเริ่มมีการสร้างนิ้วมือ มีขนาดเท่ากับลูกเชอรี่ การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ อาจจะมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย อยากนอน อยากของเปรี้ยว อ้วก เหม็นอาหารที่เคยทาน ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หากคุณแม่มีน้ำหนักลดลงไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากการทานได้น้อยลง จะทำให้น้ำหนักตัวลด วิธีที่จะทำให้กินได้ปกติคือ ต้องหมั่นกินทีละน้อย ๆ แต่บ่อยขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยถือว่าโชคดีมาก และควรทานอาหารจำพวกโปรตีน ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่ควรทานของหมักของดองหรืออาหารสำเร็จรูป เพราะอาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อลูกได้

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 9 – 12

ทารกเริ่มมีอวัยวะครบถ้วนและสามารถขยับตัวได้ แต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะทารกตัวเล็กมาก ในช่วงนี้คุณแม่จะยังสามารถแพ้ท้องได้เรื่อย ๆ หน้าท้องนูนขึ้น ท้องจะเริ่มแตกลาย มีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับร่วมด้วย และเมื่อไปหาหมอ คุณหมอจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ สิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ยังคงเป็นเรื่องของสุขภาพและโภชนาการ หากคุณแม่จำเป็นต้องทานยาอื่น ๆ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาน เพราะยาบางตัวอาจจะมีผลกระทบต่อลูก หากคุณแม่ท่านใดที่มีความเครียด ควรนอนพักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ถ้าช่วงนี้ยังต้องทำงานหนักอยู่ ควรทำงานให้น้อยลง ไม่ยกของหนัก เพื่อป้องกันการแท้งในช่วง 12 สัปดาห์นี้

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้เบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลใจระหว่างตั้งครรภ์ การทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายเบา ๆ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้ทั้งคุณและลูกปลอดภัยแน่นอน

 

คุณแม่อยู่ไฟได้ประโยชน์จริงหรือ

 

การอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอดเป็นวิธีที่ถือปฏิบัติกันมาช้านาน แต่ในปัจจุบันก็อาจมีการผิดแผกแตกต่างกันบ้างเพื่อความสะดวกและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไป การอยู่ไฟเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีผู้ใดกำหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นความพึงพอใจของแต่ละบุคคล เพียงแต่ทุกคนอาจมองคนละมุม คนละแบบ ถึงความจำเป็นของมัน เรามาดูประโยชน์ของการอยู่ไฟแล้วให้ได้พิจารณากันเองต่อไป

รักษาแผลหลังคลอด ลดอาการปวดเมื่อย ด้วยการใช้ลูกประคบร้อนที่ห่อไว้ด้วยสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งนี้ประเภทของสมุนไพรจะมากน้อยชนิดและปริมาณแตกต่างกันไป สมุนไพรที่ใช้เช่น ขมิ้น ตะไคร้ การบูร ใบส้มป่อย ฯลฯ โดยนำลูกประคบมานวดคลึงตามบริเวณร่างกาย แขน ขา และเต้านม หรือบางทีให้นั่งทับลูกประคบ

เปิดรูขุมขนให้ได้ทำการขับของเสีย ขับน้ำคาวปลา ออกมา เป็นการทำความสะอาดผิวพรรณ ให้กลับมาเปล่งปลั่ง

ขึ้น โดยขั้นตอนนี้จะทำการอบตัวด้วยไอน้ำร้อนจากหม้อต้มสมุนไพรที่จะทำการระเหยเอาสมุนไพรออกมา ภายในขณะที่อยู่ในกระโจมหรือตู้อบ ซึ่งถือได้ว่าขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนพื้นฐานและขั้นตอนหลักของการอยู่ไฟเลยก็ว่าได้

มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่ได้เร็วยิ่งขึ้น  เป็นขั้นตอนการใช้หม้อเกลือมาประคบหน้าท้องและตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายพร้อมทั้งทำการนวดไปด้วย ความร้อนจากหม้อเกลือจะช่วยให้มดลูกที่ขยายเมื่อครั้งตั้งครรภ์ เกิดการหดรัดตัวและกลับเข้าอู่หรือกลับคืนตัวได้เร็วมากขึ้นกว่าปล่อยให้ร่างกายดำเนินการเอง

ลดอาการบวมน้ำ เนื่องจากคุณแม่ขณะที่ตั้งครรภ์จะมีอาการบวมน้ำมากน้อยต่างกันแล้วแต่นั้น ความร้อนจากการอยู่ไฟ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และทำการผลักดันน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย

ลดการคัดตึงของเต้านม ความร้อนจะช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้นในระหว่างที่เต้านมคัดตึง

ปัจจุบันมีสถานที่ให้บริการทั้งแบบส่งตรงถึงบ้าน หรือ ไปยังสถานทีเอง การเลือกใช้บริการ ต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  • ราคากับคุณภาพการให้อุปกรณ์และบริการ ควรทำการเปรียบเทียบให้ชัดเจน ลองนำมานั่งเขียนเป็นหัวข้อ ๆ
  • ขั้นตอนในการดำเนินการ เช่น ในแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลานานมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือไม่ จำนวนขั้นตอนมีอะไรบ้าง เช่นกัน นำมาแจกแจงเป็นข้อ ๆ ไว้
  • ค้นหาข้อมูลผู้ให้บริการ มีผู้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่เคยใช้บริการไว้อย่างไรบ้าง
  • อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เช่น เป็นกระโจม หรือ เป็นตู้อบสมุนไพร เป็นต้น
  • จำนวนวันที่ดำเนินการ เมื่อจำนวนวันแตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการก็จะมากขึ้น แต่ผู้บริโภคได้เปรียบ เพราะยิ่งนานยิ่งดี เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ดีเสียก่อน
  • บริการ สิ่งของที่ให้หลังจากทำการบริการครบทุกขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เราอาจสรุปไม่ได้ชัดเจนว่า การอยู่ไฟในยุคสมัยใหม่นั้น มีประโยชน์จริงหรือไม่  หากแต่การอยู่ไฟก็เป็นแรงช่วยให้คุณแม่ได้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ  ผ่อนคลายจากกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ