“คาร์ซีท” อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย อุ่นใจทุกการเดินทาง


อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้  เพราะฉะนั้นการใช้คาร์ซีทหรือเบาะนิรภัย จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะตระหนักถึง นอกจากจะเพื่อความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลูกน้อยของท่านได้อีกด้วย แต่จะเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสม และได้มาตรฐานผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย ซึ่งสังเกตง่าย ๆ ก็คือ คาร์ซีทจะต็องมีป้ายเครื่องหมาย E นั่นหมายความว่าได้ผ่านมาจรฐานของสหประชาชาติ, ECE Regulation 04 หรือ R 44.03 ดังนั้นเราจึงได้นำความรู้เบื้องต้น มาเป็นตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีทอยู่

ลักษณะของคาร์ซีทในแบบต่าง ๆ

  1. คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าไปด้านหลังรถ หรือ Rearward-facing baby seat

คาร์ซีทลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 15 เดือน เนื่องจากเด็กช่วงวัยนี้ยังมีกระดูกต้นคอและกระดูกสันหลังที่อ่อน จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกคาร์ซีทที่หันหน้าไปทางด้านหลังรถ เผื่อในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุจะได้ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการกระชากหรือการเบรคที่รุนแรงซึ่งมีอันตรายต่อตัวทารกได้

  1. คาร์ซีทแบบผสมนั่งหันได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ หรือ Combination seat

คาร์ซีทลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบปี ซึ่งคาร์ซีทแบบนี้ถือว่าคุ้มมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะ   สามารถใช้ได้ในระยะยาว และปรับได้ทั้งสองระดับ แต่ราคาอาจค่อนข้างสูงเล็กน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกซื้อก็ขึ้นอยู่              กับปัจจัยด้านอื่นด้วย ทั้งการคำนวณน้ำหนักและความสูงของตัวลูกน้อย ก็มีส่วนสำคัญในการเลือกซื้อ

  1. คาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าไปด้านหน้ารถ Forward-facing child seat

คาร์ซีทลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 9 เดือน -11 ขวบปี ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่อาจพบเห็นไม่บ่อยนักในประเทศไทย ตัวคาร์ซีทจะมาพร้อมชุดสายรัดและเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะที่นั่งเด็ก โดยเฉลี่ยจะกับเด็กที่มีน้ำหนัก 10-25 กิโลกรัม

  1. คาร์ซีทแบบมีพนักพิงด้านหลัง หรือ High-backed Booster

คาร์ซีทลักษณะนี้จะเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4-12 ขวบปี  เนื่องจากเด็กที่เริ่มโตขึ้น คาร์ซีทที่มีพนักพิงจะช่วยให้เด็กรู้สึกนั่งสบาย และเป็นช่วงวัยสุดท้ายก่อนที่เด็ก ๆ จะเปลี่ยนไปนั่งแบบใช้เข็มขัดนิรภัยบนรถยนต์แทน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับลูกน้อย ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึง ทั้งเรื่องของน้ำหนักตัว ความเหมาะสมกับตัวรถยนต์ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่กระทบต่อคุณพ่อคุณแม่มากเท่าไรนักนั่นเอง และที่สำคัญ ต้องมีการเรียนรู้การติดตั้งให้ถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยอย่างสูงสุดของลูกน้อยของท่านนั่นเอง

ภัยใกล้ภายตัวในบ้าน โปรดระวังลูกน้อย

 

จากที่หลายต่อหลายครั้งมีข่าวออกมาจากทั่วทุกมุมโลก ถึงเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ และ มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นภัยแฝงอยู่ภายในบ้านเอง ที่คอยคุกคามลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเราได้ทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องรีบกลับมามองดูรอบบ้านในทันทีว่ามีสิ่งต่าง ๆ ที่ตกเป็นข่าวและเรามองข้ามยังมิได้จัดการอยู่อีกหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย   มีสิ่งของมากมายภายในบ้านซึ่งเป็นที่คอยปกป้องลูกน้อยแต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ลูกนั้นเป็นอันตรายที่เราคาดไม่ถึง  มาสำรวจกันดีกว่าว่าเจ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีอะไรบ้าง

บริเวณห้องน้ำ

  • อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายต่าง ๆ เช่น แชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาป้วนปาก แป้งฝุ่น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ควรมีที่เก็บวางให้พ้นมือเด็ก เพราะเด็กอาจกลืนกิน หรือนำมาเล่นจนลื่นเสียหลักได้
  • บริเวณพื้น พื้นห้องน้ำที่เปียก ย่อมทำให้เจ้าตัวน้อยลื่นล้มได้ ควรมีผ้า หรือ แผ่นรองกันลื่น เพื่อช่วยป้องกัน
  • อ่างอาบน้ำ ไม่ควรเปิดน้ำทิ้งค้างไว้ เพราะเด็ก ๆ อาจก้มศีรษะลงไป และในอ่างอาบน้ำควรมีแผ่นยางกันลื่น ส่วนด้านนอกควรมีผ้าซับน้ำหลังจากขึ้นจากอ่างอาบน้ำ
  • อุปกรณ์ตกแต่ง เช่น สเปรย์ฉีดผม หวีปลายแหลม มีดโกนหนวด ควรหาที่จัดวางให้พ้นมือเด็ก

บริเวณห้องครัว

  • เตาแก๊ส ควรปิดให้สนิท และควรจัดวางให้อยู่ในที่ปลอดภัย
  • อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น มีดทำอาหาร ช้อนส้อม ที่คว่ำจานชาม อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าที่ใช้ประกอบอาหาร
  • ตู้เย็น ควรวางบนพื้นที่มีระนาบ ไม่โยก และภายในตู้ควรใส่ชั้นวางให้เรียบร้อย เพราะเด็ก เวลาเปิดตู้เย็นมักชอบใช้การโหนอาจทำให้ตู้เย็นล้มทับได้ ส่วนภายในบางครั้งเด็กดูหนัง หรือมีความคิดเอง ที่จะเข้าไปเล่นหลบซ่อนตัวภายใน เมื่อเห็นว่ามีที่พอในการแทรกตัวเข้าไป จึงควรวางชั้นวางให้ครบ

บริเวณห้องนอน

  • สายชาร์จโทรศัพท์ อย่านำมาวาง หรือเสียบคาปลั๊กไว้ตลอด
  • ตู้เสื้อผ้า ในกรณีที่บางบ้านมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ที่เด็กจะสามารถเข้าไปได้ จึงควรมีการ ปิดล็อค

บริเวณอื่น ๆ ของบ้าน

  • พัดลม ควรเป็นพัดลมที่ขาสูง เพราะหากอยู่ต่ำเด็กจะนำนิ้วมือเข้าไปแหย่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนพัดลมที่มีขนาดสูง มีล้อ ควรถอดล้อออกเพื่อมิให้ลูกเล็ก ๆ ขึ้นไปปีนเกาะแถวบริเวณฐาน เพราะพัดลมอาจไถลลื่น ทำให้เด็กเสียหลักล้มลงพร้อมพัดลมได้
  • ปลั๊กไฟฟ้า ควรมีจุกปิดกันเด็ก ๆ นำนิ้วเข้าไปแหย่เล่น ตามพัฒนาการเด็กอยากรู้อยากสัมผัส สายไฟจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อเลิกใช้งานควรม้วนเก็บไว้ให้ดี หรือหาซื้อที่จัดเก็บสายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย
  • การวางสิ่งของเทินสูง ต้องคอยตรวจตราว่ามีการเอนตัวหรือไม่ หรือหากเป็นไปได้ควรกั้นบริเวณมิให้เด็กได้เข้าใกล้บริเวณนั้น ๆ
  • เตารีด ควรเก็บในตู้หรือที่มิดชิด ถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
  • รถยนต์ที่จอดภายในบ้าน ควรทำการปิดล๊อค ประตูทุกครั้ง เพราะเด็กอาจเข้าไปเล่นและเปิดล็อคประตูเองไม่ได้
  • เรื่องของการจุดธูปเทียน อย่าให้เด็กเห็นเวลาจุดเทียน จุดธูป ไม้ขีด ไฟแช็ก เพราะพวกเค้าจะทำตามเมื่อสบโอกาส ดังนั้นควรเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พ้นมือเจ้าหนูน้อย

สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่จะทำให้หลายบ้านได้คิดถึง หากแต่ยังมีอีกมากมายที่สามารถก่อเกิดอันตรายได้ แต่ทั้งนี้ทุกอย่างทุกคนในบ้านต้องไม่ประมาทใด ๆ ทั้งสิ้น  เพียงเท่านี้ คุณก็จะเห็นเจ้าตัวน้อยนั่งเล่นนอนเล่นในบ้านที่พวกเค้ารักอย่างปลอดภัย