บุหรี่ควันร้ายจากพ่อแม่ ต้นเหตุวายร้ายทำลายชีวิตลูก


หลายครอบครัวคงทราบกันดีว่า อันตรายและโทษจากการสูบบุหรี่มีอะไรบ้าง แต่หลายคนนักก็ไม่สามารถเลิกขาดจากมันได้ ยิ่งครอบครัวไหนมีลูกหลานที่ยังเล็ก ทราบหรือไม่ว่า บุหรี่คือวายร้ายที่ทำลายเด็ก ๆ อย่างคาดไม่ถึง

บุหรี่ที่เกิดจากการสูบ ดม เข้าไป ล้วนเป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดโรค และอันตรายเป็นอย่างมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก แม้จะเป็นแค่ควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจายก็ส่งผลต่อชีวิตได้ เพราะแม้คนในครอบครัวจะไม่ได้สูบเอง แต่ควันบุหรี่มือสองนั้นเกิดจากการที่คนใกล้เคียง หรือสภาพแวดล้อมรอบข้าง ๆ ที่มีการคลุกคลีอยู่ตลอดเวลา ทำให้กลิ่นและควันนั้นสามารถติดเข้ามาในรถ ในบ้าน หรือตามเสื้อผ้าของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง และเมื่อท่านกลับบ้านมาก็จะนำสิ่งเหล่านั้นมาสู่คนในครอบครัวได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า จึงเสี่ยงที่จะได้รับโลหะหนัก สารกัมมันตรังสี และสารก่อมะเร็ง ที่จะเข้าไปสะสมที่ละเล็กละน้อย และอาจส่งผลให้เด็กเป็นภูมิแพ้ได้

มาทำความรู้จักของสารพิษในบุหรี่ที่มาทำลายชีวิตกัน

  1. นิโคติน เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดและทำให้เกิดโรคหัวใจ
  2. ทาร์ คือสารมะเร็งหลายชนิดที่รวมกัน
  3. คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นสารไอเสียตัวเดียวกับที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียของรถยนต์ และเป็นตัวการขัดขวางการทำงานของเม็ดเลือดแดง
  4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลง ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบ
  5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลม และถุงลม ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง
  6. แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ
  7. ไซยาไนด์ เป็นสารพิษที่ใช้เป็นยาเบื่อหนู
  8. สารกัมมันตภาพรังสีโพโลเนียม – 210 เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง
  9. ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ เป็นสารที่ใช้ในการดองศพ

ดังนั้นเมื่อหลายท่านที่มีเด็กเล็กในครอบครัว แต่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ก็ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะส่งผลร้ายต่อเด็ก คือ ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านที่มีเด็กอยู่ ไม่สูบบุหรี่ภายในรถ เพราะนอกจากกลิ่นบุหรี่จะติดเสื้อผ้าแล้ว ยังมีกลิ่นติดในรถที่มีพื้นที่ไม่ถ่ายเทอีกด้วย ส่วนพื้นที่นอกบ้าน ก็ให้หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในพื้นที่สาธารณะที่มีการสูบบุหรี่จัด หรือพาเด็กออกมาจากบริเวณนั้นทันที ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับสารพิษหรือควันจากบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยินอีกด้วย นอกจากนี้อาจทำให้เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด และสำหรับในระยะยาวจะทำให้พัฒนาการของปอดช้าลงกว่าปกติ หากรู้อย่างนี้แล้ว การลด ละ เลิก บุหรี่ในวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับคุณและคนในครอบครัว

 

กระตุ้นพัฒนาการสมอง ของทารกในครรภ์ด้วยเพลงโมสาร์ท


ในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ รู้หรือไม่ว่า สมองของทารกน้อยเริ่มมีการพัฒนา และทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การที่คุณแม่เปิดเพลงให้ลูกน้อยฟังระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยทำให้ระบบประสาทของทารกมีกระบวนการคิดแบบมีเหตุมีผล โดยเฉพาะเพลงโมสาร์ทหรือบทเพลงที่มีท่วงทำนองที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ทารกมีการจัดลำดับความคิดแบบมีลำดับขั้น และยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบนิ่งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสมาธิในการจดจำได้ดี

เพลงโมสาร์ท ถือเป็นบทเพลงอมตะที่ทั่วทุกประเทศ และทุกวัฒนธรรมยอมรับ เป็นเพลงที่มีทำนอง ช้า สลับ เร็ว และมีการสื่อสารทางอารมณ์ และสติปัญญาค่อนข้างเข้มข้น และละเอียดอ่อน ซึ่งบทเพลงแต่ละบทก็มีความแตกต่างกันไปมีทั้ง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ปลดปล่อย เติมพลัง และยังเป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่เปิดให้ทารกน้องฟังตั้งแต่อยู่ในครรภ์จึงช่วยให้ทารกสามารถรับรู้ได้

แล้วเพลงโมสาร์ทกระตุ้นพัฒนาการของทารกใน ครรภ์ได้อย่างไร ทำให้ลูกฉลาดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ความฉลาดของลูกน้อยไม่ได้เกิดจากการฟังเพลงโมสาร์ทเพียงอย่างเดียว แต่การฟังเพลงเป็นเพียงการกระตุ้นให้ลูกได้มีการรับรู้เมื่อ และได้ยินเสียง เมื่อลูกน้อยเกิดมาก็จะมีพัฒนาการที่พร้อมในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นพัฒนาการของทารกน้อยได้ นั่นก็คือ การพูดคุย การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม กิจกรรมเสริมการเรียนรู้เมื่อลูกน้อยเกิดมา และที่สำคัญการเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นอันดับแรกที่จะต้องคำนึงถึง

ทำนองเพลงที่เหมาะกับช่วงวัยของทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบปี

  • ช่วงอายุ 1-3 เดือน คุณแม่ควรเลือกเปิดเพลงที่มีทำนองที่อ่อนโยน ผ่อนคลาย ฟังสบาย ๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณรู้สึกอบอุ่นใจขึ้น
  • ช่วงอายุ 4-6 เดือน ในช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถรับรู้ได้มากขึ้น ทำนองเพลงที่เหมาะสม จะเป็นเพลงประเภทที่มีเสียงทุ้มนุ่มนวล
  • ช่วงอายุ 7-9 เดือน สำหรับช่วงนี้ลูกน้อยของคุณจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่เพิ่มขึ้น คุณแม่สามารถเลือกเพลงที่มีจังหวะตั้งแต่ช้า ไปจนถึงจังหวะที่เริ่มเร็วขึ้น ซึ่งสามารถดูได้จากการโต้ตอบของลูกน้อยนั่นเอง
  • ช่วงอายุ 10-12 เดือน คุณแม่สามารถร้องเพลงที่มีทำนองที่คล้องจอง เนื้อหาที่สั้น เข้าใจง่าย ให้ลูกฟังได้ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อสามารถช่วยคุณแม่เลี้ยงดูลูกน้อยแทนได้อีกด้วย

การฟังเพลงโมสาร์ทไม่เพียงแต่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี แต่ยังช่วยให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ยังรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรการกระตุ้นพัฒนาการยังสามารถทำได้หลายวิธี การพูดคุยระหว่างคุณแม่และลูกน้อยก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และยังทำให้ลูกน้อยรู้สึกคุ้นชินกับเสียงของคุณแม่ และยังรู้สึกอบอุ่นได้อีกด้วย

 

ระหว่างท้อง ทำไมคุณหมอต้องระวังเรื่องเบาหวานของคุณแม่เป็นพิเศษ

คุณแม่หลาย ๆ ท่านมักจะทราบดีว่า ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ จะต้องมีการตรวจโรคต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งความดัน เบาหวาน เอดส์ (HIV) หรือ โรคแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เป็นเพราะในช่วงระหว่างนี้ คุณแม่จะมีร่างกายที่อ่อนแอ และมีฮอร์โมนที่สูงมากกว่าปกติของคนทั่วไป ที่ส่งผลให้ทางร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเส้นผมที่แห้ง ดวงตาไม่สดใส ริมฝีปากแตกเป็นขุย เท้าบวม คุณแม่บางท่านอาจมีโรคเครียดตามมาด้วย แต่ทำไม ? คุณหมอถึงต้องระวังเบาหวานเป็นพิเศษด้วย

เบาหวาน โดยที่ทราบกันทั่วไป คือ เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่นกัน คือ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย การทานอาหาร หรือ บุคคลที่มีไขมันในเลือดที่ค่อนข้างสูง

แล้ว “ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร”

เนื่องจากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่นั้น รกจะสร้างฮอร์โมนบางชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยได้ โดนวิธีการตรวจหาโรคนั้น คุณหมอจะให้คุณแม่ดื่มน้ำตาลกลูโคสเข้าไป 50 กรัม หลังจากนั้น 1 ชม.จะเจาะเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าหากพบว่าระดับน้ำตาลเท่ากับหรือมากกว่า 140 มก./ดล. อาจบอกได้ว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งจะส่งผลต่อครรภ์และเด็กทารก และจะทำให้ คุณแม่มีโอกาสครรภ์เป็นพิษ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ แผลหายช้า เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญคุณแม่อาจมีอัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูง ส่วนทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะพิการตั้งแต่กำเนิด น้ำหนักและตัวใหญ่กว่าปกติ หรืออาจเสียชีวิตได้ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ตอนคลอด และภายหลังการคลอดใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็จะส่งผลเสียในระยะยาวแก่ทารกด้วย ซึ่งอาจทำให้ทารกมีพัฒนาการช้า และยังเกิดโรคแทรกแซงตามมา เช่น ภาวะหัวใจโต ภาวะตัวเหลือง ภาวะเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เป็นต้น

วิธีป้องกันหากคุณแม่ไม่อยากเป็นเบาหวาน

  1. ใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ข้าวเหนียว น้ำผลไม้ และหันมารับประทานผัก และผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีการต้ม นึ่ง หรือผัด ซึ่งอาจแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อได้ และที่สำคัญคุณแม่อย่าละเลยอาหารหลักมื้อเช้าเป็นอันขาด
  2. การออกกำลังกาย แม้ว่าในช่วงนี้การออกกำลังกายจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่ แต่การบริการร่างกายที่สม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  3. การพบแพทย์ตามนัด มีส่วนสำคัญอย่างมากในช่วงระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะนอกจากคุณหมอจะช่วยแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณแม่แล้ว ยังสามารถช่วยคุณแม่ป้องกันละลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน เพื่อที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงต่อไป

                แม้ในขณะที่ตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องพบเจออุปสรรคมากมาย แต่การดูแลตัวเองและลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ฉะนั้นการห่างไกลโรค ไม่ว่าจะเบาหวานหรือโรคอื่น ๆ จึงล้วนส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ทั้งสิ้น

 

เนอสเซอรี่แบบไหนที่คุณแม่จะวางใจฝากลูกรักไว้ได้


เมื่อกำหนดการของการลาคลอดครบแล้ว คุณแม่ส่วนใหญ่มักกังวลกับปัญหาการเลี้ยงดูลูก ที่จะต้องหาคนที่ไว้วางใจได้มาดูแลลูกรักแทน แต่กระนั้นหากคนในครอบครัวของท่านไม่สามารถที่จะมาเลี้ยงดูบุตรแทนได้ ตัวเลือกถัดมาคงหนีไม้พ้น “เนอสเซอรี่ หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก” แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เนอสเซอรี่จะมีความไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน และความปลอดภัยจะได้มาตรฐานหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่คุณแม่หลาย ๆ ท่านคิดไม่ตก อยู่นั่นเอง

การเลือกเนอสเซอรี่ จึงถือว่าเป็นโจทย์ยากและท้าทายสำหรับคุณแม่ ที่จะลือกอย่างไรให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย ที่จะสามารถฝากลูกรักจากมือคุณไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ลูกนั้น คือ แก้วตาดวงใจ ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาในการเลือกเนอสเซอรรี่ที่ดี จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

6 สิ่งสำคัญในการเลือกเนอสเซอรี่

  1. ใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อหรือคุณแม่

การเลือกเนอเซอรี่ที่ใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่แล้ว นอกจากจะได้ใกล้ชิดลูกรัก ยังเป็นการช่วยประหยัดเวลาในการรับส่ง และสะดวกต่อการเดินทางอีกด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ท่านจะต้องคำนึงถึง ก็ให้นึกถึงความสะดวกสบายเป็นอันดับแรกก่อน

  1. ใบอนุญาตของสถานรับเลี้ยง

ใบอนุญาตในการประกอบการสถานรับเลี้ยง ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงที่รับเด็กอายุไม่เกิด 6 ปีบริบูรณ์ คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

  1. ความปลอดภัยในระดับที่ได้มาตรฐาน

มาตรฐานความปลอดภัยของสถานรับเลี้ยง คุณพ่อคุณแม่จะสามารถตรวจสอบได้จากอะไร กล่าวคือ ให้สังเกตดูว่ามีการรับ-ส่ง เด็กอย่างรัดกุมหรือไม่ มีกล้องวงจรภายในและภายนอกอาคารหรือไม่ และสอบถามมาตรการของทางสถานรับเลี้ยงว่า การจัดการความปลอดภัยอย่างไร

  1. ความสะอาดและสุขอนามัย

สุขอนามัยด้านความสะอาดก็จำเป็นต่อลูกน้อยเช่นกัน  เพราะนอกจากสถานรับเลี้ยงจะเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับลูกแล้ว  สิ่งที่ตามมาสำหรับจำนวนเด็กที่มาก ก็จะมีโรคภัยในเด็กตามมาด้วย ซึ่งเด็กนั้นสามารถติดโรคได้ง่าย อีกทั้งของเล่นก็ควรจะสะอาดเช่นเดียวกัน อย่างน้อยทางสถานรับเลี้ยงก็ต้องมีการทำความสะอาดของเล่นทุกวัน หรือทุกสัปดาห์

  1. ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนวณถึงค่าใช้จ่ายในการฝากลูกไว้กับทางสถานรับเลี้ยง ว่าเหมาะสมหรือไม่ กับมาตรการ หรือหลักสูตรที่ต้องเสียไป รวมถึงรายได้ในครัวเรือนของคุณด้วย

  1. จำนวนพี่เลี้ยง

จำนวนพี่เลี้ยงนั้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะพี่เลี้ยงต้องมีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงเด็ก ๆ หรือต้องมีปริมาณที่เหมาะสมที่จะสามารถควบคุมเด็กที่มีจำนวนมากในสถานรับเลี้ยง เพราะถ้าหากพี่เลี้ยงเด็กที่มีจำนวนน้อย อาจทำให้การดูแลเด็กไม่ทั่วถึงนั่นเอง

ทั้งนี้การเลี้ยงลูกเอง ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ดี แต่หากการเลือกเนอสเซอรี่ยังคงจำเป็นต่อคุณพ่อและคุณแม่ ด้วยภาระต่าง ๆ การคำนึงถึงตัวเลือกที่ได้กล่าวไปข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไว้ เพื่อที่การเลี้ยงลูกน้อยของคุณจะได้ไม่มีปัญหาอีกต่อไป

 

4 วิธีธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยอารมณ์ดี


จากการวิจัยพบว่า เมื่อเด็ก ๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี จะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายควบคู่ไปกับสภาวะจิตใจที่ดีด้วย และอารมณ์ที่ดีของลูกนั้น คุณแม่สามารถที่จะเป็นผู้ฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ด้วยวิธีการง่าย ๆ และเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา อาหารเสริม หรือสิ่งใด ๆ เลย เพียงคุณแม่เสียสละเวลา ตั้งใจ และเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของลูก ๆ เท่านี้ พวกเค้าก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

นวด

สัมผัสของแม่มีผลต่อความรู้สึกของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ลูกจะรับรู้ถึงการสัมผัสที่อ่อนโยน นุ่มนวล จากมือและไออุ่นรักของแม่ การสัมผัสด้วยการนวดให้กับลูก จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย กล้ามเนื้อในจุดต่าง ๆ ถูกกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนได้ดี เมื่อลูกรู้สึกถึงความผ่อนคลาย สบายตัว ก็จะทำให้ลูกมีอารมณ์ที่ดี

หลังอาบน้ำเสร็จ ใช้โลชั่น สำหรับเด็กทาและนวดเบา ๆ เน้นในจุดที่ลูกอาจใช้ทำกิจกรรมมากเป็นพิเศษในแต่ละวัน เน้นปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า นอกจากจะทำให้ลูกได้ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อและจิตใจแล้ว ผิวพรรณของลูกก็จะได้รับความชุ่มชื้น ผิวไม่แห้งและหยาบกร้านอีกด้วย

ฟังเพลง

เพลง เป็นสิ่งที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจลูกน้อย ให้ผ่อนคลาย คล้อยไปตาม เสียงและจังหวะเพลงโดยเพลง ช่วยพัฒนาเส้นใยประสาทให้แตกแขนงมากยิ่งขึ้น มีอารมณ์ที่มั่นคง สงบนิ่ง

การเลือกใช้เพลงคลาสสิก จำพวก เพลงของโมสาร์ท เปิดในระดับเสียงที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป จะเป็นการช่วยให้ลูกจดจ่ออยู่กับเสียงเพลง ส่งผลให้เกิดสมาธิ และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียวง่าย นอกจากนี้ คุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องเปิดแต่เพลงจากอุปกรณ์ให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียว เสียงของคุณแม่สามารถร้องเพลงให้ลูกฟังด้วยใยรัก ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังสัมผัสทางประสาทที่อบอุ่น คุ้นเคยและสุขใจของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

การเล่น

เด็ก ๆ ทุกคน ชอบการเล่น ทำให้คุณแม่สามารถสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ผ่านการเล่นของลูกได้เป็นอย่างดี เมื่อลูกได้เล่นอย่างสนุกสนานผ่านการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ตาม ที่เค้าต้องการอย่างเต็มที่ และมีความสุขในช่วงเวลาที่พอเหมาะแล้ว จะทำให้ลูกอารมณ์ดี  คุณแม่ควรศึกษาการเล่นให้เหมาะสมกับวัยของลูก เพื่อปรับการเล่นให้เหมาะสม  ลูกจะได้ตอบสนองที่ตรงความต้องการ ไม่เบื่อในการเล่นหรือเรียนรู้

การนอน

เด็ก ควรนอนหลับพักผ่อนในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัย การพักผ่อนที่เพียงพอจะส่งผลดีในทุกด้านของมนุษย์ เมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นนอนก็จะมีอารมณ์ดี และมีสุขภาพดี การมีสุขภาพที่ดีส่งผลถึงสภาพจิตใจที่ดี  ไม่ต้องรู้สึกเจ็บป่วยหรือ กังวลใด ๆ ที่จะเป็นการกัดกร่อนอารมณ์ลูกให้ขาดการเรียนรู้ รับรู้

ควรปรับบรรยากาศ สภาวะแวดล้อมรอบข้าง เมื่อถึงเวลาเข้านอนของลูกให้เหมาะกับการพักผ่อนของลูก อย่าให้มีสิ่งรบกวนการนอนพักผ่อน และควรให้ลูกนอนเป็นเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน เพื่อให้เค้าเคยชิน เมื่อถึงเวลาตื่นนอนจะได้ไม่ต้องร้องไห้เสียอารมณ์ทั้งคุณแม่คุณลูก

 

สอนลูก เรียนรู้ได้จากเรื่องเล่น

หลายคนคงรู้แล้วว่า การเล่นของเด็ก คือ การเรียนรู้ คือพัฒนาการต่าง ๆ ที่จะทำให้เติบโตไปสู่อีกช่วงวัย แต่บางทีการเล่นของลูก ๆ ก็มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายปวดหัวไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรการเล่นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก  ประสบการณ์จากการเล่นจะนำพาให้เด็กอยู่ร่วมกับในสังคม เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในภายภาคหน้า และที่สำคัญอีกอย่างคือ การเล่นทำให้ อารมณ์ จิตใจ เบิกบาน เพลิดเพลิน เหมือนพวกเค้าได้ปลดปล่อยพลังภายในตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยในการเล่นของลูก ๆ แล้วละก็ จะยิ่งทำให้การเล่นนั้นมีประโยชน์ขึ้นอีกหลายเท่าตัว และยังสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นให้ลูกได้อย่างดีเยี่ยม

ลักษณะการเล่นของเด็ก

·        การเล่นตามช่วงวัย เด็กจะเล่นตามลักษณะของพัฒนาการไปในแต่ละช่วง เช่น ระยะแรก การเล่นจะเป็นการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เมื่อมีการเรียนรู้ การเล่นจะซับซ้อนขึ้นเริ่มมีประสบการณ์ มีทักษะที่คุ้นเคย การทำตามแบบอย่าง เป็นต้น

·        การเล่นด้วยการสร้างจินตนาการ การสมมุติเกี่ยวกับตัวละคร เช่น ตนเอง บุคคลในครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่เคยได้พบเห็น มาผสานกับสิ่งที่คิดจินตนาการจนเกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ

·        การเล่นด้วยการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เด็กชอบปลดปล่อยพลังงาน ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อของตนเอง เช่น การกระโดด การเดินทรงตัวบนสิ่งของ การเล่นในสนามเด็กเล่นกับอุปกรณ์การเล่นต่าง ๆ

·        การเล่นแบบคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของ โดยรู้จักการนำข้าวของรอบ ๆ ตัว นำมาสร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์

·        การเล่นเลียนแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นตามคนที่ตนคุ้นเคย โดยบางทีจะยังไม่เข้าใจความหมายในทุกอย่างที่เล่น

เสริมสร้างการเล่นให้ลูก

ในช่วงอายุระหว่าง 5-8 ขวบ ของลูก เป็นช่วงวัยที่พบว่า การเล่นของพวกเค้าใช้จินตนาการมากที่สุด ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ ได้ยินได้เห็นได้สัมผัส แล้วนำมาผสมผสานเป็นของเล่นชิ้นใหม่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้จินตนาการของลูกโลดแล่นไปได้อีกยาวไกลคือการได้ช่วยส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานก่อนนอน การพาไปท่องเที่ยวยังที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ การเล่นไปพร้อมกับลูกพร้อมอธิบายสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมให้

คุณพ่อคุณแม่ ควรหาเวลาในการได้เล่นกับลูก ๆ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดของลูกทุกคนคือพ่อแม่  ซึ่งเวลาที่ได้เล่นอาจเป็นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น การรดน้ำต้นไม้ กำหนดกติกา แบ่งพื้นที่ เพื่อแข่งกันรดน้ำต้นไม้ ใครจะเสร็จเร็วกว่ากัน หรือ เมื่อพาลูกไปท่องเที่ยวตากอากาศที่ทะเล สามารถสอนให้เค้ารู้จักเปลือกหอย แล้วช่วยกันเก็บเปลือยหอยมาทำเป็นตัวอักษรบนพื้นทราย เป็นต้น ลูกจะได้รับความสนุกสนานไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัวอบอุ่น พัฒนาการทั้งทางร่างกายและ EQ ของลูกจะโลดแลนอย่างไร้ขอบเขตกันไปเลย แล้วอย่าลืมคอยต่อยอดให้พวกเค้ากลายเป็นบุคคลที่สำคัญของประเทศ ทำประโยชน์ที่ดีในอนาคต