ภาวะตัวเหลืองของลูก ความผิดปกติที่สร้างความกังวลใจได้มาก

ภาวะตัวเหลืองเกิดจากการที่ สารเหลืองบิลิรูบิน (Bilirubin) สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งมาจากการสลายของเม็ดเลือดแดง สารสีเหลืองมากกว่าปกติ การติดเชื้อ ได้รับยาบางชนิด หรือท่อร้ำดีอุดตัน โดยปกติแล้วภาวะตัวเหลืองของทารกจะมีขึ้นและหายไปภายใน 3-4 วัน ซึ่งร้อยละ 65 ของทารกที่ครบกำหนดคลอดจะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งสารสีเหลืองนี้เกิดจากการที่ตับยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ในการเปลี่ยนแปลงให้สารกลายเป็นน้ำ และถูกขับถ่ายออกมาในรูปแบบของปัสสาวะและอุจจาระ ส่งผลให้สารสีเหลืองยังคงอยู่ในกระแสเลือด และถ้าหากมีปริมาณที่มาก ก็มีฤทธิ์ที่จะไปทำลายสมอง ก่อให้เกิดความพิการได้ ดังนั้นแพทย์จึงต้องเฝ้าระวังวัดระดับความเหลืองจากเครื่องมือแพทย์ที่ตรวจทางผิวหนัง หรือการเจาะเลือดนำไปวัดระดับในห้องปฏิบัติการ ถ้ามีในระดับ 12-15 ทารกน้อยจะต้องได้รับการส่องไฟเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตัวเหลืองลง

การแก้ภาวะตัวเหลืองของลูกนั้นก็สุดแสนง่าย คือการที่คุณแม่ให้นมทารกในปริมาณที่มาก และเพียงพอต่อทารก    โดยสังเกตจากการที่ทารกขับถ่ายออกมา 3-5 ครั้งต่อวัน ซึ่งการขับถ่ายจะช่วยให้สารสีเหลืองออกมาด้วย แต่ถ้าอาการตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น ให้คุณแม่รีบนำทารกมาพบแพทย์ เพื่อตรวจดูอีกครั้งว่าทารกต้องรับการส่องไฟหรือไม่ ซึ่งการส่องไฟก็ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่คิด อีกทั้งยังช่วยขับสารออกมาได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้หากลูกน้อยมีภาวะตัวเหลืองที่เข้าขั้นวิกฤติ อาจต้องได้รับการถ่ายเลือด ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยเจ็บตัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่อย่าตกใจไป เพราะการที่เรารู้เท่าทันการรักษา เพียงแค่สามวิธีง่าย ๆ นี้ ก็จะทำให้ภาวะตัวเหลืองของลูกหายได้ไวขึ้นนั่นเอง

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่ลูกน้อยมีภาวะตัวเหลือง

  1. คุณแม่ควรให้นมลูกน้อยบ่อย ๆ ทุก ๆ 2 ชม. ให้นานครั้งละ 15-30 นาที และหมั่นสังเกตการขับถ่ายว่า กี่ครั้งต่อวัน
  2. ไม่นำลูกน้อยมาตากแดด เพราะจริง ๆ แล้ว การตากแดดไม่สามารถทำให้ลูกน้อยหายตัวเหลืองได้
  3. ไม่จำเป็นต้องป้อนน้ำแก่ทารก เพราะทารกสามารถกินนมแม่ได้อย่างเดียว จนถึงช่วง 6เดือนแรก การที่ให้ทารกกินน้ำ จะเป็นการแย่งพื้นที่กระเพาะอาหาร ทำให้ลูกน้อยอิ่มเร็ว และไม่สามารถกินนมได้ปริมาณที่เพียงพอ
  4. คุณแม่ไม่กินยาสมุนไพร หรือยาที่ซื้อเอง เพราะสามารถส่งผ่านไปยังน้ำนมได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่สร้างอันตรายให้ลูกน้อยได้
  5. หากภาวะตัวเหลืองยังไม่ดีขึ้น หรือเหลืองมากกว่าเดิม คุณแม่ควรรีบนำลูกไปพบแพทย์

ภาวะตัวเหลืองไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากคุณแม่ทราบข้อมูลและวิธีการรักษา แค่นี้ลูกน้องของคุณก็จะมีสุขภาพที่ดี และพัฒนาการที่ดีพร้อมของทุกย่างก้าวในชีวิต

 

สีของอุจจาระ เสียงพูดแทนลูกน้อยว่าตอนนี้สุขภาพเป็นอย่างไร


ในช่วงแรกตั้งแต่ลูกน้อยของคุณลืมตาดูโลก ก็จะมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ร่วมถึงสีของอุจจาระที่มีสีเปลี่ยนตลอดระยะเวลาของช่วง 2 สัปดาห์แรก ซึ่งในช่วง 4-7 วันแรกนั้น ลูกน้อยจะยังมีสีของอุจจาระที่เป็นสีเทา ดำ เนื่องมาจากในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั้น ทารกน้อยได้กลืนเอาน้ำดี และสารที่หลั่งในลำไส้เข้าไป แต่เมื่อได้กินนมแม่เข้าไป จะทำให้สีของอุจจาระนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยจะมีลักษณะที่เป็นน้ำปนเนื้อผสมเป็นเนื้อเดียวกัน อีกทั้งในช่วงแรกทารกจะยังมีการขับถ่ายอุจจาระออกมาบ่อยถึง 10 กว่าครั้งต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นปกติ เพราะในน้ำนมแม่มีคอลอสตรัม ที่เต็มไปด้วย โปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน น้ำ น้ำตาล และภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ที่จะทำให้ลูกน้อยแข็งแรง และมีภูมิต้านทานตั้งแต่แรกเกิด

แต่ถ้าหากพบว่าลูกน้อยของคุณเกิดมีอาการป่วยไข้ สีของอุจจาระจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่า ลูกน้อยของคุณอาจมีโรคต่าง ๆ ตามมาดังนี้

  1. อึสีเขียวเข้ม สีดำ หรือขี้เทา ลักษณะเหนียวเหมือนน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นปกติของทารกแรกเกิด สีจะเปลี่ยนไปเมื่อลูกน้อยกินนมแม่ ซึ่งจะยังช่วยลดอาการตัวเหลืองด้วย
  2. อึสึเขียวปนเหลือง เป็นสีปกติของลูกน้อยเมื่อขี้เทาของลูกเริ่มหมด แต่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง
  3. อึสีเหลืองคล้ายฟักทอง จะมีลักษณะเหลวเนียนนุ่ม ซึ่งบ่งบอกถึงการดื่มนมแม่ที่เพียงพอ ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี และขับถ่าย 3-4 ครั้งต่อวัน แต่ถ้าหากลูกได้ดื่มนมผสมหรือนมวัวจะมีอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนปนออกมาด้วย
  4. อึสีเขียว อาจเกิดจากช่วงที่คุณแม่รับประทานผักมากเกินไป หรือ การที่ลูกน้อยได้กินนมผสมเข้าไปด้วย
  5. อึสีเหลืองปนเขียว สามารถบอกได้ถึงการที่ลูกน้อยของคุณมีอาการท้องอืด จากการกินนมในท่าที่ไม่เหมาะสมหรือกินนมผสมเข้าไป จึงทำให้อึมีสีนี้ได้
  6. อึสีเหลืองอมส้ม เกิดจากการที่ลูกกินนมบ่อยแต่ไม่อิ่ม เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรสังเกตลูกน้อยของคุณให้ดี
  7. อึสีดำ เป็นอาการท้องผูกของลูกน้อย คุณแม่จึงต้องหมั่นดูอาการ และให้ลูกน้อยกินนมแม่หรือน้ำมาก ๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้
  8. อึมีสีแดงปน เกิดจากแผลฉีกขาดบริเวณทวารหนัก หรืออาจเกิดจากลำไส้ ซึ่งลักษณะนี้ให้คุณแม่สังเกตดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  9. อึสีขาวซีด เกิดจากการทำงานผิดปกติของท่อน้ำดี ให้คุณแม่รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วน

ดังนั้นสุขภาพของลูกน้อยจะดีได้ คุณแม่ต้องหมั่นเอาใจใส่และคอยสังเกตสิ่งรอบตัวของลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอุจจาระก็มีส่วนช่วยในการบ่งชี้ว่าลูกน้อยของคุณมีโรคหรือไม่ รวมไปถึงการสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยในทุก ๆ ด้าน จึงเหมือนการดูแลสุขภาพลูกน้อย ซึ่งการที่คุณแม่มีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจสามารถช่วยชีวิตลูกน้อยได้ ผ่อนจากหนักเป็นเบาเมื่อยามมีวิกฤติ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคุณแม่เอง หรือกับคนใกล้ตัว