เริ่มป้อนอาหารลูก เรื่องง่าย ๆ แค่ปอกกล้วย

พัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละ Step เป็นเรื่องที่น่าลุ้นเสมอสำหรับคุณแม่มือใหม่ แม้กระทั่งอาหารก็ยังเป็นเรื่องกังวลใจของคุณแม่ไม่น้อย โดยเฉพาะอาหารมื้อแรกเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะมีหลายข้อสงสัยที่คุณแม่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีกับมื้อนี้ของหนู

ลูกยังไม่หย่านมเลย จะป้อนอาหารได้แล้วหรือ

การเริ่มต้นให้เด็กทารกกินอาหารที่เรียกว่า Solid Food สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการให้นม เพียงแต่คุณแม่ต้องสังเกตดูพัฒนาการทางร่างกายของลูกว่าพร้อมรับอาหารหรือยัง ธรรมชาติของเด็กทารกเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เขาจะมีพฤติกรรมบางอย่างเป็นการบ่งบอกถึงความต้องการอาหาร คุณแม่อาจทดสอบง่าย ๆ ลองเอาช้อนเล็ก ๆ แตะปากลูกเบา ๆ ถ้าเขาอ้าปากก็แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณแล้ว ถ้าลองอีกโดยการเอาช้อนใส่ในปาก หากว่าลูกไม่หันหน้าหนีหรือคายช้อนออกมา แสดงว่าถึงเวลาป้อนอาหาร Solid Food ได้แน่นอน โดยทั่วไปความพร้อมทางร่างกายทั้งระบบย่อยและขับถ่ายจะอยู่ในช่วงที่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 6 เดือน แต่อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

ให้ลูกกินอะไร เคี้ยวอาหารไม่ได้ ฟันยังไม่ขึ้นสักหน่อย

Solid Food ไม่ใช่อาหารแข็งตามความหมายของคำว่า Solid แต่เป็นอาหารทารกที่มีส่วนผสมเป็นผัก ผลไม้ ฯลฯ ที่ย่อยง่ายมีเนื้อเหลวเด็กสามารถกลืนได้ง่าย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารชนิดหนึ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับทารกก็คือกล้วยน้ำว้าสุก อาจเลือกที่สุกมากหน่อยไม่ต้องถึงกับงอม นำมาปอกแล้วขูดใส่ถ้วยแค่ 1-2 ช้อนชา ผสมน้ำลงไปหน่อยเพื่อช่วยละลายเนื้อกล้วยให้เหลวขึ้นอีกนิด ค่อย ๆ ป้อนแค่ปลายช้อนชา ถ้าลูกเปิดรับทำปากขมุบขมิบก็แสดงว่าผ่าน

กินนิดเดียวต้องหิวแน่ ๆ ลูกจะปวดท้องไหมหนอ

การป้อนครั้งแรกไม่ต้องคาดหวังว่ากล้วยจะเข้าปากมากน้อยแค่ไหน กลืนบ้างคายบ้างคุณแม่อย่าเพิ่งซีเรียสไป แค่ให้ลูกได้ลิ้มลองเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรคุณแม่ยังคงต้องให้นมลูกเป็นอาหารหลักอยู่ดี Solid Food ถือว่าเป็นอาหารเสริม เมื่อลูกเริ่มกลืนได้ดีขึ้นและขับถ่ายเป็นปกติ จึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณและเพิ่มชนิดอาหาร เช่น ฟักทองบด แครอท ข้าวตุ๋น ผักโขม เน้นอาหารย่อยง่ายเป็นสำคัญ เรื่องปวดท้องเพราะไม่อิ่มไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ถ้าปวดท้องเพราะไม่ย่อยหรือท้องผูกจะเป็นปัญหามากกว่า และที่ต้องให้ความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาดเพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียได้

อาหารมื้อแรกของลูก ไม่น่าตกใจอย่างที่คุณแม่หลายคนกลัว และไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ทั้งสำหรับคุณแม่และสำหรับลูกน้อย ที่สำคัญก็คือคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกของเราทำไม่ได้เท่ากับคนอื่น ลูกเขากินเก่งลูกเราไม่ยอมกิน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน ให้เขาเติบโตและมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ

ลูกน้อยไม่ขาดแคลเซียมถึงแม้จะเบื่อนม

แคลเซียมเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย โดยน้ำนม 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม และเมื่อเราพูดถึงแคลเซียมกัน หลายต่อหลายคนจะมุ่งเน้นไปที่น้ำนม ไม่ว่าจะเป็น นมแพะ นมวัว  หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่ผู้ผลิตบางรายนำนมกระบือ (นมควาย) ออกวางจำหน่ายกัน ดังนั้นเมื่อเวลาคุณแม่หลาย ๆ ท่าน กลัวว่า ลูกจะไม่สูง กังวลว่าลูกจะไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ จึงมักบังคับลูกน้อยให้ทานแต่นม ซึ่งการทำเช่นนั้นแบบเคร่งครัดจนเกินไป บางทีอาจทำให้ลูก ๆ ของคุณขยาดกับนมกันไปเลยทีเดียว  โดยแท้จริงแล้วอาหารที่เป็นแหล่งมีแคลเซียมนั้น มีอาหารอีกหลายชนิดมากมายที่มีแคลเซียมเช่นกัน เราจึงขอนำตัวอย่างอาหารมานำเสนอ รับรองว่าเมื่อได้ทราบปริมาณแคลเซียมแล้ว จะถึงกับอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

แคลเซียมจากผักและผลไม้

บรอกโคลี

                โดยบรอกโคลี เป็นผักที่ไม่มีรสขม การนำมาปรุงอาหารก็สามารถเลือกได้หลากหลายว่าต้องการให้มันนิ่ม กรอบ หรือสุกขนาดไหน จึงเป็นผักที่คุณแม่จะเลือกนำมาทำเมนูให้กับลูกได้ง่ายดาย นอกจากความอร่อยของตัวมันเองแล้ว  บรอกโคลียังอุดมไปด้วยปริมาณแคลเซียม โดยต่อ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียมถึง 114  มิลลิกรัม ( 114 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

ส้ม

                ส้มจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมของวิตามินซีที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมอีกด้วย ส้มเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย  ดังนั้นคุณแม่อาจจะจัดวางมืออาหารใด ๆ ควบคู่ไปกับส้มสัก 1 ผล  หรือ คั้นน้ำส้มสด ๆ วางข้างจานอาหารหลักให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการเสริมแคลเซียมก็ได้ ทั้งนี้ส้มในปริมาณ 1 ถ้วยตวง  ให้ปริมาณแคลเซียม  27 มิลลิกรัม ( 27 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากธัญพืช

ถั่วเหลือง

                ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้  เต้าหู้หลอด เต้าหู้ก้อน เป็นต้น เพราะถั่วเหลืองนอกจากเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีปริมาณไขมันที่ต่ำมาก ๆ ถั่วเหลืองยังเป็นอาหารหลักของผู้ที่ทานอาหารเจ เพื่อแทนโปรตีนอีกด้วย หากคุณแม่ลองสรรหาสูตรอาหารที่ปรุงแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก็จะทำให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่มากพอ ๆ กับนมเลย โดยเฉลี่ยถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง  1 ถ้วยตวงให้ปริมาณแคลเซียมระหว่าง 300 – 500 มิลลิกรัม (300-500 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

แคลเซียมจากปลา

ปลาแซลมอน

                โดยเราเน้นไปที่ปลาแซลมอนกระป๋อง เพราะตัวปลาจะยังมีก้างเล็ก ๆ ติดอยู่ แต่นิ่มและไม่เป็นอันตรายต่อลูก หาซื้อง่าย วิธีนำมารับประทานก็หลากหลายที่คุณแม่จะนำมาจัดสรรให้คุณลูก ไม่ว่าจะทำเป็น แซนวิช เวลาไปปิกนิกต่างจังหวัด หรือนำมาผัดกับข้าวเป็นข้าวผัดปลาแซลมอน ให้ลูกรับประทานได้ง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า ทั้งโอเมกา 3 และก็แคลเซียม ที่มีอยู่ในปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้ปริมาณแคลเซียม 564  มิลลิกรัม (564 มิลลิกรัม : 1 ถ้วยตวง)

                รู้แบบนี้แล้ว รีบเตรียมหาเมนูสำหรับเสริมแคลเซียมในบางโอกาสให้กับลูก เพื่อการเติบโตของกระดูกที่แข็งแรง  และพัฒนาการที่ดีของเจ้าตัวน้อยกันเถอะ